สวัสดีปีใหม่ 2564 (2021)

เรียน ท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

Happy New Year 2021

        เว็บไซต์ “เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอมริกา แบบสีมิติ” ที่ได้เล่าผ่านทาง drchar.home.blog มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019 จนกระทั่งสิ้นเดือนปี 2020 ได้นำเสนอบทความมาแล้วจำนวน 31 ตอน โดยตอนสุดท้าย คือ ตอนที่ 31 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 27 ซึ่งเป็นเรื่องราวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ฉบับล่าสุดของสหรัฐอเมริกา และได้นำลงโพสต์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563

          สำหรับการนำบทความลงโพสต์ประจำปี 2564 (2021) จะนำลงโพสต์เป็นรายปักษ์เช่นเดิม โดยมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับ 2 เรื่องใหญ่ ๆ  คือ

            เรื่องว่าด้วย มลรัฐของสหรัฐอเมริกา ที่น่าสนใจ

           เรื่องว่าด้วย รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของสหรัฐอเมริกา

             โดยจะเริ่มนำลงโพสต์ครั้งแรก วันที่ 16 มกราคม 2564 เป็นต้นไป แต่จะไม่มีการนำวิดีโอมาลงประกอบบทความอีกต่อไปแต่อย่างใด

            ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามเว็บไซต์นี้ด้วยดีตลอดมา และหวังว่า คงจะติดตามต่อไปตลอดปี 2564 ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีความสุขตลอดปีใหม่ 2564

           “ในศุภมงคลขึ้นปีใหม่ 2564 (2021) ผมขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกที่ท่านเคารพนับถือและศรัทธา พระสยามเทวาธิราช  พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 

            ขอได้โปรดดลบันดาลและปกป้องคุ้มครองให้ทุกท่านตลอดจนครอบครัว จงประสบแต่ความสุขความเจริญ ก้าวหน้าสมหวัง มั่งมีศรีสุข ร่ำรวย รุ่งเรือง      

             ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจแจ่มใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง  เดินทางไปไหนมาไหน ขอให้ปลอดภัย มีแต่คนรักใคร่เมตตา และมีคนอุปถัมภ์ค้ำชู ตลอดปีใหม่ 2564 ทุกท่านเทอญ ”

ดร.ชาตรี ดิเรกศรี

1 มกราคม 2564

กำหนดการโพสต์บทความประจำปี 2564

การโพสต์บทความประจำปี 2564 จะเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม 2564

เนื้อหาประกอบด้วย

มลรัฐของสหรัฐอเมริกาทีน่าสนใจ

รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของอเมริกา

8 ธันวาคม 2563

ตอนที่ 31 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 27(New***)

ตอนที่ 31 ฉบับประจำปักษ์หลังของเดือน ตุลาคม 2563

ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 31 ผมได้เล่าถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 20-23 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในส่วนที่เกี่ยวกับการเริ่มต้นนับระยะเวลาเข้าดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี รวมทั้งสมาชิกสภาคองเกรส การจำกัดวาระดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี และการเพิ่มจำนวนคณะผู้เลือกตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

            สำหรับตอนที่ 31 นี้ จะเป็นตอนสุดท้ายทีว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 24-27

1.ความนำ

          การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 24-27  เป็นการเล่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขยายสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง การกำหนดผู้สืบทอดหรือการดำรงตำแหน่งแทนกรณีตำแหน่งประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี ว่างลง และการกำหนดเวลาที่จะให้การเพิ่มค่าตอบแทนสมาชิกสภาคองเกรส มีผลใช้บังคับ

2.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 24 (1964)

            สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกา แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 24 คือ ห้ามรัฐบาลกลางหรือมลรัฐเอาเรื่องการไม่ชำระภาษีมาเป็นข้ออ้างในการตัดสิทธิประชาชนไม่ให้ใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และสมาชิกสภาคองเกรส

            สาเหตุที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมฉบับนี้ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้คนเชื้อสายอาฟริกันและคนอเมริกันที่ยากจนซึ่งเคยถูกตัดสิทธิไม่ให้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเพราะเป็นผู้ทีไม่ได้เสียภาษีให้รัฐ ได้มีโอกาสเท่าเทียมกันในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แม้ว่าจะเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีก็ตาม

3.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 25 (1967)

            สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกา แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 25 ว่าด้วยการการสืบทอดตำแหน่งกรณีตำแหน่งประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีว่างลง  โดยแยกออกเป็น 4 ประเด็นคือ

          3.1 ผู้สืบต่อตำแหน่งประธานาธิบดี (Presidential succession)

          กรณีตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง เพราะถูกถอดถอน ตาย หรือลาออก ให้รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

          ตามประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองอเมริกา เคยมีตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลงหลายครั้ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจนว่า กรณีตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลงเพราะถูกถอดถอน ตายหรือลาออก ให้รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแทนในวาระดำรงตำแหน่งที่ยังเหลืออยู่ เพื่อให้การบริหารประเทศสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด

            3.2 ตำแหน่งรองประธานาธิบดีว่างลง (Vice presidential vacancy)

          ตามข้อ 3.1 เป็นกรณีที่ตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลงเพราะถูกถอดถอน ตาย หรือลาออก ให้รองประธานาธิบดีขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนในวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลือ    

              แต่กรณีตาม 3.2 เป็นกรณีตำแหน่งรองประธานาธิบดีว่างลง  ให้ประธานาธิบดี มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดีแทน แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก สภาคองเกรสก่อน ซึ่งตามประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองอเมริกา ได้มีตำแหน่งรองประธานาธิบดีได้ว่างลง เพราะตาย ลาออก หรือขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลายครั้ง เช่น

            เมื่อปีค.ศ.1973 รองประธานาธิบดี สไปโร แอ็กนิว (Spiro Agnew) ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) จึงได้แต่งตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จากมลรัฐมิชิแกน เจรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) หลังจากได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีแทน

            3.3 การประกาศให้รองประธานาธิบดีรักษาการประธานาธิบดี (Presidential declaration)

          กรณีตาม 3.3 เป็นกรณีประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น เจ็บป่วย ให้รองประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการแทนประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราว (Acting President) โดยประธานาธิบดีจะทำเป็นประกาศแจ้งให้ประธานที่ประชุมวุฒิสภา (President pro tempore of the Senate) และประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker of the House of Representatives) ทราบ

            3.4 ประกาศของรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง (Declaration by vice president and principal officers)

          กรณีตาม 3.4 เป็นกรณีประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้และไม่สามารถทำประกาศเองได้ เช่น เจ็บป่วยหนัก ให้รองประธานาธิบดีและเสียงข้างมากของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเป็นผู้ออกประกาศว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ พร้อมกับแจ้งให้ประธานที่ประชุมวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ และให้รองประธานาธิบดีทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดีเป็นการชั่วคราว (Acting President)

          คำว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูง หมายถึงคณะรัฐมนตรีจำนวน 15 ตำแหน่ง

4.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 26(1971)

          สาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 26  คือ รัฐบาลกลางและมลรัฐจะปฏิเสธบุคคลผู้มีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปี ไม่ให้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งไม่ได้ โดยให้อำนาจสภา คองเกรสออกกฎหมายให้เหมาะสมได้ กรณีการแก้ไชเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 26 นี้เป็นการลดอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจากเดิม 21 ปี ลงมาเป็น 18 ปี

เยาวชนอายุ 18 ปี ก็มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ตามรัฐธรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบบั ที 26/1971
เยาวชนอายุ 18 ปี ก็มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ตามรัฐธรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบบั ที 26/1971

          สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นผลมาจากสงครามเวียดนาม ที่บุคคลที่มีอายุระหว่าง 18-21 ปี ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสมรภูมิเวียดนาม ภายใต้สโลแกนว่า “ มีอายุมากเพียงพอที่จะรบ และมีอายุมากเพียงพอที่จะใช้สิทธิเสียงเลือกตั้ง (old enough to fight, old enough to vote)

5.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 27 (1992)

          สาระสำคัญ คือ การกำหนดค่าตอบแทนสำหรับวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมีผลใช้บังคับได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

            การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นการป้องกันมิให้สมาชิกสภาคองเกรสเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ตนเอง จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หรือป้องกันมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนนั่นเอง

6.สรุป

          การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 24-27 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 4 ฉบับล่าสุด เป็นการแก้ไขเพื่อขยายฐานประชาธิปไตยให้กว้างยิ่งขึ้น นับตั้งแต่เรื่อง การกำหนดให้ผู้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชำระภาษี และการลดอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจากเดิม 21 ปี ลงมาเหลือแค่ 18 ปี

            นอกจากนี้ยังเป็นการกำหนดผู้สืบทอดตำแหน่งหรือรักษาการแทน กรณีตำแหน่งประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีได้ว่างลง

          สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติม กรุณาติดตามได้ในหัวข้อ คุยกับคุณอมรินทร์ ท้ายบทความนี้

คุยกับคุณอมรินทร์

          “สวัสดีคุณอมรินทร์ ตอนที่ 31 นี้ คงเป็นตอนสุดท้ายของการเล่าเรื่อง รัฐธรรมนูญอเมริกา แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 24-27 คุณอมรินทร์มีข้อคิดเห็นอะไรไหม ” ผมทักทายเบา ๆ

            “สวัสดีครับ สำหรับรัฐธรรมนูญอเมริกา แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 24-27 ซึ่งเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 4 ฉบับล่าสุด ผมมีความเห็นว่า เป็นการแก้ไขเพื่อขยายฐานประชาธิปไตยออกไปให้กว้างขึ้น เช่น ขยายสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งไปให้กลุ่มบุคคลผู้มีฐานะยากจน ไม่มีเงินภาษี ให้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้เช่นเดียวกับคนทีมีรายได้สูงและเสียภาษี ” คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ

            “นอกจากนี้มีประเด็นอื่นอีกไหม ” ผมกระตุ้นให้ตอบเพิ่มเติม

            “ นอกจากเรื่องการเสียภาษีแล้ว ก็ยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญลดอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกจากตั้งจากเดิม 21 ปี ลงเป็น 18 ปี อันเป็นผลมาจากสงครามเวียดนามที่กำหนดให้ชายที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ต้องเกณฑ์ทหาร ” คุณอมรินทร์ตอบเพิ่มอีกประเด็นหนึ่ง

            “ นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นอีกไหม ” ผมยังรบเร้าให้คุณอมรินทร์ตอบเพิ่มเติม

            “ อ๋อ ผมคิดว่ายังมีเรื่องของการกำหนดผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีกรณีตำแหน่งทั้งสองว่างลง เพื่อให้การบริหารประเทศสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด ” คุณอมรินทร์ตอบเพิ่มอีก

            “ เรื่องการขึ้นค่าตอบแทนสมาชิกสภาคองเกรส คุณอมรินทร์เห็นเป็นอย่างไร ” ผมถามเพิ่มเติม

            “ ในประเด็นนี้ ผมคิดว่า การที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเพิ่มค่าตอบแทนสมาชิก สภาคองเกรส ซึ่งต้องออกเป็นกฎหมาย ให้มีผลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็น่าจะเหมาะสมดี มิฉะนั้นแล้ว อาจจะกลายเป็นว่า สมาชิกสภาคองเกรสออกกฎหมายขึ้นเงินเดือนให้ตนเอง ” คุณอมรินทร์ให้ความเห็นสั้น ๆ

            “ ขอบคุณมาก คุณอมรินทร์ ที่กรุณาสละเวลามาแสดงความคิดเห็นในบทความ เล่าเรื่อง รัฐธรรมนูญอเมริกา มาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 31 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของการเล่าเรื่อง รัฐธรรมนูญอเมริกา ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ” ผมกล่าวขอบคุณ คุณอมรินทร์ในความเอื้อเฟื้อที่มีต่อผม

            “ ด้วยความยินดีครับ ” คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ ก่อนที่จะแยกย้ายจากกัน

18/10/20

          “ โปรดติดตามตอนต่อไป จะเป็นการเล่าเรื่องรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของอเมริกา ”

ตอนที่ 30 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 20-23

ฉบับประจำรายปักษ์แรกของเดือนตุลาคม 2563

เมื่อตอนที่แล้วคือตอนที่ 29 ได้เล่าถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 16-19 ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

                สำหรับตอนที่ 30 นี้ จะได้กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 20-23 ซึ่งเป็นการแก้ไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นส่วนใหญ่

ตอนที่ 30 แก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 20-23

1.ความนำ

          การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 20-23 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในส่วนที่เกี่ยวกับการเริ่มต้นนับระยะเวลาเข้าดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี รวมทั้งสมาชิกสภาคองเกรส การจำกัดวาระดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี และการเพิ่มจำนวนคณะผู้เลือกตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

            อย่างไรก็ดี มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 18 เกี่ยวกับการห้ามผลิต จำหน่าย และขนส่งสุราเข้าออกดินแดนของสหรัฐอเมริกา

2.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 20(1933)

          รัฐธรรมนูญอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20 ได้เปลี่ยนแปลงวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี จากวันที่ 4 มีนาคม เป็นวันที่ 20 มกราคม และวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาคองเกรสจากวันที่ 4 มีนาคม เป็นวันที่ 3 มกราคม

            สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20 มีดังนี้

            อนุมาตรา 1  

          วาระของประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี จะสิ้นสุดในตอนเที่ยงของวันที่ 20 มกราคม และวาระของสมาชิกสภาคองเกรสจะสิ้นสุดลงในตอนเที่ยงของวันที่ 3 มกราคม ของปีที่ได้กำหนดให้วาระสิ้นสุดลง

            อนุมาตรา 2                                                                                                                       

สภาคองเกรส จะต้องมีการประชุมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยให้เริ่มประชุมในเวลาเที่ยงของวันที่ 3 มกราคม

            อนุมาตรา 3  

          ในกรณีที่ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้ตายลงก่อนถึงวันรับตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน

          กรณีไม่อาจเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนจะถึงวันเริ่มต้นดำรงตำแหน่ง หรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่อาจดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อย ให้รองประธานาธิบดี ทำหน้าที่รักษาการไปพลางก่อน (The Vice President elect act as President.) จนกว่าจะสามารถเลือกประธานาธิบดีได้เรียบร้อย

            แต่ถ้าการเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดียังไม่เสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ ให้สภาคองเกรสเป็นผู้ประกาศว่า จะให้ผู้ใดทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี จนกว่าจะสามารถเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีได้

          อนุมาตรา 4

          ให้สภาคองเกรสมีอำนาจออกฎหมายกำหนดผู้สืบทอดแทนตำแหน่งประธานาธิบดี กรณีรองประธานาธิบดีถึงแก่ความตาย

            โดยสภาคองเกรสได้ออกกฎหมายผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีในลำดับที่ถัดจากรองประธานาธิบดีไว้ตาม Succession Act of 1947 โดยเรียงลำดับตำแหน่ง สำหรับ 9 ลำดับแรก คือ

            1.ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Speaker of the House)

          2.ประธานที่ประชุมวุฒิสภา (President pro tempore of the Senate)

          3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Secretary of the State)

          4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Secretary of the Treasury)

