ตอนที่ 43 มลรัฐเท็กซัส-รัฐธรรมนูญ (3)(New***)

ฉบับประจำปักษ์แรกของเดือนกรกฎาคม 2564

ตอนที่ 43 มลรัฐเท็กซัส-รัฐธรรมนูญ จะกล่าวถึง ความนำ ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส โครงสร้างรัฐธรรมนูญ การแบ่งอำนาจของรัฐบาลมลรัฐ (อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ) การศึกษา การจัดเก็บภาษีและรายได้ เคาน์ตี ทางรถไฟ เทศบาล การสอบสวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสรุป

1.ความนำ

        ผมได้เล่าเรื่องมลรัฐเท็กซัสมาแล้วจำนวน 2 ตอน คือตอนที่ 41 ได้เล่าถึง

ตำแหน่งที่ตั้ง ข้อมูลเบื้องต้น และประวัติความเป็นมาของมลรัฐเท็กซัสโดยย่อ  และตอนที่ 42 ได้เล่าถึง ภาษา ศาสนา เศรษฐกิจ และการคมนาคมขนส่ง ของมลรัฐเท็กซัส

            สำหรับตอนที่ 43 นี้จะนำเรื่องรัฐธรรมนูญของมลรัฐเท็กซัสมาเล่า

2.ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส

ภาพถ่ายรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัสปีค.ศ. 1876 ที่เขียนด้วยลายมือ (Wikipedia, Constitution of Texas,7 July 2021)
ภาพถ่ายรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัสปีค.ศ. 1876 ที่เขียนด้วยลายมือ (Wikipedia, Constitution of Texas,7 July 2021)

          รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส เป็นกฎหมายสูงสุดของมลรัฐที่ได้กำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลมลรัฐ รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ รัฐธรรมนูญปี ค.ศ.1876 ซึ่งนับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ของมลรัฐ

            ก่อนหน้านี้มลรัฐเท็กซัสเคยประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 6 ฉบับ  คือ

            รัฐธรรมนูญ ปี 1827 ซึ่งได้ประกาศใช้ในช่วงเท็กซัส เป็นมลรัฐหนึ่งของเม็กซิโก

            รัฐธรรมนูญ ปี 1836 ซึ่งได้ประกาศใช้ในขณะที่เท็กซัสมีฐานะเป็นสาธารณรัฐ

            รัฐธรรมนูญ ปี 1845 ซึ่งได้ประกาศใช้หลังจากเท็กซัสได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

          รัฐธรรมนูญ ปี 1861 ซึ่งได้ประกาศใช้ในช่วงตอนเริ่มต้นของสงครามกลางเมือง

            รัฐธรรมนูญ ปี 1866 ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อสิ้นสุดสงครามกลางเมือง

            รัฐธรรมนูญ ปี 1866

          รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความยาวเป็นอันดับสองในบรรดารัฐธรรมนูญมลรัฐของสหรัฐอเมริกา โดยมีความยาว 86,936 คำ เป็นรองแค่รัฐธรรมนูญมลรัฐอลาบามา ซึ่งมีความยาวมากถึง 388,882 คำ

            การที่รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัสมีความยาวมาก ก็เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบ่อยที่สุดฉบับหนึ่ง เป็นรองแค่รัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนีย และรัฐธรรมนูญมลรัฐอลาบามา ดังจะเห็นได้จากในช่วงปี ค.ศ.1876-2019 สภานิติบัญญัติมลรัฐเท็กซัสได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมากถึง 690 ครั้ง ในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น การเสนอแก้ไขที่ได้รับอนุมัติจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 507 ครั้ง เป็นการเสนอแก้ไขที่ไม่ได้รับอนุมัติจากผู้เลือกตั้ง จำนวน 180 ครั้ง และเป็นการเสนอแก้ไขที่ไม่ได้นำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงจำนวน 3 ครั้ง

            ส่วนรัฐธรรมนูญมลรัฐอลาบามา แม้จะได้มีการประกาศใช้หลังรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัสฉบับปัจจุบันถึง 25 ปี แต่ก็มีการแก้ไขมากถึง 900 ครั้ง

            รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัสก็เหมือนรัฐธรรมนูญมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้กล่าวถึงการแบ่งอำนาจและสิทธิพื้นฐานของพลเมือง ซึ่งมีความยาวและรายละเอียดมากกว่า สิทธิพื้นฐานของพลเมืองของรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

3.โครงสร้างรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส

          โครงสร้างรัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัสฉบับปัจจุบัน ประกอบด้วย  17 หมวด คือ

          หมวดหนึ่ง สิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง (Bill of Rights)

          หมวดสอง อำนาจของรัฐบาล (The Powers of Government)

          หมวดสาม อำนาจนิติบัญญัติ

          หมวดสี่ อำนาจบริหาร

          หมวดห้า อำนาจตุลาการ

          หมวดหก การออกเสียงเลือกตั้ง (Suffrage)

          หมวดเจ็ด การศึกษา

         หมวดแปด การจัดเก็บภาษีและรายได้

         หมวดเก้า เคาน์ตี (Counties)

         หมวดสิบ ทางรถไฟ

          หมวดสิบเอ็ด องค์กรของเทศบาล (Municipal Corporations)

          หมวดสิบสอง องค์กรเอกชน (Private Corportions)

          หมวดสิบสาม โฉนดที่ดินของสเปนและเม็กซิโก (Spanish and Mexican Land Titles)

          หมวดสิบสี่ สำนักงานที่ดินและที่ดินสาธารณะ

           หมวดสิบห้า การถอดถอนออกจากตำแหน่ง

           หมวดสิบหก บททั่วไป

           หมวดสิบเจ็ด การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

4.การแบ่งอำนาจของรัฐบาลมลรัฐ     

          รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส ได้แบ่งอำนาจของรัฐบาลออกเป็น 3 ด้าน ในทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา คือ

         4.1 ฝ่ายนิติบัญญัติ

          ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา  แต่ละสภาสามารถเป็นผู้ริเริ่มในการเสนอร่างกฎหมายได้ ยกเว้นร่างกฎหมายในการขึ้นภาษี ต้องเริ่มพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎรก่อน

            ร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาด้วยคะแนน 2/3 จะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ผู้ว่าการมลรัฐลงชื่ออนุมัติ แต่ถ้ามติเห็นชอบของทั้งสองสภาไม่ถึง 2/3 ร่างกฎหมายนั้นจะมีผลใช้บังคับในวันแรกของปีงบประมาณถัดไป คือวันที่ 1 กันยายน

          4.2 ฝ่ายบริหาร

            ฝ่ายบริหารของมลรัฐเท็กซัส ได้แก่ ผู้ว่าการมลรัฐ รองผู้ว่าการมลรัฐ  เลขาธิการมลรัฐ เหรัญญิก หัวหน้าใหญ่สำนักงานที่ดิน และอัยการสูงสุด  ทุกตำแหน่งได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (ยกเว้นตำแหน่งเลขาธิการมลรัฐ จะได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าการมลรัฐด้วยความเห็นชอบของวุฒิสภา ) อย่างที่เรียกว่า เป็นระบบผู้บริหารรวม (plural executive system) อนึ่ง ตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ด้านการเกษตรของมลรัฐเท็กซัสก็ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเช่นกัน แต่ไมใช่ตำแหน่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

            ผู้ที่จะเป็นผู้ว่าการมลรัฐเท็กซัสได้ต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปี เป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา และได้อาศัยอยู่ในมลรัฐเท็กซัสมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ผู้ว่าการมลรัฐเท็กซัสต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งอื่นในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางพลเรือน ทหาร หรือทางธุรกิจ และไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างอื่นได้

            ผู้ว่าการมลรัฐเป็นหัวหน้าฝ่าบริหารของมลรัฐ และเป็นผู้บัญชาการของกองกำลังทางทหารของ  มลรัฐ  ยกเว้นในกรณีที่มีการเรียกกำลังทหารไปใช้ในนามสหรัฐอเมริกา เป็นผู้มีอำนาจสั่งใช้กองกำลังอาสาสมัคร เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายของมลรัฐ แต่งตั้งตำแหน่งที่ว่างลงที่มีกฎหมายกำหนดไว้ หากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาของมลรัฐด้วยคะแนน 2/3

          นอกจากนี้ ผู้ว่าการมลรัฐยังมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของสภาทั้งสองแล้ว แต่หากสภาทั้งสองได้ลงมติยืนยันด้วยคะแนน 2/3 ร่างกฎหมายนั้นก็จะมีผลใช้บังคับทันที

          งานทุกอย่างที่ผู้ว่าการมลรัฐได้ลงนามจะต้องมีการประทับตรามลรัฐซึ่งเลขาธิการมลรัฐเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่

         กรณีผู้ว่าการมลรัฐเท็กซัส ไม่อยู่ในมลรัฐ หรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง รองผู้ว่าการมลรัฐจะขึ้นทำหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ

        4.3 ฝ่ายตุลาการ

          อำนาจตุลาการเป็นของศาลยุติธรรมของมลรัฐ ซึ่งประกอบด้วย ศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น

5.การศึกษา

          รัฐธรรมนูญ ฯ ได้วางหลักการให้สภานิติบัญญัติมลรัฐมีหน้าที่ออกบทบัญญัติในการสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่งระบบของการโรงเรียนสาธารณะซึ่งเป็นการเล่าเรียนฟรี และเป็นโรงเรียนของท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนมหาวิทยาลัยเป็นการถาวร และให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัย เท็กซัส รวมทั้งมหาวิทยาลัยด้านเครื่องกลและการเกษตร (Texas A&M Mechanical University) และมหาวิทยาลัย Prairie View A&M

6.การจัดเก็บภาษีและหารายได้

          รัฐธรรมนูญเท็กซัส ได้กำหนดข้อจำกัดหลายอย่างในการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีและหารายได้ของมลรัฐและท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินของท้องถิ่น

            ที่น่าสนใจคือ มลรัฐเท็กซัสไม่มีการเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคล (personal income tax) และเมื่อปี 2019 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ห้ามการจัดเก็บภาษีเงินได้ในอนาคตไว้อย่างชัดเจน  ซึ่งหากต้องการจะยกเลิกข้อห้ามนี้ ต้องใช้คะแนนเสียงของสภานิติบัญญัติอย่างน้อย 2/3

7.เคาน์ตี (County)

          รัฐธรรมนูญ ฯ ได้วางหลักเกณฑ์ในการจัดตั้งเคาน์ตีและการกำหนดจำนวนที่นั่งในเคาน์ตี รวมทั้งกำหนดเขตในการจัดตั้งโรงพยาบาลของเคาน์ตี

8.องค์กรเทศบาล (Municipal Corporation)

          รัฐธรรมนูญ ฯ รับรองให้เคาน์ตี เป็นองค์กรทางการเมืองระดับรองของมลรัฐ รวมทั้งให้อำนาจในการจัดตั้งเทศบาลและเคาน์ตี และให้อำนาจสภานิติบัญญัติจัดตั้งเขตโรงเรียน (school district)

9.การสอบสวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง (Impeachment)

          รัฐธรรมนูญ ฯ ได้กำหนดให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้พิจารณาการถอดถอน และให้วุฒิสภามีอำนาจในการตัดสินการถอดถอน โดยจะต้องได้รับคะแนนจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 2/3

10.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

          การแก้ไขรัฐธรรมนูญของมลรัฐเท็กซัสจะทำได้ต่อประชาชนผู้สิทธิเลือกตั้งอนุมัติให้แก้ไขเท่านั้น

11.สรุป

          รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองมลรัฐ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่นอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลาง  รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ รัฐธรรมนูญปี ค.ศ.1876 ซึ่งนับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 ของมลรัฐ

            รัฐธรรมนูญมลรัฐเท็กซัส เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความยาวเป็นอันดับสองในบรรดารัฐธรรมนูญมลรัฐของสหรัฐอเมริกา โดยมีความยาว 86,936 คำ เป็นรองแค่รัฐธรรมนูญมลรัฐอลาบามา ซึ่งมีความยาวมากถึง 388,882 คำ

            หากจะกล่าวโดยรวมแล้ว หลักการของรัฐธรรมนูญมลรัฐต่าง ๆ ก็คงคล้ายกัน แตกต่างกันที่รายละเอียด

            การที่รัฐธรรมนูญมลรัฐได้วางหลักไว้ว่า จะไม่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา นับเป็นจุดที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากนี้ ในตัวรัฐธรรมนูญยังมีหมวดว่าด้วยทางรถไฟ อันแสดงให้เห็นว่า การขนส่งทางรถไฟในมลรัฐเท็กซัสมีความสำคัญมากมาเป็นเวลานานแล้วถึงขั้นต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของมลรัฐ

7/07/21

ตอนที่ 42 มลรัฐเท็กซัส (2)(New***)

ฉบับประจำปักษ์หลังของเดือนมิถุนายน 2564

ตอนที่ 42 มลรัฐเท็กซัส (2) จะเล่าถึง ภาษา ศาสนา เศรษฐกิจ และการคมนาคมขนส่ง ของมลรัฐเท็กซัส

ธงมลรัฐเท็กซัส (Wikipedia, Texas, 18th June 2021)
ธงมลรัฐเท็กซัส (Wikipedia, Texas, 18th June 2021)

1.ความนำ

          ในตอนที่ 41 ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของมลรัฐเท็กซัส นับตั้งแต่ได้ตกเป็นดินแดนในครอบครองของฝรั่งเศสเป็นเวลา 5 ปี ระหว่างปีค.ศ.1684-1689 หลังจากนั้นได้ตกเป็นดินแดนในครองครองของสเปนเป็นเวลายาวนานถึง 131 พอเม็กซิโกได้รับเอกราชจากสเปน เท็กซัสก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโกด้วย เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 9 ปี หลังจากนั้น เท็กซัสได้แยกตัวออกมาเป็นสาธารณรัฐ เป็นเวลา 9 ปี (1836-1845) ก่อนจะเข้ารวมเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อปีค.ศ.1845 แต่ในช่วงเกิดสงครามกลางเมืองระหว่าง ปี 1861-1865  มลรัฐเท็กซัสได้แยกออกไปตั้งประเทศใหม่กับฝ่ายสหพันธรัฐ

          สำหรับตอนที่ 42 นี้ จะเล่าถึงเรื่องภาษา ศาสนา เศรษฐกิจ และการศึกษาของมลรัฐเท็กซัส

2.ภาษา

          ประชากรในมลรัฐเท็กซัสพูดอยู่หลายภาษา ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจเมื่อปี 2019 พบว่า ประชากรมลรัฐเท็กซัสร้อยละ 64.4 พูดภาษาอังกฤษ ร้อยละ 30 พูดภาษาสเปน ส่วนที่เหลือร้อยละ 5.6 พูดภาษาอื่น ๆ เช่น เวียดนาม จีน เยอรมัน ตากาล็อก ฝรั่งเศส เกาหลี ฮินดี และอาราบิก

            การที่มีคนพูดภาษาสเปนมากถึงร้อยละ 30 เพราะเท็กซัสเคยเป็นดินแดนในครอบครองของสเปนเป็นเวลายาวนานถึง 131 ปี

3.ศาสนา

            คนมลรัฐเท็กซัสร้อยละ 77 นับถือศาสนาคริสต์ แยกออกเป็นนิกายคาธอลิก ร้อยละ 23 และนิกายโปรเตสแตนท์ร้อยละ 50 นอกจากนี้ก็มีนับถือศาสนาอื่น ๆ บ้าง เช่น ศาสนายิว ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ

