กรณีตาม 3.3 เป็นกรณีประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น เจ็บป่วย ให้รองประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการแทนประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราว (Acting President) โดยประธานาธิบดีจะทำเป็นประกาศแจ้งให้ประธานที่ประชุมวุฒิสภา (President pro tempore of the Senate) และประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker of the House of Representatives) ทราบ
3.4 ประกาศของรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง (Declaration by vice president and principal officers)
กรณีไม่อาจเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนจะถึงวันเริ่มต้นดำรงตำแหน่ง หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่อาจดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อย ให้รองประธานาธิบดี ทำหน้าที่รักษาการไปพลางก่อน (The Vice President elect act as President.) จนกว่าจะสามารถเลือกประธานาธิบดีได้เรียบร้อย
แฟรงคลิน ดี.รูสเวลต์ )Franklin D. Roosevelt) ประธานาธฺิบดีอเมริกา คนที่ 32 ผู้ดำรตำแหน่ง 4 สมัยติดต่อกัน (Wikipedia, Franklin D. Roosevelt, 1st October 2020)
4.3ให้อำนาจในลงโทษบุคคลผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการปฏิวัติหรือขบถต่อต้านอเมริกา ไม่ให้มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางพลเรือน ทหาร หรือตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง (civil, military or elected office) ทั้งของรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ เว้นแต่สภา คองเกรสจะมีมติให้ยกเลิกข้อห้ามดังกล่าวด้วยคะแนน 2/3 ของแต่ละสภา
คณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐพร้อมกัน ณ สถานทีที่กำหนดไว้ของแต่ละมลรัฐ เพื่อหย่อนบัตรเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยต้องเลือกผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในมลรัฐเดียวกัน (shall not be an inhabitant with the same state) การหย่อนบัตรใบหนึ่งเป็นการเลือกประธานาธิบดี และอีกใบหนึ่งเป็นการเลือกรองประธานาธิบดี
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาให้ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี กล่าวคือ คุ้มครองให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและโดยเร็ว โดยคณะลูกขุนที่เป็นกลางของมลรัฐ (impartial jury of the State) ณ เขตอำนาจศาลที่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น และต้องได้รับแจ้งให้ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าวหา ลักษณะของข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่นำมากล่าวหา
ในการนี้ให้มีกระบวนการบังคับนำพยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา (compulsory process obtaining witness in his favor) มาเบิกความ และผู้ถูกล่าวหามีสิทธิหาทนายความไว้แก้ต่างคดี (To have the Assistance of Counsel for his defence)
ตามความในมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญ ตลอดจนบรรดากฎหมายของสหรัฐที่จะได้บัญญัติขึ้นภายใต้รัฐธรรมนญนี้ และสนธิสัญญาที่ได้ทำขึ้นหรือจะทำขึ้นตามสิทธิอำนาจของสหรัฐ ให้ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน (The Supreme Law of the Land) ที่ผู้พิพากษาในทุกมลรัฐต้องถือปฏิบัติตาม
ห้ามสภาคองเกรส ออกฎหมายว่าด้วย การสถาปนาศาสนา( Law respecting an establishment of religion) การห้ามเสรีภาพในการพูด การพิมพ์ หรือสิทธิทีจะชุมนุมกันอย่างสงบ และการร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล
ตามรัฐธรรมนูญของอเมริกาได้วางหลักการไว้ว่า อำนาจในการประกาศสงคราม(declare war) เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ส่วนอำนาจในการเป็นผู้บัญชาการทหาร (Commander of the Army and Navy of the United States) เป็นอำนาจของประธานาธิบดี ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 อนุมาตรา 8 และมาตรา 2 อนุมาตรา 2
การแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรส (State of the Union)
ปกติประธานาธิบดีไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสภาคองเกรส ซึ่งจะแตกต่างไปจากระบบรัฐสภาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีหน้าทีต้องเข้าร่วมประชุมรัฐสภา แต่ตามรัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา2 อนุมาตรา 3 ประธานาธิบดีจะทำหนังสือถึงสภาคองเกรส (Congress Information of the State Union) เพื่อเสนอแนะสภาคองเกรสเกี่ยวกับมาตรการที่ประธานาธิบดีเห็นว่าจำเป็นและเหมาะสมต่อการดำเนินนโยบายบริหารประเทศของประธานาธิบดี