5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Secretary of Defense)                                      6.อัยการสูงสุด (Attorney General)

          7.อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข (Postmaster General)

          8.รัฐมนตรีกระทรวงการทหารเรือ (Secretary of the Navy)

          9.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (Secretary of the Interior)

                                ฯลฯ

(Wikipedia, Presidential Succession Act, 30th September)

3.รัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 21 (1933)

          รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 18 ซึ่งได้ห้าม ผลิต จำหน่าย และขนส่งสุรา เข้า-ออก สหรัฐเอมริกา เพราะในทางปฏิบัติไม่สามารถใช้บังคับได้ เกิดตลาดมืดในการซื้อขาย จำหน่ายสุรา จึงให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 18 เสีย

4.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 22(1951)

          โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมานับตั้งแต่จอร์จ วอชิงตัน (George Washington)ประธานาธิบดีคนแรก ไม่มีผู้ใดดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 วาระติดต่อกัน จนกระทั่งได้มีประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ได้ดำรงตำแหน่งสี่สมัยติดต่อกัน ระหว่างปีค.ศ.1933-1945 โดยได้ถึงแก่อสัญกรรมในขณะดำรงตำแหน่ง

แฟรงคลิน ดี.รูสเวลต์ )Franklin D. Roosevelt) ประธานาธฺิบดีอเมริกา คนที่ 32 ผู้ดำรตำแหน่ง 4 สมัยติดต่อกัน
(Wikipedia, Franklin D. Roosevelt, 1st October 2020)
แฟรงคลิน ดี.รูสเวลต์ )Franklin D. Roosevelt) ประธานาธฺิบดีอเมริกา คนที่ 32 ผู้ดำรตำแหน่ง 4 สมัยติดต่อกัน
(Wikipedia, Franklin D. Roosevelt, 1st October 2020)

            เพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดอำนาจ จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 วาระติดต่อกัน หากผู้ใดได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนประธานาธิบดีคนก่อนเกินกว่า 2 ปี จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้อีกสมัยหนึ่ง

5.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 23/1961

          การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพื่อให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.มีฐานะเทียบเท่ากับมลรัฐ ในการเลือกผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเท่ากับมลรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด นั่นคือ มีผู้เลือกตั้ง (elector) ได้จำนวน 3 คน โดยให้อำนาจสภาคองเกรสออกกฎหมายบังคับใช้ในเรื่องนี้ได้ตามความเหมาะสม

            ผลของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ทำให้คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี (Electoral College) มีจำนวนเพิ่มจาก 535 คน เป็น 538 คน

6.สรุป

            ในจำนวนรัฐธรรมนูญอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 20-23 ทุกฉบับเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ยกเว้นฉบับที่ 21 เป็นฉบับที่ออกมาเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 18 ซึ่งห้ามการผลิต จำหน่าย ขนส่งสุราเข้า-ออก อเมริกา เพราะในทางปฏิบัติไม่อาจใช้บังคับได้ เนื่องจากเกิดตลาดมืดในการจำหน่ายสุรา

คุยกับคุณอมรินทร์

          “สวัสดี คุณอมรินทร์ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20-23  ผมขอเริ่มที่ประเด็นแรกเลย สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20 คืออะไร” ผมถามเข้าประเด็นเลย

          “ สวัสดีครับ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20 มีจุดประสงค์หลัก คือการสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ ไม่ให้เกิดช่องว่างในการดำรงตำแหน่ง จึงได้กำหนดวันและเวลาของการสิ้นสุดและการเริ่มต้นดำรงตำแหน่งใหม่ของประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และสมาขิกสภาคองเกรส

กล่าวคือ ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี กำหนดให้วันและเวลาของการสิ้นสุดและการเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งเป็นเวลาเที่ยงวันของวันที่ 20 มกราคม ส่วนสมาชิกสภาคองเกรส กำหนดเอาวันที่ 3 มกราคม คือ ให้เป็นวันก่อนประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ” คุณอมรินทร์ตอบ

“ แต่ว่า ยังมีสาระสำคัญอย่างอื่นอีกด้วยมิใช่หรือ ” ผมกระทุ้งให้ตอบต่อ

“ อ๋อ ผมเกือบลืมไป ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20 นอกจากได้กำหนดวันและเวลาของการสิ้นสุดและเริ่มต้นดำรงตำแหน่งใหม่ของประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และสมาชิกสภาคองเกรสไว้แล้ว ยังได้กำหนดให้รองประธานาธิบดี ทำหน้าที่ผู้รักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี

ในกรณีผู้ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีตายลงก่อนรับตำแหน่ง หรือกรณีการเลือกประธานาธิบดียังไม่เสร็จเรียบร้อย

            นอกจากนี้ยังได้ให้อำนาจสภาคองเกรสประกาศว่า กรณีการเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ยังไม่เสร็จเรียบร้อย จะให้ใครเป็นผู้รักษาการประธานาธิบดี ” คุณอมรินทร์ขยายความต่อ

            “ แต่ผมว่ายังมีสาระสำคัญอีกนะ ” ผมกระทุ้งต่อ

            “ ใช่ ๆ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 20 ยังให้อำนาจสภาคองเกรสออกกฎหมายกำหนดลำดับผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีในลำดับถัดจากรองประธานาธิบดี ซึ่งสภาคองเกรสก็ได้ออกกฎหมาย Presidential Succession Act 1947 เรียงลำดับผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีถัดจากรองประธานาธิบดีไว้อย่างชัดเจนจำนวนหลายตำแหน่ง ” คุณอมรินทร์ตอบจนครบสาระสำคัญ

            “ เอาละ ผมขอถามประเด็นที่สอง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 22-23 มีสาระสำคัญอย่างไร ” ผมถามเบา ๆ

            “ สำหรับรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 22 เป็นเรื่องการกำหนดวาระตำแหน่งของประธานาธิบดีไว้ว่า จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าสองสมัยไม่ได้

          ส่วนฉบับที่ 23 เป็นการกำหนดให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีจำนวนผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี เท่ากับมลรัฐที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุด คือ มีได้ 3 คน ซึ่งเป็นผลทำให้คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีทั่วประเทศ เพิ่มจาก 535 คน เป็น 538 คน ” คุณอมรินทร์กล่าวตอบจนครบถ้วน

          “ ชัดเจนนะคุณอมรินทร์ ยังมีอีกฉบับหนึ่งที่เราได้ข้ามไป คืออ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 21 มีอะไรน่าสนใจไหม ” ผมอดย้อนหลังไม่ได้

            “ ในความคิดเห็นของผม รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที 21 น่าสนใจตรงที่เป็นรัฐธรรมนูญที่ออกมาเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 18 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในการห้ามผลิต จำหน่าย และขนส่งสุราเข้า-ออก ดินแดนสหรัฐอเมริกา

            ผลปรากฏการใช้บังคับไม่ได้ผล เพราะเกิดตลาดมืดในการซื้อขายสุรา จึงได้ออกรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 21 เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 18 เสีย ปล่อยให้เป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐว่ากันเอาเอง ” คุณอมรินทร์ตอบพอเข้าใจ

            “ ผมเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 18 นับเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับแรกที่ถูกยกเลิก

             วันนี้ ต้องขอขอบคุณ คุณอมรินทร์มกา คราวหน้าต้องคุยกันใหม่ ” ผมกล่าวเสริมและกล่าวปิดท้าย

            1/10/20

ตอนที่ 29 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 16-19

ฉบับประจำปักษ์ที่สอง ของเดือนกันยายน 2563

เมื่อตอนที่แล้วคือตอนที่ 28 ได้เล่าถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 13-15 ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในชุดที่เรียกว่า การปรับโครงสร้างใหม่ (Reconstruction amendments) อันเป็นผลมาจากสงครามกลางเมืองในยุคของประธานาธิบดีลินคอล์น

                สำหรับตอนที่ 29 นี้ จะได้กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 16-19 ซึ่งเป็นการแก้ไขในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 16-19

1.ความนำ

          การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 16-19 ซึ่งเป็นการแก้ไขในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือเป็นการแก้ไขในยุคก้าวหน้า (Progressive Era) โดยเป็นการแก้ไขในด้านการขยายฐานภาษีให้แก่รัฐบาลกลาง และการขยาัฟบยอำนาจอธิปไตยไปสู่ประชาชนในส่วนที่เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสมาชิกและสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี

2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม ฉบับที่ 16 (1913)

          สาระของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมอเมริกา ฉบับที่ 16 คือ ให้อำนาจสภาคองเกรสในการกำหนดและเก็บภาษีจากรายได้(to lay and collect taxes on incomes) โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของประชากรของแต่ละมลรัฐ

          สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 ก็เนื่องจากว่า เดิมรัฐบาลกลางมีรายได้จากภาษีศุลกากร (customs duties/tariffs) และภาษีสรรพสามิต (excise duties)ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมเป็นหลัก เพราะรายได้จากภาษีทางตรง (direct taxes) ต้องเป็นไปตามสัดส่วนของประชากรของแต่ละมลรัฐ ทั้งนี้ตามนัยมาตรา 1 อนุมาตรา 2 และ 9

          ผลลัพธ์ก็คือ การเก็บภาษีจากรายได้ของรัฐบาลกลางสามารถจัดเก็บภาษีทางตรงจากแหล่งที่มาของรายได้ต่าง ๆ (from whatever source derived) โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของประชากรในแต่ละมลรัฐ หากมลรัฐใดมีแหล่งที่มาของรายได้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลกลางก็ย่อมสามารถจัดเก็บภาษีทางตรงได้มาก แม้จำนวนประชากรของมลรัฐอาจจะมีน้อย ดังนั้น รัฐบาลกลางก็จะสามารถเก็บภาษีทางตรงเข้าเป็นรายได้ของรัฐบาลกลางได้มากขึ้น

(Wikipedia, Sixteenth Amendment to the United Constitution, 14th September 2020)

          ผมขอขยายความตรงนี้สักเล็กน้อยว่า การจัดเก็บภาษีทางตรงหรือภาษีเงินได้นั้น จะจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า ใครมีรายได้สูงก็จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น และเป็นภาษีที่ไม่อาจผลักภาระไปให้คนอื่นรับแทนได้ ซึ่งถือว่าเป็นธรรม ส่วนบรรดาภาษีทางอ้อมต่าง ๆ มีอัตราภาษีคงที่ โดยผู้ประกอบการสามารถผลักภาระให้แก่ผู้บริโภคได้ ซึ่งอาจจะไม่เป็นธรรมสำหรับคนยากจนที่ต้องเสียภาษีทางอ้อมในอัตราเดียวกันกับคนรวย

3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม ฉบับที่ 17 (1913)

          สาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม ฉบับที่ 17 คือ การแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จำนวนมลรัฐละ 2 คน อยู่ในตำแหน่งวาระ 6 ปี นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขเพิ่มเติม กรณีมีตำแหน่งว่างลง สภานิติบัญญัติของมลรัฐอาจมอบอำนาจให้ผู้ว่าการมลรัฐแต่งตั้งวุฒิสมาชิกขึ้นมาดำรงตำแหน่งชั่วคราวจนกว่าจะมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสภาขึ้นมาใหม่

อาคารรัฐสภาคองเกรส ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา สมาชิกวุฒิสภาเพิ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเมือ่ปี ค.ศ.1913
อาคารรัฐสภาคองเกรส ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา สมาชิกวุฒิสภาเพิ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชนเมือ่ปี ค.ศ.1913

            เดิมตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 1 อนุมาตรา 3 กำหนดให้สภานิติบัญญัติมลรัฐเป็นผู้เลือกวุฒิสมาชิกของแต่ละมลรัฐ จำนวน 2 คน

            การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

            ผมมีข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า ตำแหน่งวุฒิสมาชิกของอเมริกามีที่มาจากการเลือกของสภานิติบัญญัติของมลรัฐมาเป็นระยะเวลายาวนาน นับตั้งแต่ปีค.ศ.1789 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอเมริกาจนกระทั่งถึงปีค.ศ.1913 จึงมีการแก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิกให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง นับเป็นระยะเวลายาวนานร่วม 124 ปี

4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม ฉบับที่ 18(1919)

          สาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 18 คือภายหลังเวลาหนึ่งปี นับตั้งแต่มีการให้สัตยาบันรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับนี้ ห้ามทำการผลิต ขาย ขนส่ง สุรา (intoxicating liquor) นำเข้าหรือส่งออกสุราสหรัฐอเมริกาและดินแดนในบังคับของสหรัฐ ในการนี้ให้สภาคองเกรสและมลรัฐมีอำนาจร่วมกันในการออกกฎหมายมาใช้บังคับได้ตามความเหมาะสม

            รัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ จะไม่มีผลใช้บังคับ (inoperative) หากไม่ได้รับการสัตยาบันจากสภานิติบัญญัติของมลรัฐต่าง ๆ ภายในเวาลา 7 ปี นับจากวันที่สภาคองเกรสได้ส่งเรื่องให้มลรัฐพิจารณา

            เบื้องหลังของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับนี้ เกิดจากความพยามยามของขบวนการสายกลาง (The temperance movement) ในสหรัฐอเมริกา ที่ได้รณรงค์ให้ห้ามการขายสุราในระดับมลรัฐมาก่อนเป็นเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่ปีค.ศ.1906 เพราะเห็นว่า หากไม่มีการขายสุราต่อไป จะทำให้สามารถแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาของสังคมอย่างเช่นการประพฤติผิดศีลธรรมและการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังจะช่วยทำให้ครอบครัวมีความสุขยิ่งขึ้น การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมผิดพลาดน้อยลง และโลกโดยส่วนรวมดีขึ้น (Wikipedia, Eighteenth Amendment to the United States Constitution, 15th September 2020)

5.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 19 (1920)

          สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 19 คือ สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนอเมริกันทั้งของรัฐบาลกลางและมลรัฐ จะไม่ถูกจำกัดด้วยเรื่องเเพศ

            ภูมิหลัง

            เบื้องหลังของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ เดิมสตรีชาวอเมริกันไม่ได้มีสิทธิออกเสียงในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญอเมริกาที่ประกาศใช้บังคับเมื่อปี ค.ศ.1789 กล่าวคือ การกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐจะเป็นผู้กำหนด

 ในยุคที่มลรัฐต่าง ๆ ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ มลรัฐหลายแห่งยอมให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่ภายหลังได้ประกาศอิสรภาพเมื่อปี ค.ศ.1776  มลรัฐทุกแห่งยกเว้นมลรัฐนิวเจอร์ซี ได้ประกาศใช้ธรรมนูญของแต่ละมลรัฐโดยปฏิเสธสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของสตรี

            ส่วนมลรัฐนิวเจอร์ซี ตามรัฐธรรมนูญของมลรัฐนิวเจอร์ซี ได้ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ถือครองทรัพย์สิน (property-holding residents) รวมทั้งสตรีที่แต่งงานแล้วและสตรีที่เป็นโสด แต่ต่อมาเมื่อปีค.ศ.1807 มลรัฐนิวเจอร์ซี ได้เพิกถอนสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของสตรี และไม่ได้รื้อฟื้นขึ้นมาอีกจนกระทั่งได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ฉบับที่ 19