4.เศรษฐกิจ

          เมื่อปี 2019 มลรัฐเท็กซัสมีมูลค่าผลิตภัณฑ์รวม (gross state product/GSP) จำนวน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่ามากเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย แต่ก็มีค่ามากกว่าขนาดจีดีพีของประเทศบราซิล แคนาดา รัสเซีย เกาหลีใต้ และสเปน ซึ่งมีขนาดจีดีพีใหญ่เป็นอันดับที่ 9,10,11,12 และ 13 ของโลกตามลำดับ

            การที่มลรัฐเท็กซัสมีประชากรมาก มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ได้ทำให้เมืองเจริญเติบโต และการเป็นศูนย์กลางการศึกษาได้ทำให้เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่และกระจายออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่มีการค้นพบน้ำมัน ได้สะท้อนให้เห็นว่า มลรัฐเท็กซัสเป็นมลรัฐของอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียม

            เมื่อไม่นานมานี้ สังคมเมืองของมลรัฐเท็กซัสได้ขยายออกไป จนมีจำนวนประชากรที่อยู่ในเมืองคิดเป็น 2/3 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของมลรัฐ

            นิตยสาร Fortune รายงานว่า มลรัฐเท็กซัสเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทชั้นนำจำนวน 500 บริษัทในสหรัฐมากที่สุด รองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

            การจัดเก็บภาษี

            มลรัฐเท็กซัสได้ชื่อว่า เป็นมลรัฐที่จัดเก็บภาษีในอัตราต่ำ โดยไม่เก็บภาษีเงินได้ แต่จัดเก็บภาษีทรัพย์สินแทน

            การเกษตร

            มลรัฐเท็กซัสเป็นมลรัฐที่มีการทำฟาร์มมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นมลรัฐที่มีรายได้จากผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มากที่สุด ส่วนรายได้จากด้านการเกษตรมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

5.การขนส่ง

          มลรัฐเท็กซัส ได้ชื่อว่าเป็นมลรัฐที่มีระบบรถไฟและทางหลวงใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นศูนย์กลางทางคมนาคมที่สำคัญ

            ในด้านการคมนาคมทางอากาศ มลรัฐเท็กซัสมีสนามบินมากถึง 730 แห่ง มากเป็นอันดับสองของมลรัฐในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าอากาศยานนานาชาติดัลลาสหรือฟอร์ทวอร์ท (Dallas/Fort Worth International Airport) เป็นสนามบินที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นที่สองในสหรัฐอเมริกา และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก โดยมีพื้นที่ 73.15 ตารางกิโลเมตร

            ในด้านการคมนาคมขนส่งทางเรือ 

            ท่าเรือชองมลรัฐเท็กซัส เชื่อมชายฝั่งด้านมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ากับอ่าวของมลรัฐ ทำให้ท่าเรือ ฮูสตัน (Port of Houston) ในปัจจุบันนี้ เป็นท่าเรือที่จอแจมากเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา และเป็นอันดับที่สิบของโลก เมื่อคิดตันต่อตัน

            ในด้านการขนส่งทางรถไฟ

            นับตั้งแต่ปี 1911 มลรัฐเท็กซัส เป็นมลรัฐที่มีทางรถไฟยาวที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี 1932 มลรัฐเท็กซัสเคยมีทางรถไฟยาวรวมกันถึง 27,484 กิโลเมตร แต่ได้ลดลงเหลือ 22,540 กิโลเมตรในปี 2000

6.สรุป

          มลรัฐเท็กซัส เป็นมลรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับรองของสหรัฐอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย แต่ก็ยังเป็นขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศบราซิล แคนาดา รัสเซีย เกาหลีใต้ และสเปน ซึ่งมีขนาดจีดีพีใหญ่เป็นอันดับที่ 9,10,11,12 และ 13 ของโลกตามลำดับ

            มลรัฐเท็กซัสเป็นมลรัฐที่มีน้ำมันปิโตรเลียมาก ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจของมลรัฐเติบโต

            นอกจากนี้ มลรัฐเท็กซัสยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟ ทางอากาศ ทางถนนและทางเรือ

18/06/21

ตอนที่ 41 มลรัฐเท็กซัส (1)

ฉบับประจำปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน 2564

ในบรรดามลรัฐจำนวน 50 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา ผมเชื่อว่า มลรัฐเท็กซัสน่าจะเป็นมลรัฐหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยและรู้จักชื่อดี  ดังนั้น เราจึงน่าจะศึกษาเรื่องราวของมลรัฐเท็กซัสกันหน่อย โดยในตอนนี้จะขอเล่าถึงตำแหน่งที่ตั้ง ข้อมูลเบื้องต้น และประวัติความเป็นมาของมลรัฐเท็กซัสโดยย่อ

1.ความนำ

          มลรัฐเท็กซัส เป็นมลรัฐที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา ในด้านพื้นที่เป็นมลรัฐที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐอลาสก้า  และในด้านประชากร ก็เป็นมลรัฐที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

            มลรัฐเท็กซัส เป็นมลรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทย

2.ตำแหน่งที่ตั้ง

แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งมลรัฐเท็กซัส        
  (Texas, wikipedia, 3rd June 2021)
แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งมลรัฐเท็กซัส
(Texas, wikipedia, 3rd June 2021)

            มลรัฐเท็กซัส มีตำแหน่งที่ตั้ง ดังนี้

          ทิศตะวันออก จรดมลรัฐหลุยเซียนา (Louisiana)

            ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จรดมลรัฐอาร์คันซอ  (Arkansas)

            ทิศเหนือ จรดมลรัฐโอคลาโฮมา  (Oklahoma)

            ทิศตะวันตก จรดมลรัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico)

            ทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ จรดเม็กซิโก

            ทิศตะวันออกเฉียงใต้ จรดอ่าวเม็กซิโก

3.ข้อมูลเบื้องต้น

            3.1 ขนาดพื้นที่

            มลรัฐเท็กซัสมีพื้นที่  695,662 ตร.กม. มากเป็นอันดับที่สองของสหรัฐอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐอลาสก้า คิดเป็นความยาว 1,289 ตารางกิโลเมตร และความกว้าง 1,244 กิโลเมตร

            3.2 จำนวนประชากร

            มลรัฐเท็กซัสมีประชากรเมื่อปี 2020 จำนวน 29,183,290 คน มากเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

            3.3 ความหนาแน่นของประชากร

             มีความหนาแน่นของประชากร 42.9 คน ต่อหนึ่งตร.กม.

            3.4 เมืองหลวง และเมืองสำคัญ

            มลรัฐเท็กซัสมีเมืองหลวงชื่อ ออสติน (Austin)

            ส่วนเมืองใหญ่ที่สุด คือ เมืองฮุสตัน (Houston) ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของมลรัฐ และเป็นเมืองใหญ่อันดับที่สี่ของสหรัฐอเมริกา

            3.5 ชื่อเล่นของมลรัฐ

            คำว่าเท็กซัส (Texas)  มาจากคำว่า “taysha” ซึ่งแปลว่าเพื่อนในภาษาแคดโด้ (Caddo Language) มลรัฐเท็กซัสมีชื่อเล่นว่า “ Lone Star State ”

            3.5 ภูมิประเทศ

            ด้วยความกว้างใหญ่ของมลรัฐ ทำให้มลรัฐเท็กซัสมีลักษณะภูมิประเทศสองแบบ คือ ภูมิประเทศแบบภาคใต้ และ ภูมิประเทศแบบภาคตะวันตกเฉียงใต้ และมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นทะเลทรายราวร้อยละ 10  ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ทีเคยเป็นทุ่งหญ้าแพรรี ดินแดนที่เป็นทุ่งหญ้า ป่าไม่ และชายฝั่งทะเล

4.ประวัติความเป็นมาโดยย่อ

            ก่อนที่จะเข้ามารวมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มลรัฐเท็กซัสมีฐานะเป็นสาธารณรัฐ (Republic of Texas) และได้รับการผนวกเข้าเป็นมลรัฐที่ 28 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1845

            ก่อนจะได้เป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มลรัฐเคยเป็นดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของ สเปน ฝรั่งเศส และเม็กซิโก สรุปเป็นช่วงเวลาได้ดังนี้ คือ

            4.1 ช่วงสเปนออกสำรวจโลกใหม่ ในราวปี ค.ศ.1519

            4.2 ช่วงตกอยู่ภายใต้การครอบครองของฝรั่งเศส (French Texas) ค.ศ.1684-1689

            เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 5 ปี

            4.3 ช่วงตกอยู่ภายใต้การครอบครองของสเปน (Spanish Texas) ค.ศ.1690-1821

            การตกเป็นดินแดนอาณานิคมของสเปน เป็นช่วงเวลายาวนานถึง 131 ปี

            4.4 ช่วงอยู่ภายใต้การครอบครองของเม็กซิโก (Mexican Texas) ค.ศ.1821-1836

            เดิมเม็กซิโกเป็นดินแดนอาณานิคมของสเปน พอเม็กซิโกได้รับเอกราชจากสเปน ทำให้เท็กซัสต้องเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสเปนด้วย  แต่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 9 ปี

            4.5 ช่วงเป็นสาธารณรัฐ (Republic of Texas) ค.ศ.1836-1845

            เท็กซัสไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโก จึงแยกตัวออกมาเป็นประเทศหนึ่งต่างหาก

            4.6 ช่วงเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา (Statehood) ค.ศ.1845-1860

ภาพแสดงสงครามเม็กซิโก-อเมริกา ช่วงปีค.ศ.1846-1848 (Texas, wikipedia, 3rd June 2021)
ภาพแสดงสงครามเม็กซิโก-อเมริกา ช่วงปีค.ศ.1846-1848 (Texas, wikipedia, 3rd June 2021)

            หลังจากได้แยกออกจากเม็กซิโกมาแล้ว เท็กซัสไม่ต้องการจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ต้องการจะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผลของการรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ทำให้เม็กซิโกไม่พอใจ ทำให้เกิดสงครามระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา เรียกชื่อว่า สงครามเม็กซิโก-อเมริกา (Mexican-American  War) ระหว่างปี ค.ศ.1846-1848  เม็กซิโกเป็นฝ่ายแพ้ ทำให้เท็กซัสกลายเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร

            4.7 ช่วงสงครามกลางเมือง (Civil War) ค.ศ.1861-1865

            ในช่วงนี้มลรัฐเท็กซัสได้ขอแยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า ฝ่ายเหนือหรือสหภาพ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1861 ไปอยู่กับฝ่ายสหพันธ์หรือ ฝ่ายใต้ (Confederate States ) จนกระทั่งสงครามกลางเมืองสิ้นสุดด้วยชนะของฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้รวมทั้งเท็กซัสก็กลับมารวมเป็นหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง

            สงครามกลางเมือง เป็นสงครามที่เกิดจากการประกาศให้เลิกทาสทั่วแผ่นดินอเมริกา ในยุคสมัยประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอห์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ทำให้มลรัฐทางใต้ไม่พอใจ เพราะมีทาสมาก จึงประกาศขอแยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกาไปตั้งเป็นประเทศใหม่  เมื่อปีค.ศ.1861 เรียกชื่อว่า สหพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America)

            4.8 ช่วงฟื้นฟู (Reconstruction) ค.ศ.1865-1899

            ภายหลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายใต้หรือฝ่ายสหพันธ์  ฝ่ายสหภาพหรือฝ่ายเหนือได้ส่งกองทหารเข้ายึดครองเท็กซัสเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1865 และแต่งตั้งผู้ว่าการมลรัฐมาปกครองเป็นการชั่วคราว ( a series of provisional governors) เป็นเวลา 9 ปี

5. สรุป

          มลรัฐเท็กซัส เป็นมลรัฐลำดับที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1845  เป็นมลรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รองลงมาจากมลรัฐอลาสก้า และมีประชากรมากเป็นอันดับสองรองลงมาจากมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

            ก่อนที่จะเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เคยเป็นประเทศสาธารณรัฐมาก่อน  ผลของการเข้ารวมกับสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก เพราะเดิมเท็กซัสเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของเม็กซิโกมาก่อน จึงไม่ต้องการให้เท็กซัสไปรวมกับสหรัฐอเมริกา

3/06/21

ตอนที่ 40 การศึกษา และการปกครองส่วนท้องถิ่น (New***)

ประจำปักษ์หลัง ของเดือนพฤษภาคม 2564

1.ความนำ

ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 39 ได้กล่าวถึง การอภัยโทษ ทหารกองหนุน และการบริงานนักโทษหรือการบริหารเรือนจำตามนัยรัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มาตรา 7 และ 8 อำนาจในการให้อภัยโทษ เป็นของผู้ว่าการมลรัฐ ยกเว้นความผิดฐานเป็นกบฏ เป็นอำนาจร่วมกันของผู้ว่าการมลรัฐ และสภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐ

        ผู้ว่าการมลรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งใช้ทหารกองหนุนของมลรัฐ

        รัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนียให้ความสำคัญในการบริหารงานนักโทษหรือการบริหารงานเรือนจำ โดยให้อำนาจผู้ว่าการมลรัฐในการแต่งตั้งคณะกรรมการมลรัฐในการบริหารงานนักโทษหรือการบริหารงานเรือนจำ จำนวน 5 คน สำหรับตอนที่ 40 นี้ จะเล่าถึง การศึกษา และการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 9 และ 10

2. การศึกษา

มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย, เบิร์คเลย์
(Wikipedia, University of California, 16th May 2021)
มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย, เบิร์คเลย์
(Wikipedia, University of California, 16th May 2021)

         การศึกษา เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างคนและสร้างชาติ หากประเทศใดสามารถบริหารการศึกษาได้ดี ประเทศนั้นก็จะสามารถสร้างคนที่มีคุณภาพ และคนที่มีคุณภาพนั้น ก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

        ประเทศที่เป็นรัฐรวมอย่างสหรัฐอเมริกา อำนาจหน้าที่ในการบริหารการศึกษา เป็นเรื่องของมลรัฐและท้องถิ่นโดยตรง ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลกลาง

        สำหรับมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 9 ได้กล่าวไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะได้รับความรู้และข้อมูลข่าวสาร โดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สามารถใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการสนับสนุนการพัฒนาความรู้ทางด้านการเกษตร ศีลธรรม วิทยาศาสตร์ และทางด้านสติปัญญาต่าง ๆ

       ตามรัฐธรรมนูญ ฯ ได้กำหนดให้มีตำแหน่งผู้อำนวยการศึกษาสาธารณะ (Superintendent of Public Instruction) ของมลรัฐ โดยเป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งมาพร้อมกับการเลือกตั้งผู้ว่าการมลรัฐ และมีเงินเดือนเท่ากับเลขาธิการมลรัฐ

         นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งผู้อำนวยการศึกษาสาธารณะของเคาน์ตีต่าง ๆ ซึ่งจะได้รับการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งผู้ว่าการมลรัฐเช่นกัน  แต่สภานิติบัญญัติแห่งรัฐอาจจะรวมเคาน์ตีหลายแห่งเข้าด้วยกันอยู่ภายใต้ผู้อำนวยการศึกษาสาธารณะคนเดียวกันก็ได้

            นอกจากตำแหน่งผู้อำนวยการการศึกษาสาธารณะแล้ว ยังมีคณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่น

            สภานิติบัญญัติแห่งรัฐมีอำนาจในการสร้างระบบการศึกษาสาธารณะ ซึ่งเป็นการศึกษาแบบให้เรียนฟรีได้ในหลายรูปแบบ

            ในรัฐธรรมนูญ ฯ ยังได้กล่าวถึงมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย ว่า จะต้องมีกฎหมายรับรองเป็นการเฉพาะ

           ความเห็นเพิ่มเติม

          การจัดการศึกษาในสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องของรัฐบาลมลรัฐ และองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยผู้อำนวยการศึกษาสาธารณะของมลรัฐ รวมทั้งผู้อำนวยการศึกษาสาธารณะของเคาน์ตี เป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้ง นอกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศึกษาแล้ว ยังมีคณะกรรมการการศึกษาที่เป็นอิสระจากหน่วยการปกครอบส่วนท้องถิ่น

            สภานิติบัญญัติแห่งรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการวางระบบการศึกษาสาธารณะ ซึ่งเป็นการศึกษาให้ฟรีได้หลายรูปแบบ เช่น โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนภาคค่ำ โรงเรียนปกติทั่วไป และโรงเรียนเทคนิค เป็นต้น

            ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญ ฯ ได้ให้ความสำคัญของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมาก ถึงกับระบุชื่อมหาวิทยาลัยไว้ในรัฐธรรมนูญ ฯ นั่นคือ มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย

            ส่วนมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ ให้จัดตั้งตามกฎหมายพิเศษ

            สำหรับมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนีย นับเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มีวิทยาเขตอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์ฟอเนียแห่งเบิร์คเลย์ (University of California, Berkley) นับเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก หากใครได้เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ต้องยอมรับว่า เป็นคนเก่ง ไม่น้อยหน้ากว่าการเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

3.การปกครองส่วนท้องถิ่น

            การปกครองตนเองในรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น นับเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศที่สำคัญของประเทศในโลกตะวันตก

            สำหรับประเทศรัฐรวมอย่างสหรัฐอเมริกา การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นอำนาจหน้าที่ของมลรัฐในการจัดตั้ง สนับสนุน และกำกับดูแลโดยตรง ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลกลาง ส่วนจะมีการจัดตั้ง สนับสนุนส่งเสริม และกำกับดูแลอย่างไร ย่อมเป็นไปตามกฎหมายของแต่ละมลรัฐ

            ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มาตรา 11 ได้กล่าวถึง เมืองใหญ่ เคาน์ตี และเมืองทั่วไป (cities, counties, and towns) ซึ่งเป็นองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น สรุปได้ดังนี้ คือ

            เคาน์ตี (county)  มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองระดับรองชองมลรัฐ (legal subdivisions of this State)

            เคาน์ตี สามารถจัดตั้ง เปลี่ยนแปลง และยุบหรือยกเลิกได้ ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2/3 ของเคาน์ตีนั้นเห็นชอบในเวลาที่มีการเลือกตั้งทั่วไป การจัดตั้งเคาน์ตีขึ้นใหม่ จะต้องมีประชากรไม่น้อยกว่า 5,000 คน  แต่จะต้องไม่ทำให้เคาน์ตีเดิมมีประชากรลดเหลือน้อยกว่า 8,000 คน

            สภานิติบัญญัติแห่งรัฐมีอำนาจในการสร้างระบบการปกครอบแบบเคาน์ตีให้เป็นแบบเดียวกันทั่วทั้งมลรัฐ

            สภานิติบัญญัติแห่งรัฐมีอำนาจออกกฎหมายกำหนดที่มาของคณะกรรมการผู้ควบคุมดูแล (Board of Supervisors) นายอำเภอ (Sheriff)  ปลัดเคาน์ตี (County Clerk) อัยการเขต (District Attorney) รวมทั้งตำแหน่งอื่น ๆ ของเมือง (township) และเจ้าหน้าที่เทศบาล

            การจัดตั้งองค์กรเทศบาล จะไม่สามารถจัดตั้งโดยกฎหมายพิเศษ แต่ให้จัดตั้งโดยกฎหมายทั่วไปที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ

            เมืองใหญ่และเคาน์ตี อาจรวมเข้าเป็นหน่วยเดียวกันได้

            เมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คน สามารถสร้างกฎในการปกครองตนเองได้

            เคาน์ตี เมืองใหญ่ และเมืองทั่วไป มีอำนาจในการบริหารภายในเขตพื้นที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การบิหารงานตำรวจ สุขาภิบาล และเรื่องการบริหารท้องถิ่นอื่น ๆ ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายทั่วไป

         ความเห็นเพิ่มเติม

          การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องของมลรัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง การปกครองส่วนท้อ

ถิ่นจะมีกี่รูปแบบ และมีที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร อยู่ที่กฎหมายของมลรัฐ

            กรณีมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ได้กำหนดให้องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่ 3 รูป เคาน์ตี เมืองใหญ่ และเมือง

            เคาน์ตี ถือเป็นหน่วยการปกครองระดับรองของมลรัฐ การจัดตั้งเคาน์ตีขึ้นใหม่ จะต้องมีประชากรไม่น้อยกว่า 5,000 คน แต่ต้องไม่ทำให้เคาน์ตีเดิมมีประชากรเหลือน้อยกว่า 8,000 คน

            หากจะเปรียบเทียบกับรูปแบบการปกครองของประเทศไทย เคาน์ตีพอจะเทียบได้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดของไทย ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน

            อย่างไรก็ดี เมืองใหญ่ (city) และเคาน์ตี อาจจะรวมเป็นหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันได้

ส่วนเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คน มีอำนาจในการออกกฎในการบริหารงานของตนเองได้ โดยไม่ต้องใช้กฎหมายทั่วไปของมลรัฐ หากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทย อาจจะเรียกว่า เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

            แต่การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษดังกล่าวของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย รัฐธรรมนูญ ฯ ให้อำนาจท้องถิ่นออกกฎในการบริหารงานได้เอง ไม่ใช่รัฐเหมือนอย่างกรณีการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอย่างประเทศไทย คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

            ส่วนที่มาของตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า จะได้มาโดยการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งให้เป็นไปกฎหมายของมลรัฐ

4.สรุป

          ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศรัฐรวม มีรัฐบาลสองระดับ คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ รัฐบาลมลรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการการศึกษาและกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหมือนอย่างกรณีมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ในรัฐธรรมนูญของมลรัฐได้กล่าวไว้ชัดเจนในเรื่องการศึกษา และการปกครองส่วนท้องถิ่น

            การปกครองส่วนท้องถิ่นของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ตามรัฐธรรมนูญ ฯ มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ เคาน์ตี เมืองใหญ่ และเมืองทั่วไป ส่วนการบริหารการศึกษามีรูปแบบแยกออกไปต่างหากจากการปกครองท้องถิ่น โดยมีผู้อำนวยการศึกษาสาธารณะ และคณะกรรมการการศึกษา ซึ่งถือเป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะด้าน

สำหรับเรื่องราวของรัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนีย คงจะต้องยุติลงเท่านี้้ ในตอนต่อไปจะเป็นเรื่องราวของมลรัฐเท็กซัส

16/05/21

ตอนที่ 39 การอภัยโทษ ทหารกองหนุน และการบริหารงานนักโทษ

ฉบับประจำปักษ์แรกของเดือนพฤษภาคม 2564

ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่  38 ได้เล่าถึงฝ่ายตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นหนึ่งแขนงของการใช้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐ สำหรับตอนที่ 39 นี้จะเล่าถึงการใช้อำนาจในการให้อภัยโทษ ทหารกองหนุน และการดูแลนักโทษ ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

1.ความนำ

          ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 38 ได้เล่าถึงฝ่ายตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งประกอบด้วยศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น

            สำหรับตอนที่ 39 นี้ จะกล่าวถึงการให้อภัยโทษ ทหารกองหนุน และการดูแลนักโทษ ตามรัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

2.การอภัยโทษ

          หลังจากศาลได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยคนใดได้กระทำความผิดทางอาญาจริงและจะต้องรับโทษตามกฎหมาย ก็มิได้หมายความว่า ผู้นั้น จะต้องได้รับโทษทางอาญาตามกฎหมายตามคำพิพากษาเสมอไป เพราะรัฐธรรมนูญ ฯ ได้กำหนดให้มีการอภัยโทษได้ 

            การอภัยโทษ อาจเป็นการยกโทษให้ทั้งหมด หรืออาจจะเป็นการลดโทษจากหนักให้เป็นเบา กล่าวโดยทั่วไป ผู้มีอำนาจในการให้อภัยโทษได้ คือประมุขของรัฐ อย่างเช่น ราชอาณาจักรไทย พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการอภัยโทษให้แก่นักโทษในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น เนื่องในพระราชพิธีปราบดาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

          สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ผู้มีอำนาจในการให้อภัยโทษให้แก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ได้รับโทษทางอาญา  คือประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา     

กรณีมลรัฐคาลิฟอร์เนีย รัฐธรรมนูญ ฯ  กำหนดให้ผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีอำนาจในการให้อภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ได้รับโทษทางอาญา

            ขอบเขตอำนาจในการให้อภัยโทษของผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 7 สรุปได้ดังนี้

          2.1 ผู้ว่ามลรัฐ อาจให้อภัยโทษด้วยยกโทษให้ การบรรเทาโทษประหารชีวิต และการลดหย่อนโทษตามคำพิพากษา สำหรับการกระทำความผิดทุกอย่าง ยกเว้นโทษฐานเป็นกบฏ และโทษจากการถูกสอบสวนเอาออกจากตำแหน่ง

            2.2 สำหรับโทษฐานเป็นกบฏ ผู้ว่าการมลรัฐมีอำนาจในการเลื่อนเวลาการประหารชีวิตตามคำพิพากษา (commutation of sentence) ออกไป จนกว่าจะมีการรายงานกระทำผิดดังกล่าวไปยังสภานิติบัญญัติของมลรัฐในการประชุมครั้งต่อไป หรือไม่ก็อาจเลื่อนการลงโทษประหารชีวิตออกไปก่อน

            ในการแจ้งให้สภานิติบัญญัติในตอนเริ่มต้นสมัยประชุมทุกครั้ง ในคดีที่มีการเลื่อนการประหารชีวิตหรือการอภัยโทษ ผู้ว่าการมลรัฐ จะต้องระบุชื่อนักโทษ ความผิดที่ได้กระทำ คำพิพากษา และเหตุผลประกอบ

            2.3 ผู้ว่าการมลรัฐ และสภานิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจลดหย่อนโทษ หรืออภัยโทษให้แก่ผู้กระทำผิดซ้ำสองครั้งในคดีอาชญากรรมร้ายแรง เว้นแต่เสียงช้างมากของคำตัดสินของศาลสูงจะได้แสดงความเห็นไว้

         ความเห็นเพิ่มเติม

          หลังจากศาลได้มีคำพิพากษาว่า นักโทษคนใดได้กระทำความผิดทางอาญาและต้องรับโทษตามกฎหมาย ผู้ว่าการมลรัฐ มีอำนาจในการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษให้ได้ตามกฎเกณฑ์ ยกเว้นความผิดฐานเป็นกบฏ หรือความผิดที่ถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนเอาออกจากตำแหน่ง

            กรณีเป็นความผิดฐานเป็นกบฏ การพิจารณาให้อภัยโทษหรือลดหย่อนโทษเป็นอำนาจร่วมกันของผู้ว่าการมลรัฐและสภานิติบัญญัติของมลรัฐ โดยผู้ว่าการมลรัฐจะเป็นฝ่ายเสนอความเห็นไปยังสภานิติบัญญัติของมลรัฐ

            แต่ถ้านักโทษที่มีคำพิพากษาลงโทษเพราะกระทำความผิดทางอาญาร้ายแรงซ้ำสองครั้ง ผู้ว่าการมลรัฐและสภานิติบัญญัติมลรัฐไม่มีอำนาจให้อภัยโทษและลดหย่อนโทษ

3.ทหารกองหนุน (Militia)

ทหารกองหนุน (militia)
ทหารกองหนุน (militia)

          ในระบบรัฐรวม รัฐบาลกลางเป็นผู้มีอำนาจในการจัดตั้งกองทัพของประเทศ ซึ่งเป็นทหารกองประจำการหรือทหารอาชีพ แต่ก็มิได้หมายความว่า มลรัฐไม่ได้อำนาจใด ๆ เกี่ยวกับทหาร เพราะมลรัฐจะเป็นผู้อำนาจในการดูแลทหารกองหนุนไว้เป็นกำลังสำรองของประเทศ

          ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มาตรา 8 สภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐ มีอำนาจออกกฎหมายจัดตั้งทหารกองหนุน (militia) เท่าที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนี้และรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ทหารกองหนุนอาจจะได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งตามระยะเวลาที่กำหนดและให้ขึ้นตรงต่อผู้ว่าการมลรัฐ  และผู้ว่าการมลรัฐมีอำนาจในการสั่งใช้ทหารกองหนุนในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของมลรัฐ เพื่อปราบปรามการก่อจลาจล และขับไล่ผู้รุกราน

          ความเห็นเพิ่มเติม

            ปกติผู้ว่าการมลรัฐจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งใช้ทหารกองหนุน ยกเว้นมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกามาตรา 2 อนุมาตรา 2 อำนาจดังกล่าวจะเป็นของประธานาธิบดีอเมริกา

4.การบริหารงานนักโทษหรือผู้ต้องขัง

          หลังจากศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาให้ได้รับโทษจำคุกแล้วก็ดี หรืออยู่ในระหว่างการฝากขังของศาลก่อนที่จะมีคำพิพากษาก็ดี นักโทษเหล่านี้ จำเป็นต้องอยู่ในเรือนจำภายใต้การควบคุมดูแลของกรมราชทัณฑ์

            เพื่อเป็นหลักประกันว่า นักโทษหรือผู้ต้องขังเหล่านั้น จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี รัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย จึงได้นำเรื่องการบริหารนักโทษหรือผู้ต้องขังไปกำหนดไว้ด้วย

            ตามมาตรา 10 แห่งรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ได้กล่าวถึงการบริหารงานนักโทษหรือผู้ต้องขังไว้ความว่า ให้มีคณะกรรมการมลรัฐในการดูแลนักโทษ (State Board of Prison Directors) จำนวน 5 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าการมลรัฐ ภายใต้ความยินยอมของวุฒิสภาของ               มลรัฐ ดำรงตำแหน่งในวาระ 10 ปี แต่ผู้ว่าการมลรัฐ มีอำนาจที่จะถอดถอน กรรมการดังกล่าวคนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่งได้ หากพบว่ามีการะทำความผิด หรือไร้ความสามารถ หรือละทิ้งหน้าที่

            คณะกรรมการมลรัฐในการดูแลนักโทษ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลนักโทษของมลรัฐ รวมทั้งมีอำนาจในการแต่งตั้งพัสดีเรือนจำ (warden) และเจ้าหน้าที่ประจำเรือนจำ

            ความเห็นเพิ่มเติม

          การที่รัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนียให้ความสำคัญแก่การดูแลนักโทษหรือผู้ต้องขัง ถึงกับเอาเรื่องการบริหารนักโทษหรือผู้ต้องขังไปกำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ฯ แสดงให้เห็นว่า นักโทษหรือผู้ต้องขังทั้งหลายจะได้รับการดูแลจามลรัฐเป็นอย่างดี ภายใต้แนวคิดที่ว่า เรือนจำไม่ใช่สถานที่ลงโทษเพื่อการแก้แค้น แต่เรือนจำคือสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดเกิดความรู้สึกสำนึกผิดและคิดจะออกไปเป็นพลเมืองดี ภายหลังได้พ้นโทษไปแล้ว จะได้ไม่ออกไปกระทำความผิดซ้ำให้เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมอีก

5. สรุป

          ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย อำนาจในการให้อภัยโทษ เป็นของผู้ว่าการมลรัฐ ยกเว้นความผิดฐานเป็นกบฏ เป็นอำนาจร่วมกันของผู้ว่าการมลรัฐ และสภานิติบัญญัติมลรัฐ

            ผู้ว่าการมลรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งใช้ทหารกองหนุนของมลรัฐ

            รัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนียให้ความสำคัญในการบริหารงานนักโทษหรือผู้ต้องขัง โดยให้อำนาจผู้ว่าการมลรัฐในการแต่งตั้งคณะกรรมการมลรัฐในการบริหารงานนักโทษหรือผู้ต้องขัง จำนวน 5 คน

                                               2/05/21

ตอนที่ 38 ฝ่ายตุลาการ (Judicial)ของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

ประจำปักษ์หลังของเดือนเมษายน 2564

1.ความนำ

        ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 37 ผมได้เล่าเรื่องฝ่ายบริหารของมลรัฐคาลิฟอร์เนียว่า ประกอบด้วยตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จำนวน 7 ตำแหน่ง คือ ผู้ว่ากรมลรัฐ รองผู้ว่าการมลรัฐ เลขาธิการมลรัฐ ผู้ตรวจสอบของมลรัฐ เหรัญญิกของมลรัฐ อัยการสูงสุดของมลรัฐ และหัวหน้านักสำรวจของมลรัฐ

        สำหรับตอนที่ 38 นี้จะได้เล่าเรื่องฝ่ายตุลาการของมลรัฐตามนัยมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ว่า มีโครงสร้างอย่างไร และมีที่มาอย่างไร

ผมคิดว่าเรื่องราวของฝ่ายตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย น่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นระบบที่แตกต่างไปจากระบบตุลาการของประเทศไทย ขอเชิญติดตามได้ครับ

2. โครงสร้างฝ่ายตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

ฆ้อน เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของศาล
ฆ้อน เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของศาล

        ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ ฯ กำหนดไว้ว่า อำนาจตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นอำนาจของศาลสูง (Supreme Court) ศาลอุทธรณ์ ( Courts of Appeal) และศาลชั้นต้น (Superior Courts)

        แสดงว่า ฝ่ายตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ประกอบด้วย ศาล 3 ระดับ ในทำนองเดียวกันกับระบบศาลของรัฐบาลกลาง

          2.1 ศาลสูง (Supreme Court)

        ศาลสูง มีประธานศาลสูง จำนวน 1 คน และผู้พิพากษาอีกจำนวน 4 คน รวมเป็น 5 คน (อนุมาตรา 2 )

          2.2 ศาลอุทธรณ์ (Courts of Appeal)

        สภานิติบัญญัติมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีอำนาจแบ่งพื้นที่มลรัฐออกเป็นเขต (district) เพื่อให้มีศาลอุทธรณ์ประจำเขต ซึ่งอาจจะมีหนึ่งแผนกหรือมากกว่าก็ได้ แต่ละแผนกประกอบด้วยผู้พิพากษาประจำ (presiding justice) จำนวน 1 คน และผู้พิพากษาสมทบ (associate justice) อย่างน้อยจำนวน 2 คน (อนุมาตรา 3)

        2.3 ศาลชั้นต้น (Superior Courts)

        ในแต่ละเคาน์ตี (county) ให้มีศาลชั้นต้นจำนวน 1 ศาล ซึ่งมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 1 คน โดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอาจกำหนดจำนวนผู้พิพากษา จำนวนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างประจำศาลชั้นต้นในแต่ละศาล

          ในศาลชั้นต้นแต่ละศาล ให้มีแผนกรับคำอุทธรณ์ด้วย (อนุมาตรา 4)

        อนึ่ง นอกจากไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ในบางเคาน์ตีอาจจะมีศาลเทศบาล (municipal courts) แต่ถ้าศาลเทศบาลในเคาน์ตีใดถูกยกเลิกให้ไปรวมกับศาลชั้นต้น ให้ผู้พิพากษาของศาลเทศบาลที่ได้รับการคัดเลือก เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น (อนุมาตรา 23)

        ความเห็นเพิ่มเติม

        ในตรงนี้ ผมขออธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ศาลสูงของมลรัฐ มีอยู่ศาลเดียว มีเขตอำนาจทั่วมลรัฐ  ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลประจำเขต (districts) ส่วนศาลชั้นต้น (superior courts) เป็นศาลประจำเคาน์ตี คำว่า เคาน์ตี อาจจะพอเปรียบเทียบได้กับคำว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดของประเทศไทย มีฐานะเป็นท้องถิ่นระดับบนของมลรัฐ

        ศาลท้องถิ่น เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีตามกฎหมายของท้องถิ่นด้วยกระบวนง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน แต่ไม่ได้หมายความว่า ท้องถิ่นเป็นผู้มีอำนาจในการจัดตั้งศาล เพราะการจัดตั้งศาลเป็นอำนาจของมลรัฐ ดังนั้น หากมลรัฐออกกฎหมายมาให้ยกเลิกศาลท้องถิ่นในเคาน์ตีใด อำนาจในการพิจารณาคดีของศาลท้องถิ่นก็จะไปรวมอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาของศาลท้องถิ่นที่ถูกยกเลิกก็อาจจะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้พิพากษาของศาลชั้นต้น

3.สภาตุลาการ (Judicial Council)

        สภาตุลาการ มีองค์ประกอบดังนี้ คือ

                      3.1 ประธานศาลสูง

                      3.2 ผู้พิพากษาศาลสูง จำนวน 1 คน

                    3.3 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จำนวน 3 คน

                      3.4 ผู้บริหารศาล ซึ่งไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จำนวน 2 คน

                    3.5 สมาชิกคนอื่น ๆ ซึ่งไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนและได้รับเลือกโดยสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียง โดยได้รับแต่งตั้งจากประธานศาลสูง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี

                      3.6 สมาชิกเนติบัณฑิตสภาแห่งมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ที่ได้รับแต่งตั้งจากเนติบัณฑิตสภา จำนวน 4 คน อยู่ในวาระ 3 ปี

                      3.7 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา สภาละ 1 คน ที่แต่ละสภาเป็นผู้แต่งตั้ง

          สภาตุลาการ เป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายตุลาการมลรัฐ และเป็นผู้อำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการด้านการบริหารของศาล

        ความเห็นเพิ่มเติม

        รัฐธรรมนูญ ฯ ได้วางหลักการให้มีการถ่วงดุลอำนาจในสภาตุลาการ โดยมีตัวแทนจากองค์กรภายนอกศาลเข้าไปร่วมเป็นสมาชิกสภาตุลาการด้วย คือ เนติบัณฑิตสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

          ส่วนตำแหน่งผู้บริหารประจำศาล หากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทย คือ ตำแหน่งผู้อำนวยการประจำศาลต่าง ๆ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานด้านธุรกการของศาล

4.คณะกรรมการของศาล

          นอกจากสภาตุลาการของศาลแล้ว ยังมีคณะกรรมการของศาลอีก 2 คณะ คือ

          4.1 คณะกรรมการแต่งตั้งตุลาการ (Commission on Judicial Appointment)

        ประกอบด้วยสูง ประธานศาลสูงของมลรัฐ อัยการสูงสุดของมลรัฐ ผู้พิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้อง (อนุมาตรา 7 )

        4.2 คณะกรรมการวัดผลการปฏิบัติงานตุลาการ (Commission on Judicial Performance)

ประกอบด้วย                                                                                                                                 

    4.2.1 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ของมลรัฐ  จำนวน  1 คน       

              4.2.2 ผู้พิพากษาของศาลชั้นต้น จำนวน 2 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานศาลสูงของมลรัฐ 

             4.2.3 สมาชิกสภาเนติบัณฑิตของมลรัฐ ซึ่งได้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายในมลรัฐนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าการมลรัฐ                                                                                                      4.2.4 บุคคลอีกจำนวน 6 คน ซึ่งต้องไม่ใช่ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาที่ปลดเกษียณแล้ว หรือสมาชิกสภาเนติบัณฑิตสภาแห่งมลรัฐ โดยเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าการมลรัฐ จำนวน 2 คน  เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาด้านกฎหมาย จำนวน 2 คน และเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 คน

ความเห็นเพิ่มเติม

          คณะกรรมการแต่งตั้งตุลาการ และคณะกรรมการวัดผลงานตุลการ มิได้ประกอบด้วยเฉพาะคนของฝ่ายตุลาการเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลจากองค์กรภายนอกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการวัดผลงานตุลาการ มีบุคคลที่เป็นตัวแทนเนติบัณฑิตสภา สภานิติบัญญัติ และผู้ว่าการมลรัฐ ร่วมอยู่ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการถ่วงดุลอำนาจ

5.ที่มาของผู้พิพากษา

ตามอนุมาตรา 16 ผู้พิพากษาของมลรัฐได้มาจากการเลือกตั้ง

แยกเป็นดังนี้     

             5.1 ผู้พิพากษาศาลสูงมีเขตเลือกตั้งเต็มพื้นที่ของมลรัฐ ส่วนผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้มาจากการเลือกตั้งภายในเขตของศาลอุทธรณ์แต่ละแห่ง อยู่ในวาระ 12 ปี โดยได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปพร้อมกับการเลือกตั้งผู้ว่าการมลรัฐ

5.2 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ได้มาจากการเลือกตั้งตามเขตของเคาน์ตี อยู่ในวาระ 6 ปี

กรณีมีตำแหน่งผู้พิพากษาว่างลง ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าการมลรัฐแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ แต่การแต่งตั้งดังกล่าวจะมีผลต่อเมื่อได้รับการรับรองจากคณะกรรมการแต่งตั้งตุลาการของมลรัฐ

            อนึ่ง หากเสียงข้างมากของผู้เลือกตั้งของเคาน์ตีแห่งใด จะมีมติให้ใช้ระบบการคัดเลือกผู้พิพากษาศาลชั้นต้น (system of selection) แทนการเลือกตั้งก็ได้

6. ข้อห้ามของผู้พิพากษา

          ผู้พิพากษา จะต้องไม่ประกอบวิชาชีพกฎหมายอย่างอื่นนอกเหนือไปจากการเป็นผู้พิพากษา ในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ ยกเว้นงานสอนหนังสือที่อยู่นอกเหนือเวลาทำงานของตน และต้องไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่ในทางตุลาการของตน หากมีความประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งอื่น ต้องลาออกจากการเป็นผู้พิพากษาก่อน

          เจ้าหน้าที่ศาล จะรับค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ (อนุมาตรา 17)

        ความเห็นเพิ่มเติม

        ข้อห้ามดังกล่าว เป็นไปตามหลักของจริยธรรม เพราะหากไม่มีข้อห้ามไว้ อาจมีผู้พิพากษาบางคนไปเปิดสำนักงานทนายความพร้อมกับการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาได้  การเปิดสำนักงานทนายความของผู้พิพากษา แตกต่างไปจากการเปิดคลินิกของแพทย์สังกัดโรงพยาบาลของรัฐ เพราะอาชีพของแพทย์เป็นอาชีพในการรักษาอาการเจ็บป่วยของคน มิได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้ายอมให้ผู้พิพากษาหารายได้เสริมด้วยการเปิดสำนักงานทนายความ โอกาสที่จะทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมมีมาก

7.สรุป

          ฝ่ายตุลาการของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ประกอบด้วยศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น โดยผู้พิพากษาได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

          ผู้พิพากษาศาลสูง และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อยู่ในวาระ 12 ปี ส่วนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในวาระ 6 ปี

          ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลประจำเขต (districts) ส่วนศาลชั้นต้น เป็นศาลประจำเคาน์ตี (counties)

        สภาตุลาการเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารงานของศาล นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการอีก 2 คณะ คือ คณะกรรมการแต่งตั้งตุลาการ และคณะกรรมการวัดผลงานตุลาการ

          พบกันใหม่ในตอนที่ 38 นะครับ

                       19/04/21

ตอนที่ 37 ฝ่ายบริหาร(The Executive) ของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย (New***)

ประจำปักษ์แรก ของเดือนเมษายน 2564

1.ความนำ

        ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 36 ได้กล่าวถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ว่า สภานิติบัญญัติประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา  โดยสภานิติบัญญัติมีอำนาจหน้าในการพิจารณาร่างกฎหมาย ก่อนจะส่งไปยังผู้ว่าการมลรัฐให้ลงชื่ออนุมัติประกาศใช้เป็นกฎหมายของมลรัฐ สภานิติบัญญัติของมลรัฐมีอำนาจในการสอบสวนผู้ว่าการมลรัฐและฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ กรณีกระทำความผิดไม่ร้ายแรงมาก เพื่อถอดถอนออก

          สำหรับตอนที่ 37 นี้จะกล่าวถึงฝ่ายบริหาร ได้แก่ องค์ประกอบของฝ่ายบริหาร ผู้ว่าการมลรัฐ รองผู้ว่าการมลรัฐ  เลขาธิการมลรัฐ  และสรุป

2.องค์ประกอบของฝ่ายบริหารของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

        ฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีอยู่หลายตำแหน่ง มิได้มีเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐเท่านั้น  ได้แก่

          2.1 ผู้ว่าการมลรัฐ (Governor of the State) เป็นผู้บริหารสูงสุดของมลรัฐ

        2.2 รองผู้ว่าการมลรัฐ 1 คน (Lieutenant-Governor)

        2.3 เลขาธิการมลรัฐ (Secretary of State)

        2.4 ผู้ตรวจสอบ (Controller)

        2.5 เหรัญญิก (Treasurer)

        2.6 อัยการสูงสุด (Attorney-General)

        2.7 หัวหน้านักสำรวจ (Surveyor-General)

ความเห็นเพิ่มเติม

ฝ่ายบริหารของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ได้มีเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐ และรองผู้ว่าการมลรัฐเท่านั้น ยังมีตำแหน่งเลขาธิการมลรัฐ ผู้ตรวจสอบ เหรัญญิก อัยการสูงสุด และหัวหน้านักสำรวจ ซึ่งแตกต่างไปจากฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี

3. ผู้ว่าการมลรัฐ

     เกวิน นิวโซม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอร์เนีย คนปัจจุบัน (Wikipedia, Governor of California, 1st  April 2021)
เกวิน นิวโซม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอร์เนีย คนปัจจุบัน (Wikipedia, Governor of California, 1st April 2021

        3.1 ที่มาของผู้ว่าการมลรัฐ

        ผู้ว่าการมลรัฐเป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน พร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติของมลรัฐ อยู่ในวาระ 4 ปี

        เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งผู้ว่าการมลรัฐทุกครั้ง จะต้องรายงานผลไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดผลการเลือกตั้งต่อหน้าสภาทั้งสองของมลรัฐ ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดจะได้เป็นผู้ว่าการมลรัฐ

          แต่ถ้ามีผู้สมัครได้คะแนนเท่ากันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้เป็นอำนาจของสภานิติบัญญัติของมลรัฐทั้งสองสภาเป็นผู้ตัดสินลงคะแนนเลือกผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันอีกครั้งหนึ่ง หากใครได้คะแนนจากสภานิติบัญญัติมลรัฐมากที่สุด ผู้นั้นจะได้เป็นผู้ว่าการมลรัฐ (มาตรา 4)