          แท้ที่จริงสตรีได้ต่อสู้เรียกร้องขอมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมาเป็นระยเวลายาวนานตั้งแต่ช่วงปีค.ศ.1776-1865 ในรูปขบวนการสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี (woman suffrage movement) แต่ติดขัดในช่วงเกิดสงครามกลางเมือง พอสงครามกลางเมืองผ่านพ้นไป จึงได้มีการต่อสู้เรียกร้องอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี ค.ศ.1865-1877 ซึ่งเป็นช่วงของการปรับโครงสร้างใหม่ (Reconstruction era)

          การเสนอต่อสภาคองเกรส

          การนำเสนอสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรีต่อสภาคองเกรสครั้งแรกได้เริ่มเมื่อปี ค.ศ.1878 หลังจากนั้นก็ได้มีการนำเสนอีกหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 1914-1918 ทำให้สตรีได้มีบทบาทในการแสดงออกซึ่งความรักชาติ จึงทำให้สตรีได้รับการยอมรับที่จะให้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเหมือนชาย โดยได้มีการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 19 ต่อสภาคองเกรสเมื่อปีค.ศ.1919 และได้มีการให้สัตยาบันจากมลรัฐต่าง ๆ เมื่อปี ค.ศ.1920   

            ความเห็นเพิ่มเติม    

          ผมขอให้ความเห็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของสตรีอเมริกันเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่า กว่าจะได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว สตรีก็ต้องต่อสู้เรียกร้องเป็นขบวนการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นระยเวลายาวนาน เพราะเดิมถือว่า สตรีมีหน้าที่อยู่บ้าน ยังไม่มีบทบาทในการต่อสู้เพื่อประเทศชาติเหมือนอย่างบุรุษจึงยังไม่ได้รับการยอมรับให้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงปีค.ศ.1914-1918 บทบาทของสตรีในการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองจึงได้รับการยอมรับ

            ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้มีการเสนอรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 19 รับรองสิทธิของสตรีในการออกเสียงเลือกตั้งเมื่อปีค.ศ.1919 และมลรัฐต่าง ๆ ได้ให้สัตยาบันเมื่อปีค.ศ.1920 อันเป็นระยะเวลาหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1789 เป็นเวลายายายถึง 131 ปี   

6.สรุป

          การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม ฉบับที่ 16-19 ถือเป็นการแก้ไขในยุคก้าวหน้า ซึ่งอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเป็นการแก้ไขเกี่ยวกับแหล่งที่มารายได้ของรัฐบาลกลาง ที่มาของวุฒิสภา การห้ามผลิต จำหน่าย ส่งออก และนำเข้าสุรา และสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของสตรี

คุยกับคุณอมรินทร์

          “สวัสดี คุณอมรินทร์ ในบรรดารัฐธรรมนูญอเมริกาที่แก้ไเพิ่มเติม ฉบับที่ 16-19 คุณคิดว่า ฉบับใดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ” ผมทักทายและชวนคุยเข้าเรื่องเลย

            “ ผมคิดว่า มีอยู่ 2  ฉบับที่น่าสนใจ คือ ฉบับที่ 17 และฉบับที่ 19 ”คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ

            “ ขอทราบเหตุผลหน่อยได้ไหม ” ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์ขยายความ

            “ ได้ครับ คือการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 17 เป็นการแก้ขที่มาของสมาชิกวุฒิสมาชิกอเมริกา จากการคัดเลือกโดยสภานิติบัญญัติของมลรัฐแต่ละแห่ง เป็นให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งโดยตรงแทน

            การให้ประชาชนเลือกตั้งวุฒิสมาชิกโดยตรง หลังจากให้สภานิติบัญญัติมลรัฐเป็นผู้เลือกมาเป็นระยะเวลายาวยานร่วม 124 ปี แสดงเห็นว่า สังคมอเมริกันไม่ได้เร่งรีบให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่รอจนกว่าจะถึงเวลาว่า สมควรเปลี่ยนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาจากการแต่งตั้งมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเสียที ” คุณอมรินทร์ตอบในหลักการที่ควรจะเป็น

            “ อือ พอฟังเหตุผลที่คุณอมรินทร์ชี้แจงมา ผมชัดอดคิดถึงบ้านเราไม่ได้ บางครั้งก็เร่งรัดที่จะให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่พอนำไปปฏิบัติ ก็มักจะไปไม่รอด เพราะการเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ มิได้หมายถึงว่า พอเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้ว บ้านเราก็จะเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ได้ทันที ” ผมอดคิดเปรียบเทียบไม่ได้

            “ ใช่ ๆ เพราะการเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นกับรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ต้องดูบริบทของประเทศด้วยว่า พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์จริงไหม หากไม่พร้อมจริง ๆ ในที่สุดก็จะมีการยกเลิกหรือฉีกรัฐธรรมนูญที่ว่าเลอเลิศนั้นทิ้งไป อย่างน่าเสียดาย” คุณอมรินทร์มีความเห็นคล้อยตามผม

            “ ยังมีรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่ง คือ ฉบับที่ 19 คุณอมรินทร์คิดว่า มีอะไรน่าสนใจไหม ” ผมทวงคุณอมรินทร์ เกรงว่าจะลืมเสียก่อน

             อ๋อ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 19 ก็มีส่วนคล้ายกับฉบับที่ 17 กล่าวคือ เป็นการแก้ไขให้สตรีได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทัดเทียมบุรุษ เพราะก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญยังไม่ให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นับเป็นระยะเวลายาวนานร่วม 131 ปี นับจากปี ค.ศ.1789 ซึ่งเป็นปีประกาศใช้รัฐธรรมนูญอเมริกา

            ก่อนหน้านี้สังคมอเมริกันมีความเห็นว่า สตรียังไม่ได้มีบทบาทในการรักษาความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศเหมือนบุรุษ เพราะเดิมสตรีจะอยู่กับบ้าน ไม่ได้ออกมามีบทบาทนอกบ้าน จนกระทั่งได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ท 1 ช่วงปีค.ศ.1914-1918 สตรีจึงได้มีบทบาทช่วยชาติบ้านเมืองในยามสงคราม

            หลังเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงได้มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 ยอมให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเท่าเทียมบุรุษ ” คุณอมรินทร์สาธบายถึงเบื้องหลัง

            “ ก็นับว่าชัดเจนดี วันนี้ ขอขอบคุณมาก คุณอมรินทร์ เอาไว้พบกันคราวหน้า” ผมกล่าวขอบคุณพร้อมปิดการสนทนาอย่างเรียบง่าย

                                    16/09/20

ตอนที่ 28 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 13-15

ฉบับประจำปักษ์แรกของเดือนกันยายน 2563

1.ความนำ

            ในตอนที่แล้ว คือ ตอนที่ 27 ได้กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 11-12 โดยฉบับที่ 11 ว่าด้วยการจำกัดอำนาจของศาลของรัฐบาลกลาง และตอนที่ 12 ว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

Reconstuction Amendments

            สำหรับตอนที่ 28 นี้ จะกล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 13-15 ซึ่งถือเป็นการแก้ไขในชุดการสร้างใหม่ (Reconstruction Amendments) ภายหลังสงครามกลางเมืองระหว่างสหรัฐอเมริกา(ฝ่ายเหนือ)กับมลรัฐฝ่ายใต้ (Civil War 1861-1865)  โดยฉบับที่ 13 เป็นเรื่องของการเลิกทาส ฉบับที่ 14 เป็นเรื่องของการรับรองสิทธิของพลเมือง  และฉบับที่ 15 ว่าด้วยสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน

            ด้วยผลของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 13-15 ดังกล่าว ทำให้สภาคองเกรสได้ออกกฎหมายที่สำคัญตามมาในภายหลังจำนวน 2 ฉบับ คือ

            กฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมือง เมื่อปีค.ศ.1964 (Civil Rights Act of 1964)

            กฎหมายว่าด้วยสิทธิในการออเสียงเลือกตั้ง เมื่อปี ค.ศ.1965 (Voting Rights Act of 1965)

2.สงครามกลางเมืองอเมริกา

            เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจความสำคัญและความรุนแรงของสงครามกลางเมืองของอเมริกา ผมขอเล่าเรื่องราวให้ท่านทราบโดยย่อดังนี้

ภาพการทำสงครามกลางเมืองอเมริกา   ระหว่างปีค.ศ. 1861- 1865 อันมีสาเหตุมาจากการประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี ลินคอล์น (Wikipedia, Civil War, 2nd September 2020)
ภาพการทำสงครามกลางเมืองอเมริกา ระหว่างปีค.ศ. 1861- 1865 อันมีสาเหตุมาจากการประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี ลินคอล์น (Wikipedia, Civil War, 2nd September 2020)

อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 16  ดำรงตำแหน่งระหว่างปี ค.ศ.1861-1865 ท่านได้มีนโยบายให้เลิกทาสทั่วประเทศอเมริกา ทำให้มลรัฐทางใต้จำนวน 7 มลรัฐ จากจำนวนมลรัฐที่มีอยู่ในขณะนั้นไม่พอใจ เพราะเป็นมลรัฐที่มีทาสจำนวนมาก จึงก่อการขบถขอแยกออกไปตั้งเป็นประเทศใหม่ ใช้ชื่อว่า สมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America)

ประธานาธิบดีลินคอล์นถือเป็นการขบถ จึงสั่งให้กองทัพเข้าปราบขบถ ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับมลรัฐทางใต้ที่ก่อขบถ จำนวน 7 มลรัฐดังกล่าว ระหว่างปี ค.ศ.1861-1865 ผลของสงครามกลางเมือง คือ สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายชนะ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีผู้บาดเจ็บล้มตายรวมกันเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา คือ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 655,000 คน

อนุสาวรีย์ ประธานาธิบดี อัมรามฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 16 ผู้ประกาศเลิกทาสท่ั่วแผ่นดินอเมริกา
อนุสาวรีย์ ประธานาธิบดี อัมรามฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 16 ผู้ประกาศเลิกทาสท่ั่วแผ่นดินอเมริก

ผลของสงครามกลางเมืองดังกล่าว ทำให้รัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกามีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถเลิกทาสได้ทั้งหมด และทำให้เกิดเศรษฐกิจสมัยใหม่ของอเมริกาที่ไม่ได้อาศัยแรงงานทาส

อย่างไรก็ดี ผลของการเลิกทาสนอกจากเป็นสาเหตุทำให้เกิดสงครามกลางเมืองแล้ว ยังเป็นสาเหตุทำให้ประธานาธิบดีลินคอล์นถูกลอบสังหารเมื่อเดือนเมษายน 1865 และประธานาธิบดีแอนดรู     จอห์นสัน (Andrew Johnson) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน จึงได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดการสร้างใหม่ (Reconstruction Amendments) ต่อไปจนครบทั้ง 3 ฉบับ เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้แก่คนอาฟริกันผิวดำที่เคยเป็นทาสในอเมริกา

3.สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 13/1865

            ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 13 ได้เลิกทาสทั้งหมดที่มีอยู่ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา โดยสภาคองเกรสมีอำนาจออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับในเรื่องนี้ได้ตามความเหมาะสม นั่นคือ กฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมืองปี ค.ศ.1866 (Civil Rights of 1866)

4.สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 14/1868

            รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 14 มีเนื้อหาอยู่ 5 ประการคือ

            4.1รับรองความเป็นพลเมืองอเมริกัน

            บุคคลใดก็ตามที่เกิดในสหรัฐอเมริกาหรือแปลงสัญชาติเป็นคนอเมริกัน ให้ถือเป็นคนอเมริกันที่รัฐบาลกลางและมลรัฐที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่จะต้องยอมรับ รัฐจะถอดถอนบุคคลออกจากเรื่องชีวิต เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมายไม่ได้ และจะต้องคุ้มครองความเท่าเทียมทางกฎหมายของบุคคลด้วย

            4.2การกำหนดให้อำนาจรัฐบาลกลางในการลงโทษมลรัฐที่ฝ่าฝืนหรือจำกัดสิทธิของพลเมืองในการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ด้วยการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาคองเกรส 

            4.3ให้อำนาจในลงโทษบุคคลผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการปฏิวัติหรือขบถต่อต้านอเมริกา ไม่ให้มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางพลเรือน ทหาร หรือตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง (civil, military or elected office) ทั้งของรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ เว้นแต่สภา คองเกรสจะมีมติให้ยกเลิกข้อห้ามดังกล่าวด้วยคะแนน 2/3 ของแต่ละสภา

            4.4.การยอมรับจะชำระหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจากการปราบขบถหรือผู้ก่อการปฏิวัติ แต่รัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐไม่ต้องใช้หนี้ที่อดีตสมาพันธรัฐอเมริกา (former Confederate states) เป็นผู้ก่อขึ้น

            4.5.การให้อำนาจสภาคองเกรสออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้

            กล่าวโดยสรุปรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 14/1868 มีสาระสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ

            1.การรับรองความเป็นพลเมือง (Citizenship Clause)

            เป็นการรับรองความเป็นพลเมืองอเมริกันให้แก่ทุกคนมีเกิดในสหรัฐอเมริกา หรือแปลงสัญชาติเป็นอเมริกัน

            2.กระบวนการทางกฎหมาย (The Due Process Clause)

            เป็นการประกาศว่า มลรัฐต่าง ๆ จะปฏิเสธบุคคลในเรื่องของ ชีวิต เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมายไม่ได้

            3.การคุ้มครองความเท่าเทียมกัน (The Equal Protection)

            มลรัฐจะปฏิเสธการคุ้มครองความเท่าเทียมกันทางกฎหมายของบุคคลไม่ได้

            ก่อนหน้านี้ การคุ้มครองปัจเจกชนในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน (Bill of Rights) รัฐธรรมนูญมีผลบังคับเฉพาะรัฐบาลกลางเท่านั้น  แต่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ได้ให้มีผลบังคับกับมลรัฐต่าง ๆ ด้วย

            รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 14 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกอ้างในคดีต่าง ๆ ที่ศาลมากกว่ารัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ หรือฉบับอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ เพศ และสถานะอื่น ๆ  การมีคดีฟ้องร้องในเรื่องเหล่านี้ ได้สะท้อนให้เห็นการต่อสู้เรียกร้องสิทธิทางกฎหมายของพลเมือง

5.สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 15

            เนื้อหาของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 15 ต้องการคุ้มครองสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนมิให้ถูกจำกัดเพราะเหตุผลทางด้านเชื้อชาติ ผิวสี หรือการเคยเป็นทาสมาก่อน โดยให้อำนาจสภาคองเกรสออกกฎหมายกำหนดรายละเอียดในเรื่องนี้ได้

            แสดงให้เห็นว่า ประชาชนอเมริกาทุกคนมีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนโดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด หรือมีผิวสีใด หรือแม้แต่อาจจะเคยเป็นทาสมาก่อน

6.สรุป

          รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในชุดการสร้างใหม่ (Reconstruction Amendments) มีจำนวน 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 13-15 อันเป็นผลมาจากการประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดีลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้แก่คน อาฟริกันผิวดำที่ตกเป็นทาสของคนผิวขาว

            ติดตามความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ คุยกับคุณอมรินทร์ท้ายบทความนี้

คุยกับคุณอมรินทร์

          “สวัสดีคุณอมรินทร์ ในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกาจำนวน 3 ฉบับในชุดการสร้างใหม่ คือ ฉบับที่ 13-15 คุณคิดว่ามีแง่คิดอะไรบ้างที่น่าสนใจ ” ผมชวนคุยแบบเปิดประตูกว้าง ไม่เจาะจง

            “ ผมคิดว่า การประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา นับว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากต่อมนุษยชาติ เพราะเท่ากับว่า ท่านประธานาธิบดีต้องการสร้างความเท่าเทียมให้แก่คนที่อยู่บนผืนแผ่นดินอเมริกาอย่างจริงใจโดยไม่ชักช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอาฟริกันผิวดำที่คนผิวขาวนำมาเป็นทาส ” คุณอมรินทร์ตอบกว้าง ๆ

            “ เมื่อเปรียบเทียบกับการเลิกทาสในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 5  คุณอมรินทร์คิดว่ามีอะไรแตกต่างกันไหมในสาระสำคัญ ” ผมลองให้คุณอมรินทร์เปรียบเทียบความแตกต่าง

            “ ในความคิดเห็นของผม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ฯ รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงใช้วิธีการประนีประนอม ไม่ได้หักด้ามพร้าด้วยเข่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดการนองเลือด

            แต่กรณีประธานาธิบดีลินคอล์น ท่านใช้วิธีแตกหักเลย คือ ประกาศเลิกทาสทั่วดินแดนสหรัฐอเมริกาทันทีรวดเดียว จึงทำให้เกิดผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อการเมืองการปกครองของอเมริกา” คุณอมรินทร์ตอบในภาพกว้าง

            “ ทำไมประธานาธิบดีลินคอล์น จึงต้องเลือกใช้วิธีแตกหัก แทนที่จะทำเป็นขั้นเป็นตอนในทำนองเดียวกับแนวทางของรัชกาลที่ 5 ” ผมถามแบบเจาะลึกเข้าไป

            “ ผมเข้าใจว่า การเป็นประธานาธิบดีอเมริกาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่งเพียง 4 ปี หากเป็นสองสมัยติดกันก็มีเวลาแค่ 8 ปี ประธานาธิบดีลินคอล์นคงอยาจะให้การเลิกทาสจบสิ้นในยุคสมัยของท่าน จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการแตกหัก ” คุณอมรินทร์พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย

            “ ผมคิดว่าเหตุผลของคุณอมรินทร์ น่าจะรับฟังได้นะ

            วันนี้คงรบกวนเท่านี้ พบกันใหม่ในคราวต่อไป ขอบคุณครับ คุณอมรินทร์” ผมกล่าวขอบคุณพร้อมกับปิดการสนทนา

            “ด้วยความยินดีครับ ” คุณอมรินทร์กล่าวปิดการสนทนาเช่นเดียวกัน

1 กันยายน 2563

ตอนที่ 27 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 11-12

ฉบับประจำปักษ์หลังของเดือนสิงหาคม 2563

ตอนที่ 27 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 11-12  โดยฉบับที่ 11 ว่าด้วยการจำกัดอำนาจของศาลรัฐบาลกลาง  และฉบับที่ 12 ว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

 

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 11-12

 1.คำนำ

            ในตอนที่ 25และ 26 ได้เล่าถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 1-10 ว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมื่อง (Bill of Rights) ซึ่งเป็นการแก้ไขรวดเดียว 10 ฉบับ เมื่อปี ค.ศ.1791 ตามความต้องการของฝ่าย Anti-Federalists ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต่อต้านการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือมลรัฐ เพื่อให้ดินแดนหรือรัฐอิสระที่ยังไม่ยอมเข้ามารวมเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจที่จะเข้ามารวมกันเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกาต่อไป

            ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 11 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในการจำกัดอำนาจของศาลรัฐบาลกลางมิให้ขยายออกไป และฉบับที่ 12 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของที่มาของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ดังจะได้เล่าให้ท่านฟังตามลำดับต่อไป

2.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 11 (1795)

            การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 11 เป็นการจำกัดอำนาจของศาลหรือฝ่ายตุลาการตามที่รัฐธรรมนูญ ฯ กำหนดไว้เดิมในมาตรา 3 อนุมาตรา 2 วรรคแรก

            ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องย้อนกลับไปดูเนื้อหาตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 3 อนุมาตรา 2 วรรคแรกเสียหน่อยว่า ได้บัญญัติไว้ว่าอย่างไร

คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลสูง  ตามอนุมาตรา 2

ตามอนุมาตรา 2 ศาลสูงมีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและความยุติธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ กฎหมายของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาที่ทำขึ้นในนามของสหรัฐอเมริกา คดีเกี่ยวกับเอกอัครราชทูต ทูตานุทูต และกงสุล คดีเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจเหนือท้องทะเลที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้อง  

ศาลสูงของสหรัฐอเมริากาในปัจจุบัน (Wikipedia, The Supreme Court of tht United States, 17th August 20202)

                  นอกจากนี้ยังรวมถึง❶ คดีระหว่างมลรัฐตั้งแต่สองมลรัฐขึ้นไป ❷คดีระหว่างมลรัฐกับประชาชนของมลรัฐอื่น❸คดีระหว่างประชาชนคนละมลรัฐ❹ คดีระหว่างประชาชนมลรัฐเดียวกันแต่มีข้อพิพาทในเรื่องที่ดินที่อยู่คละมลรัฐ❺และคดีระหว่างมลรัฐ และประชาชนของมลรัฐกับต่างประเทศ หรือประชาชนต่างประเทศหรือผู้ที่อยู่ในบังคับของต่างประเทศ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที 11 ต้องการตอกย้ำว่า ศาลของรัฐบาลกลางไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีที่พลเมืองของมลรัฐหนึ่ง หรือพลเมืองหรือผู้ที่อยู่ในบังคับของรัฐต่างประเทศ เป็นผู้ยื่นฟ้องคดีที่มีมลรัฐเป็นจำเลยหรือเป็นผู้ถูกฟ้องคดี หากไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 3 อนุมาตรา 2 วรรคแรก แต่อำนาจดังกล่าวจะเป็นอำนาจองศาลมลรัฐ  พลเมืองของมลรัฐ(private citizens) จะไปยื่นฟ้องมลรัฐต่อศาลของรัฐบาลกลางโดยตรงไม่ได้ ต้องยื่นฟ้องต่อศาลมลรัฐเท่านั้น เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลในการฟ้องมลรัฐต่อศาลของรัฐบาลกลาง(Wikipedia, Eleventh Amendment to the United States Constitution)

3.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 12 (1804)

          การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 12 เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดี มาตรา 2 อนุมาตรา 2 ดังนั้น จึงย้อนกลับไปดูเนื้อหาของมาตรา 2 อนุมาตรา 2

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตามมาตรา 2 อนุมาตรา 2

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีเดิม ไม่ได้แยกการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีออกจากกัน  หากผลการนับคะแนนที่ผู้เลือกตั้งของมลรัฐต่าง ๆ รวมกันแล้วปรากฏว่า ผู้ใดได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนผู้ที่ได้คะแนนรองลงมาก็จะได้เป็นรองประธานาธิบดี

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12

            จนกระทั่งปีค.ศ.1804 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนญฉบับที่ 12 เปลี่ยนหลักการใหม่ ให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเป็นทีมเดียวกัน หมายความว่า เป็นการสมัครชิงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีพร้อมกันมาตั้งแต่เริ่มต้น

การเลือกตั้งประะานาธิบดี และรองประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12 ต้องสมัครแยกกันมาตั้งแต่ต้น

            สำหรับกระบวนการนับคะแนนก็คล้าย ๆ ของเดิม มีเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สรุปได้ดังนี้

            คณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐพร้อมกัน ณ สถานทีที่กำหนดไว้ของแต่ละมลรัฐ เพื่อหย่อนบัตรเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยต้องเลือกผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในมลรัฐเดียวกัน (shall not be an inhabitant with the same state) การหย่อนบัตรใบหนึ่งเป็นการเลือกประธานาธิบดี และอีกใบหนึ่งเป็นการเลือกรองประธานาธิบดี

            ให้ลงชื่อและประทับตราลงบนบัตร และส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังรัฐบาลสหรัฐ ในนามของประธานวุฒิสภา

            การเพิ่มคุณสมบัติของคนที่จะเป็นรองประธานาธิบดี

          เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12 ได้กำหนดให้มีการเลือกรองประธานาธิบดีอีกตำแหน่งหนึ่งต่างหาก ทำให้เกิดปัญหาว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นรองประธานาธิบดีควรจะเป็นเช่นไร เพราะรองประธานาธิบดีมีโอกาสจะได้เป็นประธานาธิบดีในกรณีตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงกำหนดไว้ว่า รองประธานาธิบดีต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียกันกับประธานาธิบดี

            การนับคะแนนเสียง

            ประธานวุฒิสภาจะให้เปิดอ่านบัตรต่อหน้าวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร 

            ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดของการลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี  จะได้เป็นประธานาธิบดี  แต่ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากของจำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมด   

               แต่ถ้าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงข้างมาก ให้สภาผู้แทนราษฎรต้องประชุมกันทันที เพื่อลงคะแนนเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสุดสุด  3 คน  โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละมลรัฐออกเสียงในนามมลรัฐ ๆ ละ 1 เสียง  โดยองค์ประชุม (quorum) จะต้องมีจำนวนสมาชิกในการลงคะแนนไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

            หากสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกประธานาธิบดีได้ก่อนวันที่ 4 ของเดือนมีนาคมที่จะมาถึง ให้รองประธานาธิบดีเป็นผู้รักษาการแทนประธานาธิบดี

            ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการลงคะแนนในการเลือกรองประธานาธิบดีสูงสุด ก็จะได้เป็นรองประธานาธิบดี  แต่ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของผู้เลือกตั้งทั้งหมดด้วย  แต่ถ้าไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก ให้วุฒิสภาลงมติเลือกผู้ได้รับคะแนนสูงสุดจำนวน 2 คน  โดยองค์ประชุมต้องไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา   แต่ทั้งนี้ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดด้วย

            อนึ่ง ผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการเป็นประธานาธิบดี ก็จะไม่มีสิทธิเป็นรองประธานาธิบดี

            เล่ามาถึงตรงนี้ ผมอยากจะสรุปให้ท่านผู้อ่านทราบสั้น ๆ ว่า

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ

            รัฐธรรมนูญให้อำนาจสภานิติบัญญัติของมลรัฐ เป็นผู้เลือกและแต่งตั้งคณะบุคคลที่เรียกว่า คณะผู้เลือกตั้ง มีจำนวนเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของแต่ละมลรัฐ เช่น มลรัฐ ก. มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 คน และมีจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 2 คน (เป็นจำนวนที่ทุกมลรัฐมีเท่ากัน คือ มลรัฐละ 2 คน) แสดงว่า มลรัฐ ก.จะมีจำนวนผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีได้ 5 คน

            สภาคองเกรสเป็นผู้กำหนดวันเลือกผู้เลือกตั้งและกำหนดวันให้ผู้เลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี

                        บัตรเลือกตั้งมีอยู่ 2 บัตร บัตรแรกเป็นบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี และอีกบัตรหนึ่งเป็นบัตรเลือกตั้งรองประธานาธิบดี

                        ประธานวุฒิสภาจะเป็นผู้ดำเนินการเปิดบัตรลงคะแนนในที่ประชุมร่วมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

             ผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและต้องได้รับคะแนนนเสียงข้างมากจากจำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมด หากยังไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ดำเนินการลือกจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อหาผู้ที่ได้รับคะแนนสุงสด

               ผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นรองประธานาธิบดี จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดและจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากจำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมด หากยังไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก วุฒิสภาจะเป็นผู้ดำเนินการเลือกจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดไม่เกิน 2 คน เพื่อเลือกผู้เป็นรองประธานาธิบดี  ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

              หากอยากทราบว่า กระบวนเลือกตั้งประธานาธิบดีจริง ๆ เป็นอย่างไร ผมขอยกยอดไปเล่าให้ท่านฟังในตอนต่อไป

4.สรุป

          เนื้อหาของรัฐธรรมนูญอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 11 เป็นการจำกัดขอบเขตสิทธิของพลเมืองของแต่ละมลรัฐ หรือพลเมืองของรัฐต่างประเทศหรือผู้ที่อยู่ในบังคับของรัฐต่างประเทศ ไม่ให้ยื่นฟ้องมลรัฐของตนหรือมลรัฐทีตนอาศัยอยู่ต่อศาลของรัฐบาลกลางโดยตรง แต่ให้ยื่นฟ้องต่อศาลของมลรัฐของตนหรือมลรัฐที่ตนอาศัยอยู่ กรณีเป็นพลเมืองของรัฐต่างประเทศ

            ส่วนรัฐธรรมนูญอเมริกาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12 เป็นการแก้ไขการสมัครเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ต้องสมัครแยกคนกันตั้งแต่เริ่มต้น โดยผู้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี เพราะอาจมีเหตุทำให้จะตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลงก่อนครบวาระ รองประธานาธิบดี จะสามารถก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโดยอัตโนมัติ

คุยกับคุณอมรินทร์

          “สวัสดีคุณอมรินทร์ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติมสัก 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 11 และฉบับที่ 12 คุณอมรินทร์มีความเห็นประการใดบ้าง ” ผมชวนคุณอมรินทร์เปิดประเด็นคุยกัน

            “ ผมคิดว่า ฉบับที่ 11 เนื้อหาไม่มีอะไรใหม่ เพียงแต่ต้องการตอกย้ำว่า หากพลเมืองของมลรัฐใดต้องการฟ้องมลรัฐของตน ต้องฟ้องที่ศาลของมลรัฐนั้น จะไปฟ้องที่ศาลของรัฐบาลกลางไม่ได้ เช่นเดียวกันกับกรณีมีพลเมืองหรือคนในบังคับของรัฐต่างประเทศ หากต้องการฟ้องมลรัฐที่ตนอาศัยอยู่ ก็ต้องยื่นฟ้องที่ศาลของมลรัฐนั้น ทั้งนี้เป็นการชี้ความหมายในรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 3 อนุมาตรา 2 วรรคแรกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ” คุณอมรินทร์รีบตอบเข้าเป้าทันที

            “ก็ชัดเจนดีนะ  แล้วฉบับที่ 12 มีสาระสำคัญว่าอย่างไร ” ผมซักต่อ

            “ ฉบับที่ 12 ประเด็นสำคัญคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี เดิมให้มีการสมัครเป็นประธานิบดีอย่างเดียว ใครได้คะแนนสูงสุด จะได้เป็นประธานาธิบดี ใครได้คะแนนรองลงมาจะได้เป็นรองประธานาธิบดี.