          3.2 คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครเป็นผู้ว่าการมลรัฐ

          ผู้ที่จะสมัครเป็นผู้ว่าการมลรัฐได้ ต้องเป็นพลเมืองอเมริกัน และต้องได้อาศัยอยู่ในมลรัฐคาลิฟอร์เนียมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี โดยต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี นับจนถึงวันเลือกตั้ง (มาตรา 3)

        ความเห็นเพิ่มเติม

        คุณสมบัติของผู้ว่าการมลรัฐ ไม่ได้กำหนดไว้สูงเหมือนอย่างคุณสมบัติของประธานาธิบดีอเมริกา  กล่าวคือ ประธานาธิบดีอเมริกา ต้องเป็นคนสัญชาติอเมริกาโดยกำเนิด ไม่ใช่โดยการแปลงสัญชาติ อายุต้องอย่างน้อย 35 ปี และต้องได้ในอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาไม่น้อยกว่า 14 ปี

          3.3 อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการมลรัฐ

        ผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของมลรัฐ มีอำนาจหน้าที่ที่น่าสนใจดังนี้

                      3.3.1 เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังอาสาสมัคร และกองทัพของมลรัฐ (มาตรา 5)

                 3.3.2 กรณีมีตำแหน่งใดว่างลง และไม่มีรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าการมลรัฐในการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเสนอ จนกว่าจะมีการเปิดสมัยประชุมสภานิติบัญญัติของมลรัฐในครั้งต่อไป หรือจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ (มาตรา 8)

                 3.3.3 ผู้ว่าการมลรัฐ อาจจะส่งหนังสือไปยังสภานิติบัญญัติในทุกสมัยประชุม เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการบริหารงาน (มาตรา 10)

                 3.3.4 กรณีมีความขัดแย้งกันระหว่างสองสภาในเรื่องของการพักเรื่องไว้ก่อน ผู้ว่าการมลรัฐมีอำนาจในการกำหนดเวลาของการพักเรื่องไว้ก่อนตามที่เห็นว่าเหมาะสมได้ แต่ต้องไม่เกินเวลาในการประชุมของสภานิติบัญญัติชุดต่อไป (มาตรา 11)

        ความเห็นเพิ่มเติม

        การเป็นผู้บัญชาการกองกำลังอาสาสมัครของผู้ว่าการมลรัฐ หมายถึง กรณีที่อยู่ในสถานการณ์ปกติ แต่ถ้าอยู่ในสถานการณ์ความไม่สงบหรืออยู่ในภาวะสงคราม อำนาจดังกล่าวจะเป็นอำนาจของประธานาธิบดีอเมริกา ตามนัยรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 2 อนุมาตรา 2

        ส่วนการทำหนังสือไปยังสภา เป็นช่องทางให้ผู้ว่าการมลรัฐขอความร่วมมือจากสภานิติบัญญัติของมลรัฐในการผ่านร่างกฎหมายหรือญัตติต่าง ๆ ที่เป็นนโยบายสำคัญของผู้ว่าการมลรัฐ ในทำนองเดียวกันกับการที่ประธานาธิบดีอเมริกามีสาส์น (State of Union) ถึงสภาคองเกรส

4.รองผู้ว่าการมลรัฐ (Lieutenant Governor)

        ตำแหน่งรองผู้ว่าการมลรัฐ เป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งพร้อมกับผู้ว่าการมลรัฐ และจะได้เป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง  ในฐานะประธานวุฒิสภา จะมีอำนาจออกเสียงเป็นเสียงชี้ขาดกรณีมีคะแนนเท่ากัน

         หากตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐว่างลง  และรองผู้ว่าการมลรัฐไม่อาจขึ้นดำรงตำแหน่งได้เพระเหตุใดก็ตาม ผู้ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา (President pro tempore of the Senate) จะขึ้นทำหน้าที่ผู้ว่าการมลรัฐแทนเป็นการชั่วคราว (มาตรา 15)

        กรณีผู้ว่าการมลรัฐถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตาย หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือลาออก หรือไม่อยู่ในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ให้รองผู้ว่าการมลรัฐขึ้นทำหน้าแทน จนกว่าจะครบวาระหรือจนกว่าเหตุที่ทำให้ผู้ว่าการมลรัฐไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หมดไป

          แต่ด้วยความยินยอมของสภานิติบัญญัติขอมลรัฐ ผู้ว่าการมลรัฐ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองกำลังทหาร จะยังคงสามารถสั่งการกองกำลังทหารทั้งหมดได้ แม้จะอยู่นอกมลรัฐก็ตาม (มาตรา 16)

          ความเห็นเพิ่มเติม

        ตำแหน่งรองผู้ว่าการมลรัฐ เปรียบเสมือนรองประธานาธิบดีของรัฐบาลกลาง เป็นตำแหน่งที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ว่าการมลรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐว่างลงหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ รองผู้ว่าการมลรัฐจะขึ้นทำหน้าที่แทน

          นอกจากนี้ รองผู้ว่าการมลรัฐ ยังเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่งด้วย แต่จะออกเสียงลงคะแนนเฉพาะกรณีเสียงในวุฒิสภาเท่ากัน เพื่อออกเสียงเป็นเสียงชี้ขาด แต่ในทางปฏิบัติจะมีวุฒิสมาชิกฝ่ายเสียงข้างมากคนหนึ่งของมลรัฐ ทำหน้าที่ประธานที่ปรุะชุมวุฒิสภาตัวจริง (Prsident pro tempore of the Senate) ในทำนองเดียกันกับวุฒิสภาของรัฐบาลกลางที่รองประธานาธิบดีไม่ค่อยได้เข้าทำหน้าที่ในฐานะประธานวุฒิสภาบ่อยนัก แต่จะมีวุฒิสมาชิกฝ่ายเสียงข้างมากคนหนึ่ง ทำหน้าที่แทน

5.เลขาธิการมลรัฐ (Secretary of State) และตำแหน่งอื่น ๆ

        นอกจากผู้ว่าการมลรัฐ และรองผู้ว่าการมลรัฐแล้ว ฝ่ายบริหารของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ยังประกอบด้วย เลขาธิการมลรัฐ ผู้ตรวจสอบของมลรัฐ เหรัญญิกของมลรัฐ อัยการสูงสุดของมลรัฐ และหัวหน้านักสำรวจของมลรัฐ

        เลขาธิการมลรัฐ ผู้ตรวจสอบ เหรัญญิก อัยการสูงสุด และหัวหน้านักสำรวจ ของมลรัฐ จะได้รับเลือกตั้งพร้อมกับผู้ว่าการมลรัฐ และรองผู้ว่าการมลรัฐ อยู่ในวาระเท่ากัน (มาตรา 17)

          เลขาธิการมลรัฐ จะทำหน้าที่ในการบันทึกการกระทำที่เป็นทางการของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของมลรัฐ

6.สรุป

        ตามรัฐธรรมนูญของมลมลรัฐคาลิฟอร์เนีย  มาตรา 2 ฝายบริหารของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีอยู่ 7 ตำแหน่ง คือ ผู้ว่าการมลรัฐ รองผู้ว่าการมลรัฐ เลขาธิการมลรัฐ เหรัญญิกมลรัฐ ผู้ตรวจสอบมลรัฐ อัยการสูงสุดมลรัฐ และหัวหน้านักสำรวจมลรัฐ ทุกตำแหน่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาพร้อมกันกับการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติของมลรัฐ โดยอยู่ในวาระ 4 ปี

          คุณสมบัติของผู้ว่าการมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ไม่ได้กำหนดไว้สูงเหมือนคุณสมบัติของประธานาธิบดีอเมริกา กล่าวคือ ต้องเป็นคนสัญชาติอเมริกา อายุไม่น้อยกว่า 25 ปี และต้องมีถิ่นที่อยู่ในมลรัฐคาลิฟอร์เนียมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี  ในขณะที่ตำแหน่งประธานาธิบดีต้องเป็นคนสัญชาติอเมริกาโดยกำเนิด อายุไม่น้อยกว่า 35 ปี และต้องอยู่อาศัยในอเมริกามาแล้วไม่น้อยกว่า 14 ปี

1/04/21

ตอนที่ 36 การแบ่งแยกอำนาจ-ฝ่ายนิติบัญญัติ

ประจำเดือนมีนาคม 2564 ปักษ์หลัง

ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 35 ผมได้เล่าถึงการประกาศสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ได้แก่ อำนาจทางการเมืองของประชาชน การมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา การมีเสรีภาพในการชุมนุม การมีสิทธิไม่ถูกจับหรือถูกค้นโดยไม่มีหมายของศาล และการไม่ให้เอาเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจมาเป็นข้อห้ามในการออกเสียงลงคะแนนและการดำรงตำแหน่ง

          สำหรับตอนที่ 36 นี้จะได้เล่าถึง การแบ่งแยกอำนาจ โดยจะเริ่มต้นที่อำนาจนิติบัญญัติก่อน

อาคารรัฐสภา ณ นครซาคราเมนโต มลรัฐคาลิฟอร์เนีย
อาคารรัฐสภา ณ นครซาคราเมนโต มลรัฐคาลิฟอร์เนีย

1.ความนำ

        ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนียปี 1879 มาตรา 2 ได้กล่าวถึง สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งไว้ว่า จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 21 ปี และต้องมีถิ่นทีอยู่ในมลรัฐคาลิฟอร์เนียไม่น้อยกว่า 1 ปี ก่อนวันเลือกตั้ง รวมทั้งจะต้องอยู่อาศัยในเคาน์ตีที่มีการเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน และอยู่ในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน นับจนถึงวันเลือกตั้ง

          ส่วนตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 3 ได้กำหนดไว้ว่า อำนาจในการปกครองของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

          สำหรับบทความตอนที่ 36 นี้ จะได้นำเสนออำนาจนิติบัญญัติตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ ฯ ก่อน โดยแบ่งออกเป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ

  • โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ
  • การออกกฎหมาย
  • อำนาจของผู้ว่าการมลรัฐในด้านนิติบัญญัติ
  • อำนาจในการสอบสวนเพื่อถอดถอนของฝ่ายนิติบัญญัติ

2.โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ

          ฝ่ายนิติบัญญัติของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (Assembly) และวุฒิสภา (Senate)

          2.1 สภาผู้แทนราษฎร

ประกอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 80 คน ได้มาจากการเลือกตั้ง เขตละ 1 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี

            2.2 วุฒิสภา

ประกอบด้วยสมาชิวุฒิสภา จำนวน 40 คน ได้มาจาการเลือกตั้ง เขตละ 1 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

          คำอธิบายเพิ่มเติม

          โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ประกอบด้วยสภา จำนวน 2 สภาเช่นเดียวกันกับโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาลกลาง  คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ส่วนที่แตกต่างกัน คือ ที่มาของวุฒิสภา กล่าวคือ กรณีที่มาของวุฒิสภาของรัฐบาลกลาง มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มลรัฐละ 2 คน อยู่ในวาระ 6 ปี ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามเขตเลือกตั้งวุฒิสมาชิก จำนวน 40 เขต ๆ ละ 1 คน อยู่ในวาระ 4 ปี

3.การพิจารณาร่างกฎหมาย (Bill)

          ร่างกฎหมายจะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากของสภาทั้งสองสภา โดยร่างกฎหมายอาจจะเริ่มต้นที่สภาใดก่อนก็ได้ (มาตรา15) หลังจากนั้น ให้ส่งร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภาแล้วไปให้ผู้ว่าการมลรัฐพิจารณาลงนามอนุมัติ

            หากผู้ว่าการมลรัฐไม่เห็นชอบด้วย ก็จะส่งร่างกฎหมายนั้นคืนไปยังสภาที่เป็นผู้พิจารณาร่างกฎหมายนั้นเป็นสภาแรก เพื่อให้พิจารณาทบทวนความเห็นในร่างกฎหมายนั้นใหม่ และถ้าสภาทั้งสองได้พิจารณาทบทวนแล้ว มีความเห็นชอบให้ผ่านร่างกฎหมายนั้นด้วยคะแนนเสียง จำนวน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกแต่ละสภา ให้ถือว่า ร่างกฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับได้เลย โดยไม่ต้องส่งไปยังผู้ว่าการมลรัฐพิจารณาอีก

            อย่างไรก็ดี ถ้าร่างกฎหมายที่สภาได้ส่งมายังผู้ว่าการมลรัฐแล้ว 10 วัน โดยผู้ว่าการมลรัฐไม่ได้ส่งกลับไปยังสภา ให้ถือว่าผู้การมลรัฐได้ลงนามอนุมัติแล้ว

            กรณีเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ ผู้ว่าการมลรัฐอาจจะยับยั้งงบประมาณรายการเดียว

หรือหลายรายการก็ได้

          คำอธิบายเพิ่มเติม

          กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของสภามลรัฐคาลิฟอร์เนีย อาจสรุปให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้

          ข้อแรก สภาแรกที่พิจารณาร่างกฎหมาย

            การเสนอร่างกฎหมายจะเริ่มต้นที่สภาใดก่อนก็ได้ เมื่อสภาแรกได้ให้ความเห็นชอบก็ให้ส่งร่างกฎหมายไปยังสภาที่สอง หากสภาที่สองไม่เห็นชอบด้วย ร่างกฎหมายนั้นก็จะตกไป แต่ถ้าสภาที่สองเห็นชอบด้วย ให้ส่งร่างกฎหมายนั้นไปยังผู้ว่าการมลรัฐ

            ข้อสอง อำนาจในการพิจารณาของผู้ว่าการมลรัฐ

          เมื่อผู้ว่าการมลรัฐได้รับร่างกฎหมายจากสภาที่สองแล้ว หากเห็นชอบด้วยก็ให้ลงนามอนุมัติประกาศใช้เป็นกฎหมายของมลรัฐ ภายใน 10 วัน นับแต่ได้รับร่างกฎหมายจากสภาที่สอง แต่ถ้าผู้ว่าการมลรัฐไม่เห็นชอบด้วย มีอำนาจในการยังยั้งร่างกฎหมาย (veto) ด้วยการส่งร่างกฎหมายนั้นคืนไปยังสภาแรกเพื่อพิจารณาทบทวน

          กรณีเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณ ผู้ว่าการมลรัฐอาจใช้อำนาจยับยั้งหลายรายการหรือรายการเดียวก็ได้

            ข้อสาม การพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายของสภา

          หากสภาแรกได้พิจารณาทบทวนร่างกฎหมายแล้ว มีความเห็นยืนยันด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภา ก็ให้ส่งร่างกฎหมายนั้นต่อไปยังสภาที่สอง ถ้าสภาที่สองมีมติยืนยันด้วยคะแนนเสียง 2ใน 3 เช่นเดียวกัน ให้ถือว่า ร่างกฎหมายนั้น มีผลบังคับใช้แล้ว โดยไม่ต้องส่งร่างกฎหมายนั้นไปยังผู้ว่าการมลรัฐอีก

            ข้อยกเว้น

            กรณีตามข้อแรก หากผู้ว่าการมลรัฐไม่ได้ส่งร่างกฎหมายกลับคืนมายังสภาแรกภายใน 10 วัน นับแต่วันได้รับร่างกฎหมายจากสภาที่สอง ให้ถือว่า ผู้ว่าการมลรัฐได้ลงนามในร่างกฎหมายแล้ว

            ข้อสังเกต

          หลักการพิจารณาร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นหลักการเดียวกันกันการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาคองเกรส โดยถือว่า สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีความสำคัญเท่ากัน และผู้ว่าการมลรัฐมีอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายเช่นเดียวกันกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

4.การสอบสวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง (Impeachment)