            ส่วนฉบับที่แก้ไขใหม่ ให้สมัครประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีในครั้งเดียวกัน เวลาผู้เลือกตั้งออกเสียงลงคะแนน ให้ใช้บัตรเลือกตั้งเป็น 2 บัตร บัตรใบแรกเป็นบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี และบัตรใบที่สองเป็นบัตรเลือกตั้งรองประธานาธิบดี ซึ่งยังใช้บังคับอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ” คุณอมรินทร์ชี้แจงอย่างฉะฉาน

            “ก็ชัดเจนดี ขอบคุณมากคุณอมรินทร์ ค่อยพบกันใหม่คราวต่อไป”

17/08/20

ตอนที่ 26 การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม (ต่อ)

ประจำปักษ์แรกของเดือนสิงหาคม 2563

ตอนที่ 26 การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติม (ต่อ) จะกล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกาเพิ่มเติมต่อจากตอนที่ 25 คือ ความนำ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6-10  สรุป และปิดท้ายด้วยการคุยกับคุณอมรินทร์

1.ความนำ

          ในตอนที่ 25 ได้เล่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกา ซึ่งได้ประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1789 และได้ใช้บังคับเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นระยะเวลายาวนานร่วม 231 ปี และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามความจำเป็นมาแล้วทั้งหมด 27 ฉบับ โดยการแก้ไขเพิ่มเติม 10 ฉบับแรกได้แก้ไขรวดเดียวเมื่อปี ค.ศ.1791 หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 2 ปี

            สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1-10 คือ การนำสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานจากรัฐบาลกลาง  เพราะในช่วงยกร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่ได้วางรูปแบบการปกครองประเทศเป็นระบบรัฐรวม คือ รัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ โดยให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือมลรัฐ ฝ่ายที่คัดค้านการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือมลรัฐ เกรงว่า ประชาชนจะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 6-10

            ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1-10 จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ฝ่ายที่คัดค้านการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือมลรัฐคลายความกังวล

            สำหรับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1-5 ได้นำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบแล้วในบทความตอนที่ 25

            ในบทความตอนที่ 26 นี้ จะได้นำสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 6-10 มาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบต่อไป

2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ฉบับที่ 6-10

            2.1 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 (1791)

            การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาให้ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี กล่าวคือ คุ้มครองให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและโดยเร็ว โดยคณะลูกขุนที่เป็นกลางของมลรัฐ (impartial jury of the State) ณ เขตอำนาจศาลที่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น และต้องได้รับแจ้งให้ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าวหา ลักษณะของข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่นำมากล่าวหา

             ในการนี้ให้มีกระบวนการบังคับนำพยานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา (compulsory process obtaining witness in his favor) มาเบิกความ และผู้ถูกล่าวหามีสิทธิหาทนายความไว้แก้ต่างคดี (To have the Assistance of Counsel for his defence)

            เรื่องนี้ผมขอให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดทางอาญานั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคดีอาญาเป็นคดีที่มุ่งเอาคนกระทำความผิดทางอาญามาลงโทษ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหลักประกันว่า ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี

            หลักประกันที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 คือ

            – จะต้องมีการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและโดยเร็ว มิใช่เป็นการพิจารณาอย่างลับ ๆ และเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่จบสิ้นเสียที

            – การพิจารณาคดีอาญาจะต้องมีคณะลูกขุนที่เป็นกลางหรือไม่มีอคติเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้น ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎพอจะชี้ว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่

            – ในการกล่าวหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดทางอาญา ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า ใครเป็นผู้กล่าวหา ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นอย่างไร โดยอ้างพยานหลักฐานอะไร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้

            – ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิจะอ้างเอาพยานฝ่ายตนเข้ามาในคดี และต้องมีวิธีการบังคับที่จะนำพยานนั้นเข้ามาเบิกความต่อศาล

            – ประการสุดท้ายคือ ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิจหาทนายมาไว้แก่ต่างคดี

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา ฉบับที่ 1-10 เพื้อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของชาวอเมริกัน

            2.2 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 7 (1791)

            วัตถุประสงค์ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 7 ก็เพื่อคุ้มครองการพิจารณาคดีแพ่งโดยคณะลูกขุน กล่าวคือ ในการพิจารณาคดีแพ่ง ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์มากกว่า 20 ดอลลาร์ ยังคงให้มีการพิจารณาโดยคณะลูกขุนได้ต่อไป และข้อเท็จจริงที่คณะลูกขุนได้รวบรวมไว้ จะต้องไม่ถูกตรวจสอบใหม่โดยศาลใดศาลหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

            ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลของสหรัฐอเมริกาจะปฏิเสธข้อเท็จจริงในคดีแพ่งที่คณะลูกขุนรวบรวมไว้ไม่ได้ และจะแก้ไขเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ จะต้องยอมรับไว้เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาพิพากษาคดี

            ในเรื่องนี้ผมขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า ในระบบการพิจารณาพิพากษาคดีของประเทศสหรัฐอเมริกา การให้มีคณะลูกขุนมีส่วนร่วมในการพิจาณคดี ไม่ใช่มีเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น แม้แต่การพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์เกินกว่า 20 ดอลลาร์ ก็ยังให้มีคณะลูกขุนด้วย

            เมื่อคณะลูกขุนได้รวบรวมข้อเท็จจริงไว้แล้ว ศาลของสหรัฐจะต้องนำข้อเท็จจริงในคดีที่คณะลูกขุนรวบรวมไว้ไปเป็นข้อเท็จจริงในคดี จะแก้ไขเป็นอย่างอื่นไม่ได้

            2.3 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 8 (1791)

            วัตถุประสงค์ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 8 เพื่อวางหลักการเกี่ยวกับการประกันตัว (bail) การปรับ (fine) และการลงโทษ (punishment) ว่า การประกันตัวต้องไม่กำหนดค่าประกันสูงจนเกินไป การกำหนดค่าปรับต้องไม่มากจนเกินไป และการลงโทษต้องไม่โหดร้ายหรือผิดปกติ

            ในเรื่องนี้ ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า เมื่อมีคนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา หากคนผู้ถูกกล่าวหา ต้องการประกันตัวออกไปต่อสู้คดี การกำหนวงเงินที่จะต้องใช้ในการประกันตัวต้องไม่สูงจนเกินไป เพราะถ้าสูงจนเกินไปก็จะทำให้หาผู้นำหลักทรัพย์มาประกันตัวได้ยาก

            นอกจากนี้ หลังจากได้การกำหนดโทษของผู้ต้องรับผิดทางอาญา กรณีเป็นค่าปรับ ต้องไม่กำหนดให้เป็นโทษค่าปรับที่มีวงเงินสูงจนเกินไป เพราะถ้าสูงจนเกินไป นอกจากอาจจะเป็นธรรมแก่ผู้กระทำความผิดแล้ว อาจทำให้ผู้กระทำความผิดไม่สามารถหาเงินมาชำระเป็นค่าปรับได้

            ยิ่งกว่านั้น การการกำหนดโทษทางอาญานอกเหนือไปจากค่าปรับแล้ว การกำหนดโทษอย่างอย่างอื่นต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ต้องไม่ใช่การกำหนดโทษที่ดูโหดร้ายหรือผิดปกติของการลงโทษ ซึ่งอาจจะเป็นการผิดมนุษยธรรม

            2.4 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 9 (1791)

            วัตถุประสงค์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 9 คือ เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิทีไม่ได้กำหนดไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ  แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานหรือเป็นวิถีชีวิต

            ในเรื่องนี้ ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า ตามปกติ อะไรเป็นสิทธิของประชาชนจะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน  แต่ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 9 ได้คุ้มครองสิทธิอื่น ๆ ของประชาชนในส่วนที่อยู่นอกเหนือไปจากสิทธิของประชาชนตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

            คำถาม คือ ทำไมจึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในเรื่องนี้

            คำตอบคือ ก่อนที่จะเกิดเป็นประเทศอเมริกา มีรัฐหรือดินแดนอิสระต่าง ๆ อยู่ก่อนแล้ว และเมื่อรัฐหรือดินแดนอิสระเหล่านั้นยอมรับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอเมริกา บรรดาขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวิถีชีวิตของประชาชนในมลรัฐต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่ตามเดิม ไม่ได้สูญหายไป หากจะให้เอาบรรดาขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวิถีชีวิตของชางอเมริกันในแต่ละมลรัฐทั้งหมด มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะดูหยุมหยิมจนเกินไป รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติไว้เพียงกว้าง ๆ  เพื่อคุ้มครองบรรดาสิทธิที่ประชาชนในแต่ละมลรัฐมีอยู่แล้วในรูปแบบของขนบธรรมเพียมประเพณีหรือวิถีชีวิต

            ตัวอย่างเช่น การที่คนอเมริกันไม่ชอบสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 เพราะเชื่อว่า การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเรื่องของคนป่วยที่ติดเชื้อโรคแล้ว ไม่ใช่คนปกติ (กรุณาคลิกข้อความสีฟ้าเพื่อเข้าไปอ่านบทความเพิ่มเติม)

            2.5 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 (1791)

            วัตถุประสงค์ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 คือ เพื่อคุ้มครองอำนาจของมลรัฐหรือประชาชนในส่วนที่รัฐธรรมนูญไม่ได้สงวนไว้ให้เป็นอำนาจของสหรัฐอเมริกาหรือไม่ได้ห้ามให้เป็นอำนาจของมลรัฐ (ดูมาตรา 1 อนุมาตรา 10)

            ขอทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา อำนาจใดที่เป็นอำนาจของรัฐบาลกลางจะระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 1 อนุมาตรา 8 

            ส่วนข้อห้ามไม่ให้เป็นอำนาจของมลรัฐ เป็นไปตามมาตรา 1 อนุมาตรา 10

            อำนาจใดที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบาลกลาง และอำนาจที่ไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับมลรัฐดังกล่าว รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 10 นี้ รับรองให้เป็นอำนาจของมลรัฐหรือประชาชน

            จะเห็นว่า อำนาจของรัฐบาลกลางมีอยู่อย่างจำกัดเท่านั้น อำนาจที่เหลือเป็นอำนาจของมลรัฐหรือประชาชน  หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศที่เป็นรัฐรวมอย่างสหรัฐอเมริกา อำนาจสวนใหญ่ยังคงเป็นของมลรัฐหรือประชาชน ส่วนรัฐบาลกลางมีอำนาจจำกัดเท่าที่มีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

3.สรุป

          รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 10 ฉบับแรก ซึ่งได้มีการแก้ไขรวดเดียวในปีค.ศ.1791 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน (Bill of rights) โดยฉบับที่ 6 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ฉบับที่ 7 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในการดำเนินคดีแพ่ง ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกลงโทษคดีอาญาไม่ให้โหดร้ายจนเกินไป ฉบับที่ 9 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในส่วนที่มิได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และ ฉบับที่ 10 ว่าด้วยการคุ้มครองอำนาจของมลรัฐและอำนาจของประชาชน

            สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติม กรุณาติดตามได้ใน “คุยกับคุณอมรินทร์” ท้ายบทความนี้

คุยกับคุณอมรินทร์

            “คุณอมรินทร์ ขณะนี้เราได้คุยกันเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา 10 ฉบับแรกจบสิ้นแล้ว คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับดังกล่าว” ผมชวนคุณอมรินทร์คุยแบบง่าย ๆ

            “ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในการที่รัฐธรรมนูญอเมริกาหลังจากได้มีการประกาศใช้บังคับไปแล้วเพียง 2 ปี เมื่อปีค.ศ.1789 กลับได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวดเดียว 10 ฉบับ ในปีค.ศ.1791 แสดงว่า ต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนต่อความอยู่รอดของประเทศอเมริกาเป็นแน่แท้ ” คุณอมรินทร์ตอบแบบใช้ความคิด

            “ทำไมจึงว่าเช่นนั้น ” ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์เผยความคิดในใจออกมา

            “ คืออย่างนี้ ในช่วงประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษใหม่ ๆ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญของสมาพันธรัฐ อย่างที่เรียกว่า The Articles of Confederation เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจมลรัฐเหนือรัฐบาลกลาง อำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เป็นเพียงข้อตกลงร่วมกัน แต่การปฏิบัติที่แท้จริงอยู่ที่มลรัฐแต่ละมลรัฐจะให้ความร่วมมือหรือไม่ เพียงใด รัฐบาลกลางไม่มีอำนาจใดจะไปบังคับได้

            แต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่ได้ร่างขึ้นใหม่และประกาศใช้บังคับเมื่อปีค.ศ.1789 กำหนดให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือมลรัฐ  อำนาจใดที่เป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง มลรัฐต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติตาม จึงทำให้ยังมีรัฐหรือดินแดนอิสระบางแห่งยังไม่อยากจะเข้าร่วมเป็นส่วนมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เพราะเกรงว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจะถูกคุกคามจากรัฐบาลกลาง ” คุณอมรินทร์พูดค่อนข้างยาว แต่ยังไม่ชี้ชัด

            “ แล้วยังไงต่อ” ผมเร่งเร้าให้คุณอมรินทร์พูดให้เข้าเป้าหมายเสียที

            “ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ฉบับที่ 1-10 รวดเดียว เพราะสาระสำคัญของของการแก้ไขคือ ยอมรับสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

            หลังจากนั้น ก็ได้มีรัฐหรือดินแดนอิสระอื่น ๆ ที่ยังลังเลไม่อยากเข้าร่วม ได้ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมเป็นมลรัฐหนึ่งของอเมริกาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีจำนวนมลรัฐทั้งสิ้น 50 แห่ง ในปัจจุบันนี้ ” ในที่สุดคุณอมรินทร์ก็ตอบเข้าเป้าหมายเสียที

            “ขอบคุณมาก คุณอมรินทร์  ที่กรุณาให้คำตอบอย่างชัดเจนถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับรวดเดียว” ผมสรุปให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

            1/08/20

ตอนที่ 25 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา(New***)

ประจำปักษ์ที่ 2 เดือนกรกฎาคม 2563

แม้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็นและตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  ในตอนที่ 25 นี้จะได้กล่าวถึงความเป็นกฎหมายสูงสุดขอแผ่นดิน และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกา

1.รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน

            ตามความในมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญ ตลอดจนบรรดากฎหมายของสหรัฐที่จะได้บัญญัติขึ้นภายใต้รัฐธรรมนญนี้  และสนธิสัญญาที่ได้ทำขึ้นหรือจะทำขึ้นตามสิทธิอำนาจของสหรัฐ  ให้ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน (The Supreme Law  of the Land) ที่ผู้พิพากษาในทุกมลรัฐต้องถือปฏิบัติตาม

            นอกจากนี้ บรรดาวุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ ตลอดสมาชิกสภานิติบัญญัติของมลรัฐต่าง ๆ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการทั้งของสหรัฐและมลรัฐต่าง ๆ จะต้องสาบานหรือกล่าวคำปฏิญญาณตน (oath or affirmation) ว่าจะสนับสนุนรัฐธรรมนูญ

            ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริการะบุไว้ชัดเจนว่า เป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน  จึงได้บัญญัติเป็นการบังคับว่า บรรดาผู้มีอำนาจสูงสุดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ทั้งของสหรัฐ และมลรัฐต่าง ๆ จำต้องกล่าวคำปฏิญาณตนว่า จะสนับสนุนรัฐธรรมนูญนี้

2.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐ

          เมื่อมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดผู้มีอำนาจและขั้นตอนในการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ตามมาตรา 5 สรุปได้ดังนี้

            2.1 การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

สภาคองเกรส เป็นฝ่ายริเริ่มในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ

วิธีที่หนึ่ง สภาคองเกรส จำนวน 2/3 ของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง หรือ

                        วิธีที่สอง สภาคองเกรสด้วยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติของมลรัฐจำนวน 2/3 ของจำนวนมลรัฐทั้งหมด (ปัจจุบัน คือ จำนวน 34 มลรัฐ) เรียกการประชุมระดับชาติเพื่อพิจารณายกร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (national convention) โดยตรง  

                        จะเห็นได้ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม สภาคองเกรสอาจจะเป็นผู้ยกร่างเองก็ได้ โดยใช้มติ 2/3 ของทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หรือสภาคองเกรสด้วยความเห็นชอบของสภานติบัญญัติของมลรัฐต่าง ๆ จำนวน 2/3 เป็นผู้เรียกประชุมใหญ่เพื่อพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 

                       2.2 การให้สัตยาบันรับรองการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

                        สภาคองเกรสจะเรียกประชุมเพื่อกำหนดวิธีการในให้สัตยาบันรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าสมควรจะใช้วิธีใดในจำนวน 2 วิธี คือ 

                        วิธีที่หนึ่ง การให้สัตยาบันด้วยการใช้มติของสภานิติบัญญัติของมลรัฐ จำนวน 3/4 ของมลรัฐทั้งหมด (จำนวน 38 แห่ง ) หรือ

                        วิธีที่สอง การให้สัตยาบันด้วยการใช้มติของที่ประชุมใหญ่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของมลรัฐ (State ratifying conventions) จำนวน 3/4 ของจำนวนมลรัฐทั้งหมด  (จำนวน 38 แห่ง)

(Wikipedia, List of amendments to the United States Constitution, 17th July 2020)

3. รัฐธรรมนูญที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม

          นับตั้งแต่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1789 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นระยะ ๆ ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของประเทศและของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไป จำนวนทั้งหมด 27 ฉบับ โดย 10 ฉบับแรกได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี ค.ศ.1791 และฉบับล่าสุดได้มีการแก้ไขเมื่อ ปี ค.ศ.1992 โดยมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจำนวน 6 ฉบับที่ไม่ผ่านการให้สัตยาบัน

            การแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาทั้ง 27 ฉบับอาจแบ่งออกเป็นกลุ่มตามช่วงเวลาได้ดังนี้

            3.1 กลุ่มที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมภายในเวลา 5 ปีแรก ของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ มีจำนวน 10 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1-10

            3.2 กลุ่มที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในศตวรรษที่ 19 มีจำนวน 5 ฉบับ คือ ฉบับที่ 12-15

            3.3 กลุ่มที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 มีจำนวน 5 ฉบับ คือ ฉบับที่ 16-20

            3.5 กลุ่มที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 มีจำนวน 7 ฉบับ คือ ฉบับที่ 21-27

4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ 1-10

            ในช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาช่วงปี ค.ศ.1787-1789 นั้น ได้มีการต่อสู้ทางความคิดระหว่าง 2 ฝ่าย ฝ่ายแรก ต้องการให้มีรัฐบาลกลางที่มีอำนาจเหนือมลรัฐ เรียกฝ่ายนี้ว่า ฝ่ายสนับสนุการจัดตั้งสหรัฐ (Federalists) และอีกฝ่ายหนึ่ง ต่อต้านการให้มีรัฐบาลกลางที่มีอำนาจเหนือมลรัฐ แต่ต้องการให้มลรัฐมีอำนาจมากกกว่ารัฐบาลกลางเหมือนเดิม เรียกฝ่ายนี้ว่า ฝ่ายต่อต้านการจัดตั้งสหรัฐ (Anti-Federalists)

            หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับเมื่อปี ค.ศ.1789 ฝ่ายที่ต่อต้านการจัดตั้งสหรัฐบางส่วนยังไม่ยอมเข้าร่วมเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐ โดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญยังไม่มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่เรียกว่า Bill of Rights ดังนั้น ฝ่ายที่สนับสนุนการจัดตั้งสหรัฐ จึงยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี ค.ศ. 1789 ด้วยการเพิ่มเติมเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จำนวน 10 ฉบับรวดเดียว

5.สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1-5

            การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 1-10 ซึ่งได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวดเดียว 10 ฉบับพร้อมกันเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ.1789 และทุกมลรัฐที่มีอยู่ในขณะนั้น จำนวน 14 มลรัฐได้ให้สัตยาบันโดยเอกฉันท์รวดเดียวเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.1791 โดยแต่ละฉบับมีสาระสำคัญ ดังนี้

            5.1 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 คุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนา การพูด การพิมพ์ การชุมนุม และสิทธิในการร้องทุกข์ต่อรัฐบาล (Freedom of Religion, Press, Expression)

ชาวอเมริกันได้รับการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดและการชุมนุมโดยสันติตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1

            ห้ามสภาคองเกรส ออกฎหมายว่าด้วย การสถาปนาศาสนา( Law respecting an establishment of religion) การห้ามเสรีภาพในการพูด การพิมพ์ หรือสิทธิทีจะชุมนุมกันอย่างสงบ และการร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล

            แสดงว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 คุ้มครองให้ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา การพูด การพิมพ์ และการชุมนุม รวมทั้งมีสิทธิร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล โดยสภาคองเกรสจะออกกฎหมายห้ามเสรีภาพของประชาชนในเรื่องดังกล่าวไม่ได้

            5.2 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 คุ้มครองสิทธิในการพกพาอาวุธ (Right to Bear Arms)

            การมีทหารกองหนุนที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี (Well regulated militia) เป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของมลรัฐแต่ละมลรัฐ ดังนั้น ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะมีและพกพาอาวุธ ซึ่งจะถูกละเมิดไม่ได้

            ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 คุ้มครองสิทธิของประชาชนในการที่จะมีและพกพาอาวุธ เพราะเห็นว่า การที่ประชาชนมีสิทธิพกพากอาวุธได้เป็นการสอดคล้องกับการมีทหารกองหนุนที่ดีของแต่ละมลรัฐ ด้วยผลของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 นี้ จึงทำให้ชาวอเมริกันมีสิทธิที่จะมีและพกพาอาวุธปืนได้ค่อนข้างจะเสรีทีเดียว

ชาวอเมริกันมีสิทธิในการมีและพกพาอาวุธตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2

            5.3 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 จำกัดอำนาจของทหาร (Quartering of Soldiers)

            ไม่ว่าในยามสงบหรือยามสงคราม ทหารจะเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของเคหสถานไม่ได้ แต่การจะเข้าไปในเคหสถานดังกล่าว จะกระทำได้ตามวิธีการและเงื่อนไขที่มีกฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

            ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 ต้องการจำกัดอำนาจทหาร ไม่ให้ทหารเข้าไปในเคหสถานของประชาชนได้ตามใจชอบ หากประชาชนเจ้าของเคหสถานไม่ยินยอม และไม่ได้ทำตามวิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพราะทหารอาจนำอาวุธสงครามเข้าไปในบ้าน ทำให้ประชาชนตกใจกลัวได้

            5.4 รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 คุ้มครองการค้นและการจับกุมโดยไม่มีหมาย (Search and Seizure)

            ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในร่างกาย เคหสถาน เอกสาร(papers) และทรัพย์สิน(effects) โดยจะถูกค้นและจับกุมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ (unreasonable search and seizure) และไม่มีหมาย (warrants) ไม่ได้ แม้มีหมายก็ต้องเป็นหมายทีได้มีการการยืนยันด้วยคำสาบานหรือคำ ปฏิญญาณ (oath or affirmation) โดยต้องระบุสถานที่ที่จะถูกค้น บุคคลหรือสิ่งของที่จะถูกจับกุมหรือยึด

            ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ต้องการคุ้มครองประชาชนมิให้ถูกค้นเคหสถาน และจับกุมดำเนินคดี โดยไม่มีหมายค้นและหมายจับของศาล และในหมายค้นหรือหมายจับดังกล่าว จะต้องระบุชื่อสถานที่ที่จะถูกค้น บุคคลที่จะถูกจับหรือทรัพย์สินที่จะถูกยึด

            5.5 ฉบับที่ 5 คุ้มครองการตัดสินคดีความ และการลงโทษ (Trial and Punishment) การชดใช้ค่าเสียหาย (Compensation)

            บุคคลใดจะถูกพิจารณาในคดีอาญาที่มีโทษประหารชีวิตหรือคดีอาญาร้ายแรงอื่นใดไม่ได้ หากคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) ยังไม่ได้แจ้งหรือกล่าวโทษเป็นลายลักษณ์อักษร (presentment or indictment) เว้นแต่คดีที่ได้เกิดขึ้นเขตในเขตทหารหรือกองกำลังอาสาสมัคร ในยามเกิดสงครามหรือภัยสาธารณะ บุคคลใดจะถูกพิพากษาหรือลงโทษในความผิดอันเดียวกันซ้ำอีกไม่ได้ หรือจะถูกบังคับให้ให้การเป็นภัยแก่ตนเองในคดีอาญาไม่ได้ หรือจะถูกจำกัดสิทธิในชีวิต เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน โดยไม่มีกระบวนการทางกฎหมาย หรือการจะนำทรัพย์สินของบุคคลไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยไม่ได้

            ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 ต้องการคุ้มครองประชาชนในเรื่องการพิจารณาคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิตหรือคดีอาญาทีมีโทษร้ายแรงอื่น ๆ ว่าจะกระทำไม่ได้ ถ้าหากคณะลูกขุนใหญ่ยังไม่แจ้งหรือกล่าวโทษเป็นลายลักษณ์อักษร ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า คณะลูกขุนใหญ่ คืออะไร มีอำนาจหน้าที่อย่างไร

            ตรงนี้ผมขออธิบายสอดแทรกเล็กน้อยว่า  คณะลูกขุนใหญ่ เป็นกลุ่มของประชาชนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีอำนาจในการไต่สวนคดีอาญาเพื่อชี้ว่า ข้อกล่าวหาทางอาญานั้นมีมูลหรือไม่ คณะลูกขุนใหญ่อาจใช้หมายศาลเรียกพยานหลักฐานหรือบุคคลมาพิสูจน์ การดำเนินงานของคณะลูกขุนใหญ่แยกออกต่างหากจากศาล ปัจจุบันมีเพียงประเทศสหรัฐอเมริกาและไลบีเรียซึ่งเป็นประทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณีที่ยังคงมีคณะลูกขุนใหญ่ คณะลูกขุนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสองอย่าง คือ การกล่าวหา และการไต่สวน

            ในอเมริกา ปกติคณะลูกขุนใหญ่มีจำนวน 16-23 คน

(Wikipedia, Grand Jury, 17th July 2020)

            เหตุผลในการใช้คณะลูกขุนใหญ่ร่วมในการดำเนินคดีอาญาก็เพื่อให้คณะลูกขุน ซึ่งเป็นประชาชนที่ได้รับการคัดเลือก ใช้ความรู้สึกในฐานะวิญญูชนเป็นเบื้องต้นว่า ข้อกล่าวบุคคลว่ากระทำความผิดอาญานั้นมีมูลพอที่จะให้ดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ หรือเมื่อได้ดำเนินคดีต่อไปแล้วตามพยานหลักฐานเบื้องต้นพอจะชี้ได้ว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดหรือไม่  ดังนั้น การใช้คณะลูกขุนใหญ่ จึงเป็นการสร้างกลไกถ่วงดุลอำนาจกับผู้พิพากษา

6.สรุป

          ในตอนที่ 25 นี้ ได้เล่าเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอเมริกาว่า มีขั้นตอนในการแก้ไขอย่างไร มีการแก้ไขมาแล้วกี่ฉบับ และได้สรุปสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1-5 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จากจำนวนทั้งหมด 10 ฉบับ โดยจะนำสาระสำคัญของฉบับที่ 6-10 เสนอในคราวต่อไป

คุยกับคุณอมรินทร์

          “คุณอมรินทร์คิดว่า เนื้อหาในตอนที่ 25 การแก้ไขรัฐธรรมนูญอเมริกา มีประเด็นใดบ้างที่น่าสนใจเป็นพิเศษไหม” ผมชวนคุณอมรินทร์คุยแบบสบาย ๆ

            “ ผมคิดว่า การทีรัฐธรรมนูญอเมริกาได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1789 นับจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นระยะเวลายาวนานร่วม 231 ปี แต่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 27 ครั้ง โดยไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเลย แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันยอมรับรูปแบบการปกครองประเทศระบบแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง มีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร ก็จะมีการแก้ไขไปตามความจำเป็นและตามสภาวะแวดล้อมหรือบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่เหมือนอีกหลายประเทศที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งปานว่าเล่น แล้วก็ร่างขึ้นใหม่อยู่อย่างนี้แหละ ” คุณอมรินทร์ตอบผมตามความรู้สึกที่แท้จริง

            “ผมเองก็คิดเช่นเดียวกับคุณอมรินทร์นะ ” ผมกล่าวสรุปรวบยอด

24.ว่าด้วยมลรัฐต่าง ๆ(New***)

ประจำปักษ์แรกของเดือนกรกฎาคม 2563 (1-15 กรกฎาคม 2563)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศรัฐรวม ประกอบด้วยรัฐบาลสองระดับ คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา มาตรา 1-3 ได้กำหนดเรื่องรูปแบบและโครงสร้างของรัฐบาลกลางไว้แล้วว่าประกอบด้วย สภาคองเกรส ประธานาธิบดี และศาลสูง

            สำหรับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาได้กำหนดเรื่องมลรัฐไว้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างมลรัฐด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมลรัฐต่อมลรัฐ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในแนวนอน และความสัมพันธ์ระหว่างมลรัฐกับรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง รวมทั้งการรับมลรัฐใหม่ ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ตอนที่ 24 ว่าด้วยมลรัฐต่าง ๆ

1.การยอมรับกฎหมายและกระบวนการทางศาล (Public Acts, Records, and Judicial Proceedings)                                    

          ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 1 มลรัฐแต่ละมลรัฐต้องยอมรับกฎหมาย บันทึก และกระบวนทางทางศาลซึ่งกันและกัน โดยสภาคองเกรสมีอำนาจออกกฎหมายกำหนดแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มลรัฐหนึ่งมลรัฐใดนำคดีที่มลรัฐอื่นได้ตัดสินไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่

           ความตามอนุมาตรานี้ เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันในกระบวนการยุติธรรมของมลรัฐต่าง ๆ เนื่องจากก่อนที่จะเข้ามารวมกันเป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา แต่ละมลรัฐมีกฎหมายและกระบวนการทางศาลของตนเองอยู่แล้ว  หากไม่มีความตามอนุมาตรานี้รับรองไว้ ย่อมจะเกิดความสับสนวุ่นวายมาก

2.สิทธิของประชาชนมลรัฐ และสิทธิในการส่งผู้กระทำผิดกลับไป (Rights of State Citizens, Rights of Extradition)