          4.1 ตำแหน่งอาจจะถูกสอบสวนเพื่อถอดถอน

          ผู้ดำรงสำคัญของมลรัฐที่จะถูกสอบสวนเพื่อถอดถอน ได้แก่

            4.1.1 ผู้ว่าการมลรัฐ (State Governor)

4.1.2 ผู้ช่วยผู้ว่าการมลรัฐ (Lieutenant governor)

4.1.3 เหรัญญิกของมลรัฐ (Treasure)

4.1.4 ผู้ตรวจสอบของมลรัฐ (Controller)

4.1.4 อัยการสูงสุดของมลรัฐ (Attorney general)

4.1.5 เลขาธิการของมลรัฐ (Secretary of state)

4.1.6 หัวหน้านักสำรวจของมลรัฐ (Surveyor-General)

4.1.7 ประธานศาลสูง ผู้พิพากษาศาลสูง และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ (Chief Justice and Associate Justices of the Supreme Court and Judges of the Superior Courts)

4.2 สาเหตุที่จะให้ถูกสอบสวน

            สาเหตุที่จะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวข้างต้นถูกสอบสวน ก็เนื่องจากกระทำความผิดทางอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงนัก (misdemeandor) ผลของการสอบสวน หากพบว่ากระทำความผิดจริง อาจจะนำไปสู่การถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง และทำให้ขาดคุณสมบัติในการที่จะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีเกียรติยศ(honor) หรือความน่าเชื่อถือ(trust) หรือมีผลประโยชน์ตอบแทน (profit)ของมลรัฐ

4.3 ผู้มีอำนาจในการสอบสวนและตัดสินความผิด

            สภาผู้แทนราษฎรของมลรัฐ เป็นผู้มีอำนาจสอบสวนบุคคลดังกล่าวว่ากระทำความผิดหรือไม่ หากเห็นว่ามีความผิด ก็จะเสนอเรื่องไปยังวุฒิสภาของมลรัฐ โดยวุฒิสภาของมลรัฐจะต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา

  คำอธิบายเพิ่มเติม

อำนาจในการสอบสวนเพื่อถอดถอน (impeachment) เป็นไปตามหลักของการถ่วงดุลอำนาจ กล่าวคือ แม้การใช้อำนาจอธิปไตยจะแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ โดยแต่ละอำนาจเป็นอิสระต่อกัน แต่อำนาจหนึ่งย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบและถ่วงดุลอีกสองอำนาจได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สำหรับอำนาจในการสอบสวนเพื่อถอดถอน เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติของมลรัฐในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ

          ส่วนตำแหน่งใดจะมีโอกาสถูกสอบสวนโดยฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว

            สาเหตุที่จะทำให้ถูกสอบสวน คือ มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาไม่ร้ายแรง โดยสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้สอบสวน หากเห็นว่า ข้อกล่าวหามีมูลก็จะส่งเรื่องไปยังวุฒิสภาให้พิจารณาตัดสินว่า มีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่

            หากวุฒิสภามีมติด้วยคะแนน 2 ใน 3 ของจำนวนวุฒิสมาชิก เห็นว่า ผู้ถูกสอบสวนกระทำความผิดจริง ก็อาจจะส่งผลทำให้ผู้นั้นถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง และจะทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งที่มีเกียรติยศ หรือมีความไว้วางใจ หรือมีผลประโยชน์ตอบแทนของมลรัฐ

            หลักการสอบสวนเพื่อถอดถอนของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นหลักการเดียวกันกับหลักการสอบสวนเพื่อถอดถอนของรัฐบาลกลาง  แต่กรณีของรัฐบาลกลาง พวกเรามักจะคุ้นเคยกับการสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีเท่านั้น เพราะเป็นตำแหน่งที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ ถ้าถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนก็จะเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก  เช่น การสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้น ความจริงยังมีตำแหน่งระดังสูงอีกหลายตำแหน่งที่อาจถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนได้ เช่น ผู้พิพากษา

5.สรุป

            ตามรัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ได้แบ่งการใช้อำนาจออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านนิติบัญญัติ ด้านบริหาร และด้านตุลการ เช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

            สำหรับตอนที่ 36 นี้ ได้เล่าถึงฝ่ายนิติบัญญัติของมลรัฐคาลิฟอร์เนียว่า ประกอบด้วยสภาจำนวน 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (Assembly) มีสมาชิกที่มาจาการเลือกตั้ง จำนวน 80 คน อยู่ในวาระ 2 ปี  โดยแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 80 เขต แต่ละเขตมีสมาชิกได้ 1 คน

            ส่วนอีกสภาหนึ่ง คือวุฒิสภา มีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 40 คน อยู่ในวาระ 4 ปี โดยแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 40 เขต แต่ละเขตมีสมาชิกวุฒิสภาได้ 1 คน

            สภานิติบัญญัติของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ทั้งสองสภามีอำนาจเท่ากัน กล่าวคือ การเสนอร่างกฎหมายจะเริ่มต้นที่สภาใดก่อนก็ได้ หากสภาที่สองไม่ให้ความเห็นชอบ ร่างกฎหมายนั้นก็ตกไป แต่ถ้าสภาที่สองให้ความเห็นชอบ ก็ต้องส่งร่างกฎหมายนั้นไปให้ผู้ว่าการมลรัฐพิจารณาอนุมัติ

            อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการมลรัฐมีอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมาย (veto) ได้ กรณีเช่นนี้ สภาทั้งสองของมลรัฐจะต้องยืนยันด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกแต่ละสภา ร่างกฎหมายนั้นจึงจะมีผลใช้บังคับ

          นอกจากนี้ สภานิติบัญญัติของมลรัฐยังมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงอำนาจฝ่ายบริหารและอำนาจฝ่ายตุลการ คือ อำนาจในการสอบสวนเพื่อถอดถอน (impeachment)

17/03/21

ตอนที่ 35 การประกาศสิทธิพื้นฐานของประชาชน (3)

ประจำปักษ์แรกของเดือนมีนาคม 2564

ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 34 ได้เล่าถึงการปกครองของมลรัฐคาลิฟอร์เนียว่า เป็นการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ ใช้ระบบแบ่งแยกอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ฝ่ายบริหารประกอบด้วยผู้ว่าการมลรัฐ และตำแหน่งผู้บริหารมลรัฐอีกจำนวนหนึ่ง  และฝ่ายตุลาการ ตำแหน่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระในการดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ยังการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย เคาน์ตี และเทศบาล (หรือซิตี)

        สำหรับตอนที่ 35 นี้จะได้เริ่มนำเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญมลรัฐคาลิฟอร์เนียมาเล่าสู่ท่านฟังตามลำดับต่อไป

หมี เป็นสัญลักษณ์ของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย
หมี เป็นสัญลักษณ์ของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

1.ความนำ

          รูปแบบของรัฐของประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ คือ

          รัฐเดี่ยว หมายถึง ประเทศที่มีรัฐบาลระดับเดียว และมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว เช่น ไทย เวียดนาม  กัมพูชา และลาว เป็นต้น

          รัฐรวม หมายถึง ประเทศที่มีรัฐบาลสองระดับ คือ รัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลาง และรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง ๆ

          ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศรัฐรวม ประกอบด้วย รัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ จำนวน 50 มลรัฐ แต่ละมลรัฐมีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง เพื่อใช้ในการปกครองมลรัฐในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของรัฐบาลกลาง

          ในฐานะเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีรัฐธรรมนูญของตนเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เรียกชื่อว่า รัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ปี 1879 (Constitution of the State of California1879)

        ผมเห็นว่า เรื่องราวของการปกครองมลรัฐของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะชีวิตประจำวันของคนอเมริกันผูกพันอยู่กับมลรัฐและท้องถิ่นมากกว่ารัฐบาลกลาง โดยแต่ละมลรัฐต่างก็มีรูปแบบและกฎหมายในการปกครองเป็นของตนเอง

2.การประกาศสิทธิพื้นฐานของประชาชน

          การประกาศสิทธิพื้นฐานของประชาชนชาวมลรัฐคาลิฟอร์เนีย (Declaration of Rigts) เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มีจำนวนทั้งหมด 24 มาตรา สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

          – ความเท่าเทียมกัน

          – อำนาจทางการเมืองของประชาชน

        – มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

        – เสรีภาพในการนับถือศาสนา

        – การไปแสดงตัวต่อศาล (writ of habeas corpus)

        – สิทธิในการได้รับการประกันตัว

        – สิทธิในการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน

        – คณะลูกขุนใหญ่ (grand jury)

        – สิทธิในการพูด เขียน และตีพิมพ์

        –  สิทธิในการชุมนุม

        – การปฏิบัติทางกฎหมาย

        – ทหารต้องขึ้นต่ออำนาจของพลเรือน

        – สิทธิในการพิจารณาคดีอาญาอย่างเปิดเผย

        – สิทธิในทรัพย์สิน

        – ข้อห้ามการจำคุกเพราะหนี้สิน

        – ข้อห้ามการออกกฎหมาย

          – การแปลงสัญชาติเป็นคนอเมริกัน

        – ข้อห้ามในการทำให้บุคคลเป็นทาสหรือรับใช้เยี่ยงทาส

        – สิทธิในอาคารบ้านเรือนเคหสถาน

        – การเป็นกบฏต่อมลรัฐ

        – การให้สิทธิพิเศษ

        – บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

        – บัญชีสิทธิ

        – สิทธิในการออกเสียง

          ผมจะขอนำประกาศสิทธิของพลเมืองมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ดังกล่าวข้างต้นที่เห็นว่า น่าสนใจ มาขยายความตามลำดับต่อไป

3.การรับรองความเท่าเทียมกันของพลเมือง

          ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 1 ได้วางหลักการไว้ว่า ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและมีอิสรภาพ และมีสิทธิบางประการที่จะโอนให้กันไม่ได้ (inalienable rights) อย่างเช่น การดำรงชีพอย่างมีเสรีภาพและมีความสุข การแสวงหาและครอบครองทรัพย์สิน การได้รับความปลอดภัยและการมีความสุข

          ความตามมาตรานี้ เป็นหลักประกันว่า พลเมืองชาวคาลิฟอร์เนียทุกคนที่เกิดมามีความเท่าเทียมกัน มีอิสรภาพ และมีสิทธิบางประการที่เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่อาจจะโอนหรือยกให้คนอื่นได้ หมายความว่า สิทธิดังกล่าว เจ้าตัวจะต้องเป็นผู้ใช้สิทธิเองเพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัว

4. อำนาจทางการเมืองของประชาชน

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 2 วางหลักไว้ว่า อำนาจทางการเมืองทั้งหลายมีกำเนิดจากประชาชน (inherent in the people) รัฐบาลได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครอง ความปลอดภัย และประโยชน์สุขของประชาชน  โดยประชาชนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปได้ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ

          ความข้างต้น อาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการปกครองมลรัฐ รัฐบาลมลรัฐที่สร้างขึ้นมา มีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยและประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน  ดังนั้น ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปการปกครองมลรัฐได้

5.มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 3 ระบุไว้ชัดเจนว่า มลรัฐคาลิฟอร์เนีย คือ ส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ที่ไม่อาจแยกออกไปได้ โดยมีรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน

          ความตามมาตรานี้ เป็นการชี้ชัดว่า มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ตามรูปแบบของรัฐรวม และยอมรับว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน

6. การมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 4 กำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อ  แต่การประกอบศาสนกิจ จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของมลรัฐ

          ความตามมาตรานี้ แสดงให้เห็นว่า แม้คนมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่การประกอบศาสนกิจ ต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของมลรัฐ

7.การมีเสรีภาพในการพูด การเขียน และการพิมพ์

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 9 ได้รับรองให้ประชาชนมีเสรีภาพในการพูด การเขียน และการพิมพ์ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น (being responsible for the abuse of that right) โดยมลรัฐไม่สามารถออกกฎหมายในการจำกัดเสรีภาพในการพูดหรือการพิมพ์

        หมายความว่า ตามหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการพูด การเขียน และการพิมพ์ แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น โดยมลรัฐจะออกกฎหมายในการจำกัดเสรีภาพในการพูดหรือการพิมพ์ไม่ได้

8. การมีเสรีภาพในการชุมนุม

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 10 ถือว่าประชาชน มีเสรีภาพในการชุมชุมเพื่อปรึกษาหารือในประโยชน์ส่วนรวม  เพื่อแจ้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทราบ และเพื่อร้องทุกข์ต่อสภานิติบัญญัติ

        หมายความว่า การชุมนุมหรือการรวมตัวกันของประชาชน เพื่อพูดคุยกันในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือเพื่อแจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติทราบปัญหา ย่อมสามารถทำได้

9.การมีสิทธิที่จะไม่ถูกจับหรือถูกค้นโดยไม่มีหมายของศาล

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 19 รับรองสิทธิในตัวบุคคล เคหสถาน ประชาชนจะถูกค้นตัวหรือถูกจับกุมโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้ (unreasonable seizure and searches)

        หมายความว่า การจะเข้าไปจับกุมบุคคลก็ดี การจะเข้าไปค้นบ้านเรือนของบุคคลก็ดี จะกระทำตามอำเภอใจไม่ได้ แต่ต้องมีเหตุผลเพียงพอ นั่นคือ ต้องมีหมายจับหรือหมายค้น

10.ข้อห้ามในการออกเสียงหรือดำรงตำแหน่ง

        ตามรัฐธรรมนูญ ฯ หมวด 1 มาตรา 20 วางหลักไว้ว่า จะกำหนดเอาเรื่องคุณสมบัติในทรัพย์สินมาเป็นเงื่อนไขในการออกเสียงเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งของบุคคลไม่ได้

          หมายความว่า ไม่ว่าบุคคลจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ย่อมมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งเสมอกัน จะเอาเรื่องฐานะของการมีทรัพย์สินมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อห้ามไม่ได้

11.สรุป

        สาระสำคัญของตอนที่ 35 การประกาศสิทธิพื้นฐานของประชาชน เป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนของมลรัฐ คล้าย ๆ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของสหรัฐอเมริกา ฉบับที่ 1-10 นั่นเอง

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของสหรัฐอเมริกา ฉบับที่ 1-10 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวดเดียว 10 ฉบับ เมื่อปี ค.ศ.1791 เป็นการนำเอาหลักสิทธิพื้นฐานของพลเมืองมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญขอสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลกลางจะไม่ใช้อำนาจคุกคามประชาชนในสิ่งที่ประชาขนถือว่า เป็นสิทธิพื้นฐาน

ข้อควรทราบ

        สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน (Bill of Rights) ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของสหรัฐอเมริกา ฉบับที่ 1-10/1791 ได้แก่

  • เสรีภาพในการนับถือศาสนา การพิมพ์ และการพูด
  • สิทธิในการมีและพกพาอาวุธ
  • สิทธิในตัวบุคคล เคหสถานของบุคคล
  • การตัดสินคดีความ การลงโทษ และการชดใช้ค่าเสียหาย
  • สิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีให้รวดเร็วและเปิดเผย
  • สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีแพ่งโดยคณะลูกขุน
  • การห้ามการลงโทษผิดธรรมชาติและโหดร้าย
  • การรับรองสิทธิของประชาชนในส่วนที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ
  • การรับรองให้อำนาจในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาให้เป็นอำนาจของมลรัฐและประชาชน

4/03/21

ตอนที่ 34 การปกครองของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย(New***)