          2.1การได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มครอง (Entitled to Privileges and Immunities)

                ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 2 วรรคหนึ่ง ประชาชนของแต่ละมลรัฐย่อมได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มครองทุกประการเหมือนประชาชนของมลรัฐต่าง ๆ

            ความในมาตรานี้ หมายความว่า เมื่อประชาชนจากมลรัฐ ก เดินทางเข้าไปอยู่ในอีกมลรัฐหนึ่ง เช่น  มลรัฐ ข ประชาชนจากมลรัฐ ก ย่อมได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มครองเหมือนประชาชนในมลรัฐ ข เช่นเดียวกัน

2.2การส่งผู้กระผิดที่หลบหนีกลับไปดำเนินคดี (Extradition of Fugitives)

            ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 2 วรรคสอง กรณีมีบุคคลใดกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ หรือความผิดอาญาร้ายแรง หรือความผิดอาญาอื่น ๆ  และได้หนีการดำเนินคดีไปอยู่รัฐอื่น หากฝ่ายบริหารของมลรัฐที่มีอำนาจเหนือคดีนั้นร้องขอ มลรัฐที่มีผู้กระทำผิดหลบหนีไปอยู่ มีหน้าที่ส่งผู้กระทำผิดนั้นกลับไปยังมลรัฐที่มีอำนาจเหนือคดีนั้น

            ความในอนุมาตรา 2 วรรคสองนี้ มีความหมายในทำนองการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปมลรัฐที่บุคคลได้กระทำความผิด ถ้าได้รับการร้องขอจากฝ่ายบริหารของมลรัฐที่บุคคลนนั้นได้กระทำความผิดทางอาญาในเขต

            2.3 ทาสหลบหนี (Fugitive Slave Clause)

            ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 2 วรรคสาม กรณีมีทาสหลบหนีจากรัฐหนึ่งไปอยู่อีกรัฐหนึ่ง หากนายทาสจากมลรัฐต้นทางร้องขอ ให้ส่งทาสกลับไปยังนายของทาสในมลรัฐนั้น

            ความในอนุมาตรา 2 วรรคสาม หมายความว่า บางมลรัฐอาจจะไม่มีทาสแล้ว ทำให้ทาสที่ต้องการอิสระหนีไปยังมลรัฐที่ไม่มีทาส กรณีเช่นนี้ หากผู้เป็นนายทาสร้องขอ ก็จะต้องส่งทาสคนนั้นกลับไปยังมลรัฐที่ทาสผู้นั้นหนีออกมา

            ความในวรรคนี้ ถูกยกเลิกไปด้วยผลของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 13 (1865) ซึ่งได้ให้เลิกทาสทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา

3.มลรัฐใหม่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง (New States and Federal Property)

แผนที่แสดงมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา Wikipedia,List of US states and territories, 1st June 2020)

            3.1 มลรัฐใหม่ (New States)

              ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 3 วรรคแรก  ให้อำนาจสภาคองเกรสรับมลรัฐใหม่เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเป็นมลรัฐที่เกิดจากแยกดินแดนจากมลรัฐที่มีอยู่แล้ว ต้องได้รับความยินยอมจากสภานิติบัญญัติของมลรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

          ความในวรรคนี้ หมายความว่า มลรัฐที่มีอยู่อาจจะขยายดินแดนออกไป เช่น ขยายดินแดนจากมลรัฐทางตะวันออกไปยังทางตะวันตก พอมีความเจริญมากขึ้น ก็อยากจะแยกตัวออกเป็นมลรัฐใหม่ กรณีเช่นนี้ ต้องให้สภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐเดิมยินยอมก่อนที่จะให้สภาคองเกรสอนุมัติ

            ด้วยอำนาจตามาตรา 4 อนุมาตรา 3 วรรคแรก จึงทำให้สภาคองเกรสอนุมัติให้เพิ่มมลรัฐต่าง ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาจากที่มีอยู่เดิมจำนวน 13 มลรัฐ กลายเป็นจำนวน 50 มลรัฐในที่สุด กล่าวคือ

            ช่วงปีค.ศ.1787-1796 หรือช่วงศตวรรษที่ 18 จำนวนมลรัฐของสหรัฐอเมริกามี 16 มลรัฐ

            ช่วงปีศตวรรษที่ 19 จำนวนมลรัฐของสหรัฐอเมริกาเพิ่มเข้ามาอีก 29 มลรัฐ

          สามมลรัฐสุดท้ายได้เข้ามาในศตวรรษที่ 20 คือ มลรัฐอริโซนา เข้ามาเมื่อปี ค.ศ.1912 มลรัฐฮาวาย และมลรัฐอลาสกา เข้ามาเมื่อปีค.ศ.1959

ปัญหาคือ หากมลรัฐใดมลรัฐหนึ่งที่ได้สมัครใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาแล้ว ต้องการถอนตัวออกไปในภายหลังจะทำได้หรือไม่

หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฯ ไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ แต่ศาลสูงได้มีคำพิพากษาเมื่อปี ค.ศ.1869 (Texas V. White) ว่า มลรัฐจะขอถอนตัวออกจากการเป็นมลรัฐหนึ่งโดยลำพังไม่ได้

            3.2 ทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง (Property Clause)

          ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 3 วรรคสอง ให้อำนาจสภาคองเกรสกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับดินแดนหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่จะให้เป็นของสหรัฐอเมริกา

            รัฐบาลกลางเป็นเจ้าของแผ่นดินร้อยละ 28 ของแผ่นดินทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงสวนสาธารณะแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทีพักอาศัยของสัตว์ป่า และพื้นที่ทหาร(national parks, national forests, recreation areas, wildlife refuges, military base)

          แม้ทรัพย์สินของรัฐบาลกลางจะมีอยู่ทุกมลรัฐ แต่ส่วนใหญ่จะมีอยู่ทางตะวันตกของประเทศ อย่างเช่นรัฐบาลกลางเป็นเจ้าของพื้นที่ดินร้อยละ 80 ของมลรัฐเนวาดา  ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ มลรัฐไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากรัฐบาลกลางได้

4. ความผูกพันของสหรัฐอเมริกาต่อมลรัฐ (Obligations of the United States)

          ตามมาตรา 4 อนุมาตรา 4 กำหนดไว้ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาให้หลักประกันว่าทุกมลรัฐจะต้องมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ (Republic Government) เท่านั้น นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังจะปกป้องแต่ละมลรัฐจากการถูกรุกราน (invasion)จากภายนอก รวมทั้งกรณีเกิดปัญหาความรุนแรงภายในมลรัฐ (domestic violence) ถ้าได้รับการร้องขอจากสภานิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารของมลรัฐ

            ความในอนุมาตรา 4 นี้ หมายความว่า ทุกมลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องใช้รูปแบบการปกครองมลรัฐแบบสาธารณรัฐเท่านั้น จะใช้เป็นรูปแบบอื่น เช่น ระบบกษัตริย์ (Monarchy) ไม่ได้ นอกจากนี้หากมลรัฐใดถูกรุกราน สหรัฐอเมริกาให้หลักประกันว่า จะปกป้องแต่ละมลรัฐจาการถูกรุกรานจากภายนอก หรือกรณีเกิดเหตุความรุนแรงภายในมลรัฐ หากได้รับการร้องขอจากสภานิติบัญญัติของมลรัฐหรือฝ่ายบริหารของมลรัฐ สหรัฐอเมริกาก็จะเข้าไปปกป้องช่วยเหลือ

            เล่ามาถึงตรงนี้ ผมอยากจะทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านเล็กน้อยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศรัฐรวม มีรัฐบาลสองระดับ คือ รัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ ในเมื่อรัฐบาลกลางมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ รัฐบาลมลรัฐก็ต้องมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐด้วย จะได้สอดคล้องกันหรือไม่ขัดแย้งกัน

5.สรุป

          ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกามาตรา 4 เป็นเรื่องมลรัฐ โดยรัฐธรรมนูญ ฯ ได้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างมลรัฐด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมลรัฐต่อมลรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับมลรัฐ

            ด้วยอำนาจตามรัฐธรรมนูญฯ ทำให้สภาคองเกรสมีอำนาจรับมลรัฐใหม่ ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมได้ จนทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถเพิ่มจำนวนมลรัฐจาก 13  มลรัฐ เป็นจำนวน 50 มลรัฐในปัจจุบัน

คุยกับคุณอมรินทร์

          “คุณอมรินทร์คิดว่า ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา มาตรา 4 มีประเด็นใด น่าสนใจเป็นพิเศษไหม” ผมชวนคุยแบบเรียบง่าย

            “ ผมคิดว่า น่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนมลรัฐ โดยให้อำนาจสภาคองเกรส เพราะอำนาจส่วนนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายดินแดนจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ” คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ

            “ ทำไมจึงว่า น่าสนใจ ” ผมอกซักถามต่อไม่ได้

            “ อ้าว ก็ด้วยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ทำให้สหรัฐอเมริกาสามารถขยายดินแดนได้ด้วยความชอบธรรม ไม่ต้องสู้รบเหมือนการขยายดินแดนของพระมหากษัตริย์สมัยโบราณ  ซึ่งกว่าจะได้ดินแดนเข้ามาเพิ่ม ต้องมีการสู้รบและเสียเลือดเนื้อของทหารกล้าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่กรณีสหรัฐอเมริกา ทุกมลรัฐเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาด้วยความสมัครใจ นับว่าเป็นวิธีขยายดินแดนที่ทันสมัยมาก ” คุณอมรินทร์ขยายความได้อย่างแหลมคม

            “ผมก็เห็นด้วยกับคุณอมรินทร์ เพราะการได้ดินแดนเพิ่มโดยไม่ต้องสู้รบนี่ก็เพิ่งเห็นการขยายดินแดนของประเทศสหรัฐอเมริกานี่แหละ ” ผมสรปตบท้ายไปในทิศทางเดียวกัน

23. ศาลสูงอเมริกา

ประจำปักษ์ที่สองของเดือนมิถุนายน 2563

คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญอเมริกา ไม่ได้คาดหมายว่า อำนาจตุลการจะเป็นอำนาจที่สำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้คุมเงินคืองบประมาณแผ่นดินเหมือนอย่างสภาคอเกรส และไม่ได้คุมคนคือกองทัพเหมือนอย่างประธานาธิบดี ส่วนอำนาจตุลาการมีเพียงคำตัดสินคดีเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้อำนาจตุลากรมีความหมาย จึงต้องกำหนดให้ผู้พิพากษาของสหรัฐสามารถดำรงตำแหน่งได้ตลอดชีวิต

            ในบทความ ศาลสูงอเมริกาจะได้กล่าวถึง อำนาจของฝ่ายตุลาการตามรัฐธรรมนูญ อ  ระบบศาลของอเมริกา  อำนาจพิเศษของศาลสูง   สรุปและข้อคิดเห็น

ศาลสูงอเมริกา

1.อำนาจของฝ่ายตุลาการตามรัฐธรรมนูญอเมริกา

          ตามรัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา 3 ได้กล่าวถึงอำนาจของฝ่ายตุลาการไว้สั้น ๆ มีเพียง 3 อนุมาตราเท่านั้น โดยอนุมาตรา 1 กล่าวถึงอำนาจตุลาการของสหรัฐอเมริกา อนุมาตรา 2 กล่าวถึงขอบเขตของอำนาจตุลาการ บทบาทของคณะลูกขุน และอนุมาตรา 3 กล่าวถึงการเป็นกบถต่อสหรัฐอเมริกา ดังผมจะได้ขยายความดังนี

ศาลสูงอเมริกา (Wikipedia, United States Supreme Court, 18th June 2020)

1.1อำนาจฝ่ายตุลาการของสหรัฐอเมริกา (The judicial power of the United States) ตามอนุมาตรา 1

อำนาจตุลาการเป็นของศาลสูง (Supreme Court) และศาลชั้นรองลงไป             ( inferior courts) ซึ่งสภาคองเกรสจะเป็นผู้ออกกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา โดยผู้พิพากษาศาลสูงและผู้พิพากษาศาลชั้นรองของสหรัฐอเมริกา จะสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดไปตราบเท่าที่ยังมีความประพฤติที่ดี และจะไม่ถูกลดค่าตอนแทนในระหว่างดำรงตำแหน่ง

ตามอนุมาตรา 1 นี้เป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำรงตำแหน่งและรายได้ของผู้พิพากษาของสหรัฐอเมริกา จะได้ไม่มีความหวั่นไหวในการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนคดีประเภทใดจึงจะอยู่่ในอำนาจของศาลสูงเป็นไปตามอนุมาตรา 2 กล่าวคือศาลสูงมีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและความยุติธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ กฎหมายของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาที่ทำขึ้นในนามของสหรัฐอเมริกา คดีเกี่ยวกับเอกอัครราชทูต ทูตานุทูต กงสุล คดีเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจเหนือท้องทะเลที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้อง คดีระหว่างมลรัฐ คดีระหว่างมลรัฐกับประชาชนของมลรัฐอื่น คดีระหว่างประชาชนคนละมลรัฐ คดีระหว่างประชาชนมลรัฐเดียวกันแต่มีข้อพิพาทในเรื่องที่ดินที่อยู่คละมลรัฐ และคดีระหว่างมลรัฐ และประชาชนของมลรัฐกับต่างประเทศ หรือประชาชนต่างประเทศหรือผู้ที่อยู่ในบังคับของต่างประเทศ

1.2 คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลสูง คณะลูกขุน ตามอนุมาตรา 2

        คดีที่เป็นอำนาจของศาลสูงโดยตรง และคณะลูกขุน (Jury)

            คดีที่เกี่ยวกับอกอัครราชทูต ทูตานุทูต และกงสุล และคดีที่มีรัฐเป็นคู่กรณี ให้เป็นอำนาจของศาลสูงโดยตรง ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลสูงจะเป็นผู้พิจารณารับคำอทธรณ์ ทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยมีข้อยกเว้นตามกฎหมายที่สภาคองเกรสจะกำหนดไว้

                ในการพิจารณาตัดสินคดีอาญาทั้งปวง ยกเว้นคดีการถอดถอนออกจากตำแหน่ง จะต้องมีคณะลูกขุน  การพิจารณาตัดสินคดีดังกล่าวให้กระทำในมลรัฐที่มีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ชัดเจนว่าคดีเกิดขึ้นในมลรัฐใด ให้เป็นอำนาจของสภาคองเกรสกำหนดว่าจะให้มีการพิจารณาคดี ณ ที่ใด อาจเป็นสถานที่แห่งเดียวหรือหลายแห่งก็ได้

1.3ความผิดฐานเป็นกบถต่อสหรัฐ (Treason against the United States) ตามอนุมาตรา 3

          ความผิดฐานกบถต่อสหรัฐ หมายถึงการที่บุคคลทำสงครามกับสหรัฐหรือเข้าข้างศัตรูของสหรัฐด้วยการให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก  บุคคลใดจะถูกตัดสินว่ากระทำความผิดฐานเป็นกบถไม่ได้ เว้นแต่จะมีคำให้การของพยานชัดเจนอย่างน้อย 2 คน หรือเจ้าตัวได้รับสารภาพกลางศาล