ฉบับประจำปักษ์ที่ 2 วันที่ 16-26 กุมภาพันธ์ 2564

          ก่อนจะเล่าถึงรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนียโดยตรง ผมขอเล่าเรื่องรูปแบบการปกครองมลรัฐคาลิฟอร์เนียเพื่อให้เป็นพื้นฐานก่อน

1.ความนำ

        แต่ละมลรัฐ มีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองมลรัฐ ในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบาลกลาง

          โดยหลักการทุกมลรัฐจะต้องใช้รูปแบบการปกครอบแบบสาธารณรัฐ (Republic) จะใช้เป็นรูปแบบอื่น อย่างเช่น รูปแบบราชอาณาจักร (Kingdom) ไม่ได้  แต่รายละเอียดของการปกครองมลรัฐเป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐจะกำหนดเอาเองให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละมลรัฐ

        เมืองหลวงของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย คือ นครซาคราเมนโต (Sacramento)

        ในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีการยื่นข้อเสนอเพื่อให้มีการหย่อนบัตรลงคะแนน (ballot proposition) ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง ได้แก่ การยื่นข้อริเริ่ม (initiative) การออกเสียงลงประชามติ (referendum) การยื่นถอดถอน (recall) และการให้สัตยาบัน (ratification)

          เนื้อหาสาระสำคัญของการปกครองมลรัฐคาลิฟอร์เนียที่จะนำมากล่าวในบทความนี้ ประกอบด้วย อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลการ และการปกครองส่วนท้องถิ่น

2.อำนาจนิติบัญญัติ

          ฝ่ายนิติบัญญัติคาลิฟอร์เนีย มีจำนวน 2 สภา คือ

อาคารสภานิติบัญญัติ ณ นครซาคราเมนโต มลรัฐคาลิฟอร์เนีย
อาคารสภานิติบัญญัติ ณ นครซาคราเมนโต มลรัฐคาลิฟอร์เนีย

          2.1 สภาผู้แทนราษฎรของมลรัฐ (Assembly) มีสมาชิก จำนวน 80 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี และอยู่ได้ไม่เกิน 3 วาระ

          2.2 วุฒิสภาของมลรัฐ (Senate) มีสมาชิก จำนวน 40 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี และอยู่ได้ไม่เกิน 2 วาระ

        ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า สภานิติบัญญัติของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีจำนวน 2 สภา เช่นเดียวกันกับสภานิติบัญญัติของรัฐบาลกลาง คือสภาคองเกรส ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

3. อำนาจบริหาร

ฝ่ายบริหารของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย  ประกอบด้วย    

         3.1 ผู้ว่าการมลรัฐ (State Governor)

3.2 เจ้าหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 7 คน ได้แก่

            ผู้ช่วยผู้ว่าการมลรัฐ (Lieutenant governor)

          อัยการสูงสุดของมลรัฐ (Attorney general)

          เลขานุการของมลรัฐ (Secretary of state)

          เหรัญญิกของมลรัฐ (State controller)

          หัวหน้าสำนักงานกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัยของมลรัฐ(Insurance commissioner)

          ผู้กำกับการสอนสาธารณะของมลรัฐ(State superintendent of public instruction)

          ทุกตำแหน่งมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี  และเป็นได้ไม่เกินสองสมัย

          ท่านผู้อ่าน จะเห็นได้ว่า ฝ่ายบริหารของมลรัฐมีตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 8 ตำแหน่ง ซึ่งแตกต่างไปจากรัฐบาลกลางที่ฝ่ายบริหารมีตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียง 2 ตำแหน่ง คือ ประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี

4.อำนาจตุลาการ

          ระบบกฎหมาย

          ระบบกฎหมายของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ยึดถือระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณีเช่นเดียวกับระบบกฎหมายของอังกฤษ แต่ก็ได้นำเอาระบบกฎหมายแพ่งบางอย่างของสเปนมาใช้ด้วย อย่างเช่นเรื่องทรัพย์สินชุมชน (community property)

          นักโทษของมลรัฐคาลิฟอร์เนียเมื่อปีค.ศ.1980 มีจำนวนเพียง 25,000 คน แต่จำนวนได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 170,000 คน เมื่อปีค.ศ.2007

             ในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย การลงโทษประหารชีวิต (Capital punishment) เป็นการลงโทษที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมลรัฐคาลิฟอร์เนียมีนักโทษในแดนประหาร (death row) ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

            ระบบกฎหมายของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้พิพากษาจำนวน 1,600 คน ในขณะที่ผู้พิพากษาสังกัดรัฐบาลกลางมีเพียง 840 คนเท่านั้น

          ระบบศาล

          ศาลของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

            ศาลสูง (Supreme Court of California)

          ศาลอุทธรณ์ (California Courts of Appeal)

          ศาลชั้นต้น (California Superior Courts)

            ศาลสูงของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีผู้พิพากษา 7 คน ผู้พิพากษาศาลสูงและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ มาจาการเลือกตั้งจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (electorate)และได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าการมลรัฐ อยู่ในวาระ 12 ปี การบริหารระบบศาลของมลรัฐอยู่ภายใต้สภาตุลาการ (Judicial Council) ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลสูงและผู้พิพากษา 14 คน ตัวแทนจาก                  เนติบัณฑิตสภาของมลรัฐ (State Bar of California) จำนวน 4 คน และตัวแทนจากสภาผู้แทนราษฎรของมลรัฐ และตัวแทนจากวุฒิสภา แห่งละ 1 คน

          จะเห็นได้ว่า ระบบศาลของมลรัฐคาลิฟอร์เนียแบ่งออกเป็น 3 ระดับในทำนองเดียวกันกับระบบศาลของรัฐบาลกลาง แต่ที่มาของผู้พิพากษาของมลรัฐ แตกต่างไปจากที่มาของผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีด้วยความเห็นชอบของวุฒิสภา และสามารถดำรงตำแหน่งตลอดชีวิตตราบเท่าที่ไม่ได้กระทำความผิด

            นอกจากนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติยังมีตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาตุลาการของมลรัฐด้วย นับเป็นการถ่วงดุลอำนาจตุลาการโดยฝ่ายนิติบัญญัติ

5.การปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Government)

          การปกครองส่วนท้องถิ่นของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีอยู่ 2 ระดับ คือ เคาน์ตี (counties) เทศบาล (city&town)

          5.1 เคาน์ตี (counties) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด

          มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีจำนวน 58 เคาน์ตี ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐ เคาน์ตีเป็นหน่วยการปกครองระดับรองของมลรัฐ

            เคาน์ตีมีอำนาจหน้าที่อย่างกว้างขวางภายในเขตของเคาน์ตี เช่น การบังคับใช้กฎหมาย การราชทัณฑ์ การเลือกตั้งและการลงทะเบียนผู้เลือกตั้ง การทะเบียน การทะเบียนและการประเมินราคาทรัพย์สิน การจัดเก็บภาษี การสาธารณสุข การดูแลสุขภาพ การบริการสังคม ห้องสมุด การป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วม การป้องกันและระงับอัคคีภัย การควบคุมสัตว์ การดูแลการเกษตร การควบคุมการก่อสร้างอาคาร การปฐมพยาบาล และการควบคุมมาตรฐานการศึกษา นอกจากนี้ เคาน์ตียังมีอำนาจหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ (unincorporated areas)

          แต่ละเคาน์ตีอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการเคาน์ตีที่ได้มาจากการเลือกตั้ง

            5.2 เทศบาล (City and town governments)

          เทศบาลในคาลิฟอร์เนีย อาจถูกจัดตั้งขึ้นโดยกฎบัตร (charter) หรือกฎหมายทั่วไป (general-law) ก็ได้

            เทศบาลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายทั่วไป จะขึ้นต่อมลรัฐ แต่เทศบาลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎบัตรจะอยู่ภายใต้กฎบัตรของตนเอง การจัดตั้งเทศบาลในยุคศตวรรษที่ 19 มีแนวโน้มเป็นเทศบาลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎบัตร นครที่มีประชากรมากจำนวน 10 แห่งล้วนเป็นเทศบาลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎบัตร

            เทศบาลขนาดเล็กใช้โครงสร้างแบบสภา-ผู้จัดการ (council-manager) โดยสภาเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นผู้แต่งตั้งผู้จัดการเมือง (city manager)

            เทศบาลขนาดใหญ่บางแห่ง เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรงจากประชาชน  

นอกจากนี้เทศบาลรูปแบบสภา-ผู้จัดการ จะเลือกสมาชิกสภาคนหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรี (mayor) บางทีก็หมุนเวียนกันเป็นนายกเทศมนตรี แต่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีแบบนี้ จะทำหน้าที่ด้านพิธีการเท่านั้น (primarily ceremonial)

          สำหรับนครซานฟรานซิสโก (Government of San Francisco) ใช้รูปแบบ     ซิตี-เคาน์ตี รวมกัน (consolidated city-county) เป็นรูปแบบการปกครองแบบพิเศษ

            5.3 เขตโรงเรียนและเขตพิเศษ (School districts and special districts)

          นอกจากเคาน์ตีและเทศบาลแล้ว มลรัฐคาลิฟอร์เนีย ยังมีการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ เขตโรงเรียนและเขตพิเศษ

            เขตโรงเรียน (School Districts)

          ในคาลิฟอร์เนีย มีเขตโรงเรียนจำนวน 1,102 แห่ง ซึ่งเป็นอิสระจากเคาน์ตีและเทศบาล ทำหน้าทีในการบริหารการศึกษาสาธารณะ โดยอาจเป็นเขตโรงเรียนชั้นประถม(elementary districts) เขตโรงเรียนมัธยม (high school districts) หรือเขตโรงเรียนผสม (unified school districts) หรือเขตวิทยาลัยชุมชน (community college districts)

          เขตพิเศษ (Special districts)

          ในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย นอกจากเขตโรงเรียนแล้ว ยังมีเขตพิเศษ (special district)จำนวน 3,400 แห่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมลรัฐ ทำหน้าที่บริหารกิจการท้องถิ่นเฉพาะด้าน

            ท่านผู้อ่าน จะเห็นได้ว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องของมลรัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง สำหรับมลรัฐคาลิฟอร์เนียแบ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นออกเป็น 2 ระดับ คือ

            การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน เรียกว่า เคาน์ตี ซึ่งเทียบเท่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดของประเทศไทย

            การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง เรียกว่า เทศบาล ซึ่งมีทั้งเทศบาลขนาดใหญ่ (City) และเทศบาลขนาดเล็ก (Town)

            นอกจากเคาน์ตีและเทศบาลแล้ว ในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ยังมีเขตโรงเรียนและเขตพิเศษ ซึ่งถือเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ไม่ได้ขึ้นต่อเคาน์ตีและเทศบาล ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน 

 6.สรุป

                  มลรัฐคาลิฟอร์เนีย แบ่งการปกครองออกเป็น 2 ระดับ คือ

                      การปกครองมลรัฐ ใช้รูปแบบสาธารณรัฐและระบบแบ่งและถ่วงดุลอำนาจเช่นเดียวกับรัฐบาลกลาง กล่าวคือ  

                      ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สภานิติบัญญัติของมลรัฐ มีจำนวน 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรของมลรัฐ และวุฒิสภาของมลรัฐ

                      ฝ่ายบริหาร ได้แก่ผู้ว่าการมลรัฐและตำแหน่งอื่น ๆ ที่ได้มาจากการเลือกตั้งจำนวน 7 ตำแหน่ง

                      ฝ่ายตุลาการ ได้แก่ ศาลสูง ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น ของมลรัฐ

                    การปกครองส่วนท้องถิ่น มีอยู่ 2 ระดับ คือ การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน คือ เคาน์ตี และการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง คือ เทศบาล  นอกจากนี้ยังมีเขตโรงเรียนและเขตพิเศษต่าง ๆ

                        17/03/21

ตอนที่ 33 ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของมลรัฐ

ฉบับประจำปักษ์แรก(1-15ของเดือนกุมภาพันธ์ 2564)

ในตอนที่ 32 ผมได้เล่าถึงมลรัฐคาลิฟอร์เนียในส่วนที่เกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา ตำแหน่งที่ตั้ง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความสำคัญ และรูปแบบการปกครอง

อุทยานแห่งชาติในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย
อุทยานแห่งชาติในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

          สำหรับตอนที่ 33 นี้ จะเป็นการเล่าความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของมลรัฐ โดยมีหัวข้อ คือ รูปแบบของรัฐ ระบบอำนาจอธิปไตยคู่ รัฐธรรมนูญอเมริกากับรัฐธรรมนูญมลรัฐ โครงร่างรัฐธรรมนูญมลรัฐ สรุป

1.ความนำ

          คนไทยส่วนมากมักจะมองภาพมลรัฐไม่ออก แต่ส่วนใหญ่จะนึกเดาเอาว่า มลรัฐก็คงจะคล้าย ๆ จังหวัดของเรา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ใช่แค่คลาดเคลื่อน แต่เป็นความเข้าใจผิดเลยทีเดียว

        อย่างเช่น อเมริกามีการเลือกตั้งผู้ว่าการมลรัฐ แต่ทำไมประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด

          ความจริงประเทศอเมริกา มีการเลือกตั้งหลายตำแหน่ง แม้แต่ผู้พิพากษาของมลรัฐก็ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางกลับได้มาจากการแต่งตั้ง

          การจะเข้าใจรูปร่างหน้าตาของมลรัฐของอเมริกา จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องรูปแบบของรัฐเสียก่อนว่ามีกี่รูปแบบ แต่ละรูปแบบมีหลักการอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร

2.รูปแบบของรัฐ

          รูปแบบของรัฐในโลกนี้ มีอยู่ 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ

          2.1 รัฐเดี่ยว

          รัฐเดี่ยว หมายถึง รัฐทีมีรัฐบาลระดับเดียว มีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว

          รัฐเดี่ยว ส่วนใหญ่จะแบ่งการปกครองออกเป็นส่วนภูมิภาคด้วย แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ได้แบ่งการปกครองออกเป็นส่วนภูมิภาค

          นอกจาการปกครองส่วนภูมิภาคแล้ว รัฐเดี่ยวอาจจะมีการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย แต่ประเทศเล็ก ๆ จะไม่มีทั้งการปกครองส่วนภูมิภาค และการปกครองส่วนท้องถิ่น มีแต่รัฐบาล

        ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ เป็นรัฐเดี่ยว

          2.2 รัฐรวม

          รัฐรวม หมายถึง ประเทศที่มีรัฐบาลสองระดับ คือ

                      2.2.1 รัฐบาลกลาง มีรัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลาง

                      2.2.2 รัฐบาลมลรัฐ แต่ละมลรัฐมีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง

          รัฐรวมมักจะมีกำเนิดมาจากรัฐหลายรัฐมารวมตัวกัน เพื่อสร้างรัฐอีกระดับหนึ่งขึ้นมา รัฐที่เกิดใหม่นี้ เรียกว่า รัฐบาลกลาง รัฐบาลกลางมีอำนาจจำกัดเท่าที่รัฐซึ่งมารวมตัวกันยินยอมสละอำนาจบางส่วนให้แก่รัฐบาลกลาง ส่วนอำนาจที่เหลือ เป็นอำนาจของแต่ละรัฐที่มารวมตัวกัน

          เพื่อป้องกันความสับสน จึงนิยมเรียกรัฐที่มารวมตัวกันว่า มลรัฐ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย รัฐบาลกลาง และมลรัฐต่าง ๆ อีกจำนวน 50 มลรัฐ แต่ตอนเริ่มต้นตั้งเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา มีมลรัฐมาร่วมกันเพียง 13 มลรัฐเท่านั้น หลังจากนั้น จำนวนมลรัฐค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับจนมีจำนวน 50 มลรัฐในปัจจุบัน

3.ระบบอำนาจอธิปไตยคู่

          ประเทศที่เป็นรัฐรวม จะมีอำนาจอธิปไตย สองระดับ คู่กัน คือ

          3.1 อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลกลาง

          รัฐบาลกลางย่อมมีอำนาจไปทั่วทุกมลรัฐ เฉพาะในส่วนที่รัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางกำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง

          3.2 อำนาจอธิปไตยของมลรัฐ

          อำนาจในแต่ละมลรัฐ ในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบาลกลาง ย่อมเป็นอำนาจของมลรัฐ รัฐบาลกลางไม่มีอำนาจในการแทรกแซง จึงเรียกอำนาจส่วนนี้ว่า อำนาจอธิปไตยของมลรัฐ

4. รัฐธรรมนูญอเมริกา กับรัฐธรรมนูญมลรัฐ

        ในตอนมารวมตัวกันเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐที่มารวมกันจำนวน 13 มลรัฐ เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาขึ้นมา โดยวางหลักการสำคัญดังนี้

          4.1 รูปแบบการปกครองประเทศอเมริกา

          ต้องเป็นรูปแบบรัฐรวม และเป็นสาธารณรัฐ

          4.2 ระบบการปกครองประเทศอเมริกา

          ต้องเป็นระบบการแบ่งแยกและถ่วงดุบอำนาจ หมายความว่า เป็นระบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคสมัยนั้น ซึ่งมีแต่ระบบรัฐสภา

          4.3 ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับมลรัฐ

          อำนาจของรัฐบาลกลางมีอยู่อย่างจำกัดเท่าที่มีบัญชีอยู่ในรัฐธรรมนูญอเมริกาเท่านั้น ส่วนอำนาจที่เหลือ เป็นอำนาจของมลรัฐและประชาชน

          4.4 รูปแบบการปกครองของมลรัฐ

          รูปแบบการปกครองของมลรัฐต้องเป็นรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐเช่นเดียวกับรูปแบบการปกครองของรัฐบาลกลาง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐจะกำหนดขึ้นมาในรัฐธรรมนูญของแต่ละมลรัฐ

5. ข้อกำหนดของมลรัฐตามรัฐธรรมนูญอเมริกา

        ตามรัฐธรรมนูญอเมริกา ได้มีข้อกำหนดที่มลรัฐต่าง ๆ จะต้องถือปฏิบัติดังนี้

          5.1 ต้องมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐเท่านั้น (Republic Form of Government)

        ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 4 อนุมาตรา 4

          5.2 อำนาจในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบางกลาง และไม่ได้เป็นอำนาจต้องห้ามของมลรัฐ ให้ถือเป็นอำนาจของมลรัฐและประชาชน

          ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 10 (1791)

        5.3 อำนาจต้องห้ามสำหรับมลรัฐ

          ตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 1 อนุมาตรา 10 ได้กำหนดข้อห้ามมลรัฐไม่ให้ใช้อำนาจบางประการ ซึ่งเป็นอำนาจเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐบาลกลาง เช่น ห้ามเข้าไปทำสนธิสัญญา เข้าไปเป็นพันธมิตร หรือสมาพันธรัฐ

6.โครงร่างรัฐธรรมนูญของมลรัฐ

        มลรัฐแต่ละมลรัฐจะมีรัฐธรรมนูญของมลรัฐ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโครงร่างรัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย ซึ่งประกอบด้วย 13 หัวข้อหลัก คือ

          ว่าด้วยสิทธิ

          ว่าด้วยสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง

          ว่าด้วยการแบ่งอำนาจ

         ว่าด้วยฝ่ายนิติบัญญัติ

         ว่าด้วยฝ่ายบริหาร

        ว่าด้วยฝ่ายตุลการ

        ว่าด้วยกองทหารอาสาสมัคร

       ว่าด้วยหนี้สาธารณะ

      ว่าด้วยการศึกษา

      ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

     ว่าด้วยหมวดเบ็ดเตล็ด

    ว่าด้วยอาณาเขต

          บทเฉพาะกาล

7. สรุป

          ทุกมลรัฐของสหรัฐอเมริกา ต่างมีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองมลรัฐ ในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบาลกลาง และไม่ได้เป็นอำนาจที่ต้องห้ามสำหรับมลรัฐตามรัฐธรรมนูญอเมริกา

          สำหรับรายละเอียดของรัฐธรรมนูญของมลรัฐจะเป็นอย่างไร ผมจะได้นำมาเล่าให้ท่านทราบ นับแต่ตอนที่ 34 เป็นต้นไป

ตอนที่ 32 มลรัฐคาลิฟอร์เนีย(State of California)

เมื่อปี 2563 ผมได้เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา จบลงตอนที่ 31 แต่ปี 2564 นี้ผมอยากจะเจาะลึกลงในระดับมลรัฐ โดยจะนำเรื่องราวของมลรัฐที่น่าสนใจนำเสนอท่านผู้อ่าน

มลรัฐแรกที่ผมอยากจะนำมาเล่าคือ มลรัฐคาลิฟอร์เนีย ประกอบด้วย ประวัติความเป็นมาของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

ตำแหน่งที่ตั้ง ความสำคัญ รูปแบบการปกครอง และสรุป

หมี เป็นสัญลักษณ์ของมลรัฐ คาลิฟอร์เนีย (Wikipedia, California, 19th January 2021)
หมี เป็นสัญลักษณ์ของมลรัฐ คาลิฟอร์เนีย (Wikipedia, California, 19th January 2021)

1.ประวัติความเป็นมาของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

          ประวัติความเป็นมาของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือ

1.1 ยุคอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน (Spanish Rule)

เดิมดินแดนที่เรียกว่าคาลิฟอร์เนียในปัจจุบันเคยเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มคนพื้นเมืองหลายเผ่า

(Native California tribes) มาแล้วไม่น้อยกว่า 13,000 ปี    

จนกระทั่งต่อมาได้มีชาวยุโรปรวมทั้งสเปนได้เข้ามา ณ ดินแดนคาลิฟอร์เนีย ระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 และต่อมาสเปนได้ยึดครองดินแดนคาลิฟอร์เนียเป็นอาณานิคม และเมื่อปีค.ศ.1804 ได้รวมให้อยู่ใน จังหวัดแอลตา  คาลิฟอร์เนีย ของสเปน(Alta California of New Spain)

1.2 ยุคอยู่ใต้การปกครองของเม็กซิโก (Mexican Rule)

เมื่อปีค.ศ.1821 ได้เกิดสงครามประกาศเอกราชของเม็กซิโก (Mexican War of Independence) จากสเปน ทำให้เม็กซิโก รวมทั้งคาลิฟอร์เนียเป็นอิสระจากสเปน

1.3 ยุคสาธารณรัฐคาลิฟอร์เนีย (California Republic)

เมื่อปีค.ศ.1846 ชาวอเมริกันซึ่งได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาลิฟอร์เนีย ได้ก่อการขบถต่อการปกครองของเม็กซิโก ที่เรียกว่า การปฏิวัติธงหมี (Bear Flag Revolt) แล้วตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐ โดยสาธารณรัฐแห่งนี้ มีประธานาธิบดีเพียงคนเดียว คือ วิลเลียม ไอดี (William Ide) ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำการปฏิวัติธงหมี ทั้งนี้ เนื่องจากความเป็นสาธารณรัฐของคาลิฟอร์เนียมีระยะเวลาที่สั้นมากเพียง 4 ปี เท่านั้น

1.4 ยุคเข้ารวมเป็นมลรัฐหนึ่งของอเมริกา

ภายหลังได้เกิดสงครามเม็กซิกัน-อเมริกัน (Mexican-American War) ระหว่างปี ค.ศ.1846-1848 อเมริกาเป็นฝ่ายชนะ จึงได้ผนวกเอาคาลิฟอร์เนียเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอเมริกาเมื่อปีค.ศ.1848 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน ปี ค.ศ.1850 สภาคองเกรสจึงยอมรับให้คาลิฟอร์เนียเป็นมลรัฐหนึ่งของอเมริกา นับเป็นมลรัฐที่ 31 ของอเมริกา

การค้นพบแหล่งแร่ทองคำในคาลิฟอร์เนีย (The California Gold Rush) นับตั้งแต่ปีค.ศ.1848 เป็นต้นมา ทำให้เกิดการตื่นทองและทำให้ผู้คนจากทางด้านตะวันออกของอเมริกาได้หลั่งไหลพากันอพยพเข้าไปอยู่ในคาลิฟอร์เนียเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

2.ตำแหน่งที่ตั้ง ภูมิประเทศ และภูมิอากาศ

ตำแหน่งที่ตั้งของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย
(Wikipedia, California, 19 th January 2021)
ตำแหน่งที่ตั้งของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย
(Wikipedia, California, 19 th January 2021)

          2.1 ตำแหน่งที่ตั้ง

                      มลรัฐคาลิฟอร์เนีย หรือมลรัฐสีทอง (Golden State) มีอาณาเขต ดังนี้

          ทิศเหนือ จรดมลรัฐโอรีกอน (Oregon)

        ทิศตะวันออก จรดมลรัฐเนวาดา(Nevada) และมลรัฐอริโซนา (Arizona)

        ทิศใต้ จรดมลรัฐ บาจา คาลิฟอร์เนีย (Baja California) ของเม็กซิโก

        2.2 ภูมิประเทศ

                      นอกจากนี้มลรัฐคาลิฟอร์เนียยังมีอาณาเขตจรดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกด้านทิศตะวันตกไปจนถึงเทือกเขาเซียร์รา เนวาดา (Sierra Nevada mountain range) ในทิศตะวันออก

และจากป่าไม้แดง (Redwood) และป่าสนดักลาส (Douglas fir forest) ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปจนถึงทะเลทรายโมเจฟ (Mojave Desert) ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

          นอกจากนี้ยังมี หุบเขากลาง (Central Valley) เป็นแหล่งเกษตรกรรมใหญ่ของมลรัฐ

          2.3 ภูมิอากาศ

          มลรัฐคาลิฟอร์เนียมีภูมิอากาศอบอุ่นแบบเมดิเตอเรเนียนและมีมรสุมตามฤดูกาล (Warm Mediterranean climate and monsoon season climate)

3.ความสำคัญของมลรัฐคาลิฟอร์เนีย

        มลรัฐคาลิฟอร์เนียเป็นมลรัฐขนาดใหญ่ของอเมริกาทั้งในด้านขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และความสำคัญในด้านอื่น ๆ

          3.1 ขนาดพื้นที่

          มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีพื้นที่ 423,970 ตร.กม. มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอเมริกา รองลงมาจากมลรัฐ อะแลสกา และเทกซัส ประกอบด้วยส่วนที่เป็นพื้นดิน 155,959 ตร.กม. และส่วนที่เป็นพื้นน้ำ 20,047 ตร.กม.

          3.2 จำนวนประชากร

          มลรัฐคาลิฟอร์เนียมีประชากรมากที่สุดของอเมริกา จำนวน 39,368,078 คน คิดเป็นลำดับที่ 37 ของโลก (หากสมมุตว่า คาลิฟอร์เนีย เป็นประเทศหนึ่ง)

        มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีพื้นที่เมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองและห้าของประเทศ คือ เขตลอส แองเจลิส และเขตอ่าวซานฟรานซิสโก ด้วยจำนวนประชากร 18.7และ 9.6 ล้านคนตามลำดับ

          ลอส แองเจลิส เป็นนครที่มีประชากรมากที่สุดของมลรัฐ และเป็นอันดับสองของประเทศ รองลงมาจากนครนิวยอร์ก ฮอลลีวู้ด เมืองแห่งภาพยนตร์ ก็ตั้งอยู่ในเขตนครลอส แองเจลีสด้วย

          นอกจากนี้ มลรัฐคาลิฟอร์เนีย ยังมีเคาน์ตีที่มีประชากรมากที่สุดของอเมริกา คือ เคาน์ตี ลอส แองเจลิส (Los Angeles County) และมีเคาน์ตีที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ เคาน์ตี ซาน เบอร์นาร์ดิโน (San Bernardino County)

        ส่วนครซานฟรานซิสโก (San Fransisco City) เป็นนครที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับสองของประเทศรองลงมาจากมหานครนิวยอร์ก

          3.3 ขนาดเศรษฐกิจหรือจีดีพี

          มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นมลรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอเมริกา ด้วยมูลค่าผลิตภัณฑ์เมื่อปีค.ศ.2019 จำนวน 93.2 ล้านของล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก (กรณีสมมุติว่า มลรัฐคาลิฟอร์เนีย คือ ประเทศหนึ่ง)

          เฉพาะพื้นที่ Greater Los Angelis และพื้นที่ San Francisco Bay นับเป็นพื้นที่ทีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ในส่วนที่เป็นพื้นที่ชุมชนเมือง เป็นอันดับสองและสามของประเทศ รองลงมาจากพื้นที่มหานครนิวยอร์ก (New York metropolitan area)

        มลรัฐคาลิฟอร์เนียมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว สูงเป็นอันดับที่ 9 ของประเทศอเมริกา

        3.4 ความสำคัญในด้านอื่น ๆ

          คาลิฟอร์เนีย นับเป็นผู้นำของโลก (global trendsetter) ในด้านวัฒนธรรมซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน (popular culture) การสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ การเมือง และการบันเทิง

          ด้วยผลของการที่มลรัฐคาลิฟอร์เนียมีความหลากหลายและมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่มาก จึงทำให้ คาลิฟอร์เนียได้กลายเป็นศูนย์รวมของอาหาร ภาษา และขนบประเพณีจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก  เช่น   คาลิฟอร์เนีย เป็นแหล่งกำเนิดของฮิปปี้ วัฒนธรรมที่ขัดแย้งกัน (counterculture) วัฒนธรรมเกี่ยวกับรถยนต์  และชายหาด อินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

          พื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก และพื้นที่ นครลอส แองเจลิส นับเป็นศูนย์กลางของโลกในด้านเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมบันเทิง ตามลำดับ

4.รูปแบบการปกครอง

        มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีรูปแบบการปกครอบแบบสาธารณรัฐเหมือนมลรัฐอื่น ๆ ของอเมริกา มีรัฐธรรมนูญเป็นของตนเอง

          เมืองหลวงของมลรัฐชื่อ นครซาคราเมนโต (Sacramento) แต่เมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ นครลอสแองเจลิส (Los Angeles)

        รายละเอียดเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญของมลรัฐคาลิฟอร์เนียจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

5.สรุป

        มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เป็นมลรัฐลำดับที่ 31 ของสหรัฐอเมริกา โดยสภาคองเกรสได้มีมติให้ยอมรับประเทศคาลิฟอร์เนีย (California Republic) เข้าเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1850

        มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีความสำคัญหลายด้าน ทั้งด้านขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจ การเป็นศูนย์กลางของโลกทางด้านเทคโนโลยี และด้านบันเทิง

ข้อสังเกต

การที่สภาคองเกรสต้องเป็นผู้อนุมัติให้คาลิฟอร์เนีย เป็นมลรัฐหนึ่งของอเมริกา ก็เพราะตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 4 อนุมาตรา 3 กำหนดให้สภาคองเกรสมีอำนาจในการเพิ่มมลรัฐใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา

                16 มกราคม 2564