           สภาคองเกรสมีอำนาจประกาศโทษของการเป็นกบถ แต่ห้ามการลงโทษให้ตกไปตามกันตามสายเลือดหรือริบทรัพย์สมบัติข้าทาสบริวารทั้งหมดในครอบครองของผู้ต้องโทษให้ตกเป็นของแผ่นดิน (ริบราชบาตร) เว้นแต่ผู้นั้นจะได้กระทำความผิดในระหว่างมีชีวิตอยู่

          การลงโทษให้ตกไปตามสายเลือด น่าจะตรงกับการลงโทษบุคคลผู้เป็นกบถต่อแผ่นดินในสมัยโบราณของไทยที่ว่า ให้ประหารเจ็ดชั่วโคตร

         

2.ระบบศาลของอเมริกา

ระบบศาลของสหรัฐอเมริกา มีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบศาลของรัฐบาลกลาง และระบบศาลของมลรัฐต่าง ๆ

         1.1 ระบบศาลของรัฐบาลกลาง

            ศาลของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยศาล 3 ระดับ คือ

            ศาลสูง (Supreme Court)

          ศาลสูงมีผู้พิพากษา 9 คน ประกอบด้วย ประธานศาลสูง 1 คน และผู้พิพากษาศาลสูง 8 คน

          คดีที่พิจารณาที่ศาลสูงมีอยู่ 2 ประเภท คือ

            คดีที่เป็นอำนาจของศาลสูงโดยตรง จะเริ่มพิจารณาที่ศาลสูง (Original Jurisdiction)

          คดีที่ศาลสูงรับการยื่นฏีกาจากศาลอุทธรณ์ (Appellate Jurisdiction) แต่ปกติศาลสูงจะไม่ค่อยการยื่นฎีกาคดีที่เป็นคดีปกติธรรมดา คดีที่ศาลสูงจะรับการยื่นฎีกาต้องเป็นคดีที่มีเหตุผลพิเศษ ทำให้คดีที่ศาลสูงหารฎีกาไว้มีจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 1 ของคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งคดีประเภทนี้ ราว ¾ ศาลสูงจะมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นล่าง

            ศาลอุทธรณ์ (Appeal Court) มีอยู่จำนวน 13 แห่ง   แต่ละแห่งมีเขตอำนาจครอบคลุมเขตศาลชั้นต้น 3-9 มลรัฐ  และมีศาลอุทธรณ์สำหรับเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หนึ่งแห่ง และยังมีศาลอุทธรณ์สำหรับคดีพิเศษอีกหนึ่งแห่ง คือศาลอุทธรณ์คดีสิทธิบัตรและการค้าระหว่างประเทศ(patents and international trade) ศาลอุทธรณ์แต่ละแห่ง มีจำนวนผู้พิพากษาระหว่าง 4-26 คน แต่การพิจารณาจะเป็นองค์คณะ ๆ ละ 3 คน

            ปกติจะไม่มีการยื่นพยานหลักฐานใหม่ในชั้นศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์จะทบทวนความเห็นของศาลชั้นต้นเป็นหลัก

          ศาลชั้นต้น (District Court) มีอยู่อย่างน้อยมลรัฐละ 1 แห่ง มลรัฐใดมีประชากรมาก จะมีจำนวนศาลชั้นต้นเพิ่มขึ้น โดยทั่วประเทศมีศาลชั้นต้นทั้งหมดจำนวน 94 แห่ง       

           การพิจารณาตัดสินคดีอาญาและคดีแพ่งตามที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายของสหรัฐอเมริกา คดีส่วนใหญ่จะจบอยู่ที่ศาลชั้นต้น แต่ละศาลมีผู้พิพากษา จำนวนหลายคน แต่การตัดสินคดีของศาลชั้นต้นส่วนใหญ่ ใช้ผู้พิพากษาคนเดียว

          1.2 ระบบศาลของมลรัฐ

            มลรัฐของอเมริกาแต่ละมลรัฐ มีระบบศาลเป็นของตนเอง เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายของแต่ละมลรัฐ รวมทั้งกฎหมายของท้องถิ่นภายในมลรัฐ

            ปกติแต่ละมลรัฐ จะแบ่งศาลออกเป็นศาล 3 ระดับ คือ

            ศาลสูงของมลรัฐ

            ศาลอุทธรณ์

            ศาลชั้นต้น

            ปกติคดีที่เริ่มต้นในศาลของมลรัฐ การพิจารณาจะจบสิ้นที่ศาลของมลรัฐ จะไม่เกี่ยวข้องกับศาลของสหรัฐหรือรัฐบาลกลาง เว้นแต่บางกรณีมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความผิดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ผู้แพ้คดีมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลของรัฐบาลกลางได้

            อนึ่ง ร้อยละ 95 ของคดีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ถูกตัดสินโดยศาลมลรัฐหรือศาลท้องถิ่น (state or local courts)

3.อำนาจพิเศษของศาลสูง

          เนื่องจากระบบการเมืองการปกครองของสหรัฐอเมริกา เป็นระบบแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจ สภาคองเกรส และประธานาธิบดีต่างมีอำนาจอ้างว่า มีการกระทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ศาลสูงเป็นสถาบันสุดท้ายที่มีอำนาจชี้ขาดว่า กฎหมาย คำสั่ง หรือการกระทำใดทีขัดต่อรัฐธรรมนูญ และถ้าศาลสูงได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาว่า กฎหมายใด คำสั่ง หรือการกระทำใดของสภาคองเกรสหรือประธานาธิบดี ย่อมจะทำให้กฎหมาย คำสั่ง หรือการกระทำนั้นเป็นโมฆะหรือสิ้นสุดไป

            อำนาจนี้ของศาลสูงเรียกว่า อำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญ (Judicial Review) เป็นอำนาจที่ทำให้ศาลสูงของสหรัฐอเมริกาได้รับการขนานนามว่า เป็นศาลสูงที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

ท่านผู้อ่านคงพอจะมองเห็นว่า การที่ศาลสูงมีอำนาจเช่นนี้ ย่อมทำให้ศาลสูงมีอำนาจอันทรงพลังในการถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภาคองเกรส ในการตัดสินว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจในการถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดี ในการตัดสินว่า คำสั่งหรือการกระทำใดของประธานาธิบดีขัดต่อรัฐธรรมนูญ

4.สรุปและข้อคิดเห็น

          คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาเห็นว่า อำนาจตุลาการมีเพียงคำตัดสินคดีเท่านั้นที่เป็นอาวุธ ไม่เหมือนสภาคองเกรสที่คุมงบประมาณ และประธานาธิบดีทีคุมกำลังทหาร ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้อำนาจตุลาการมีความสำคัญขึ้นมาคือ การให้ผู้พิพากษาดำรงตำแหน่งได้ตลอดชีพ ตราบเท่าทียังมีความประพฤติดี

            ศาลสูงประกอบด้วยประธานศาลสูง 1 คน และผู้พิพากษาศาลสูงอีกจำนวน 8 คน รวมทั้งหมด 9 คน    คดีที่จะสามารถนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลสูงมีอยู่ 2 ประเภท คือ คดีทีรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลสูงโดยตรง และคดีที่มีการยื่นฎีกาขึ้นมาจากศาลอุทธรณ์ ปกติศาลสูงจะไม่รับการยื่นฎีกาคดีง่าย ๆ เว้นแต่คดีทีมีลักษณะพิเศษ ที่มีแนวโน้มว่า ศาลสูงจะกลับคำตัดสินของศาลชั้นรอง

            ด้วยอำนาจในการวินิจฉัยและตัดสินคดีว่า กฎหมายใด คำสั่ง หรือการกระทำใดขัดต่อรัฐธรรมนูญอเมริกา ซึ่งจะเป็นผลทำให้กฎหมาย คำสั่ง หรือการกระทำนั้นใช้บังคับไม่ได้อีกต่อไป จึงทำให้ศาลสูงมีอำนาจนมากจนได้รับฉายาว่า เป็นศาลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

คุยกับคุณอมรินทร์

              “ คุณอมรินทร์ คิดว่า เรื่องศาลสูงมีประเด็นใดที่น่าสนใจบ้าง ” ผมชวนคุยแบบ สบาย ๆ

            “ ผมคิดว่า น่าจะมี 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก คือ การให้ผู้พิพากษาสามารถดำรงตำแหน่งตลอดชีวิตได้ ทำให้ผู้พิพากษารู้สึกว่า มีความมั่นคงในตำแหน่ง เมื่อมีความมั่นงคงในตำแหน่ง ก็จะทำให้มีอิสระในการตัดสินคดีโดยปราศจากการถูกครอบงำจากอำนาจฝ่ายอื่น ” คุณอมรินทร์ตอบตรงเป้าเลย

            “ ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์นะ อีกประเด็นหนึ่งคืออะไร ” ผมกระตุ้นต่อ

          “ อีกประเด็นหนึ่ง คือ การที่ศาลสูงทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญด้วย กล่าวคือ ศาลสูงมีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญด้วยการตัดสินคดีว่า กฎหมายใด คำสั่งหรือการกระทำใดขัดต่อรัฐธรรมนูญบ้าง เพราะหากศาลสูงตัดสินว่า กฎหมายใด คำสั่งหรือการกระทำใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมจะส่งผลให้กฎหมาย คำสั่งหรือการกระทำนั้นใช้บังคับไม่ได้ทันที ” คุณอมรินทร์ตอบตรง ๆ

            “ ใช่แล้ว ผิดกับบ้านเรานะ ศาลฎีกาไม่มีอำนาจดังกล่าว เพราะอำนาจดังล่าวในบ้านเราเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลพิเศษ ” ผมกล่าวสรุปสั้น ๆ ไปในทิศทางเดียวกัน

22. บทบาทอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีของอเมริกา (2)

ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกาได้วางหลักให้ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจตามกฎหมายที่สภาคองเกรสกำหนดให้เป็นอำนาจของประธานาธิบดี  อำนาจที่เกิดจากการตีความ (implied powers)

          ตามรัฐธรรมนูญอมริกา ประธานาธิบดีมีอำนาจในการลงนามให้ประกาศใช้บังคับกฎหมาย หรือยับยั้งกฎหมาย (sign or veto legislation) การบัญชาการกองทัพ การแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส การให้อภัยโทษ การต้อนรับทูตานุทูต การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร การทำสนธิสัญญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 2/3 การแต่งตั้งผู้พิพากษาละเจ้าหน้าที่บางตำแหน่งด้วยความเห็นชอบของวุฒิสภา และการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกที่ว่างลงเป็นการชั่วคราวก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป      

1.ประธานาธิบดีอเมริกากับการทหารและการทำสงคราม      

          ตามรัฐธรรมนูญของอเมริกาได้วางหลักการไว้ว่า อำนาจในการประกาศสงคราม(declare war)  เป็นอำนาจของสภาคองเกรส  ส่วนอำนาจในการเป็นผู้บัญชาการทหาร (Commander of the Army and Navy of the United States) เป็นอำนาจของประธานาธิบดี ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 อนุมาตรา 8 และมาตรา 2 อนุมาตรา 2

           อำนาจในการเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประธานาธิบดีอเมริกา ได้แก่ อำนาจในการสั่งให้มีการปฏิบัติและควบคุมการปฏิบัติทางทหาร การสั่งเคลื่อนย้ายกองทัพในต่างประเทศ การสั่งใช้อาวุธนิวเคลียร์ และการวางนโยบายทางด้านการทหารของกระทรวงกลาโหม และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ

อำนาจของประธานาธิบดีอเมริกาด้านการทหาร

            ปัจจุบันอำนาจในการทหารของประธานาธิบดีกระทำผ่านกระทรวงกลาโหม ซึ่งประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองกำลังทางทะเล และกองทัพอากาศ (Army, Navy, Marine Corps, and Air Force) ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ค.ศ.1947 และในการตัดสินใจทางทหารจะมีประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ( Chairman of the Joint Chiefs of Staff) และผู้บัญชาการสู้รบ (combatant commands) เป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะ

          หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีอเมริการได้สั่งเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารมากกว่า 100 ครั้ง

            อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจในการสั่งเคลื่อนย้ายทหาร แต่ต้องรายงานให้สภาคองเกรสทราบภายใน 60 วัน ทั้งนี้เป็นไปตามมติสภาคองเกรสเกี่ยวกับอำนาจทำสงครามปี ค.ศ.1973 นอกจากนี้ สภาคองเกรสมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจทางทหารของประธานาธิบดีผ่านทางการควบคุมงบประมาณค่าใช้จ่ายและการสร้างกฎเกณฑ์

          เล่ามาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจว่า ทำไมจึงปรากฏข่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า กองทัพอเมริกาได้ เคลื่อนกำลังพลไปตรงนี้ตรงนั้น โดยเฉพาะอย่างกยิ่ง กำลังของกองทัพเรือ

2.ประธานาธิบดีอเมริกาที่มีบทบาททางด้านทหารสูง

          แม้ประธานาธิบดีอเมริกาจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในฐานะผู้บัญชากาการทาหารสูงสุด แต่บทบาทของประธานาธิบดีในฐานะดังกล่าวที่โดดเด่นก็มีเพียงบางคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอกนอกประเทศว่า ประธานาธิบดีมีความจำเป็นต้องสั่งใช้กำลังทหารมากกน้อยเพียงใด

            จอร์จ วอชิงตัน (George Washington)  ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา ได้วางหลักการไว้ว่า ทหารต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเรือน (military subordination under civilian authority)  อย่างกรณีเกิดขบถวิสกี (Whiskey Rebellion) เมื่อปี ค.ศ.1794 จอร์จ วอชิงตัน ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญนำกองกำลังอาสาสมัคร จำนวน 12,000 นายเข้าไปปราบปราม

          อับราฮัม ลินคอห์น ( Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 16 ได้ร่วมการวางกลยุทธ์ในสงครามกลางเมืองช่วงปี ค.ศ.1861-1865 อย่างใกล้ชิด

อับราฮัม ลินคอห์น ประธานาธฺบดีอเมริกาคนที่ 16 ได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การใช้กำลังทางทหารในสงครามกลางเมืองของอเมริกา
อับราฮัม ลินคอห์น ประธานาธฺบดีอเมริกาคนที่ 16 ได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การใช้กำลังทางทหารในสงครามกลางเมืองของอเมริกา

            สงครามอิรักบุกคูเวคเมื่อปี ค.ศ.1990 ทำให้เกิดสงครามอ่าวในปีถัดนา จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 43 ได้แสดงบทบาทผู้นำกองกำลังทหารผสมหลายชาติที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสมัยใหม่

          เล่ามาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะพอมองเห็นว่า สถานการณ์การเมืองภายนอกประเทศได้มีส่วนสำคัญในการกำหนดบทบาทในด้านการใช้กองกำลังทหารของประธานาธิบดีได้ชัดเจนขึ้น

3.ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับสภาคองเกรส

          เนื่องจากระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เป็นระบบแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน โดยให้อำนาจนิติบัญญัติเป็นของสภาคคองเกรส อำนาจบริหารเป็นของประธานาธิบดี และอำนาจ ตุลาการเป็นของศาล 

            การแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรส (State of the Union)

            ปกติประธานาธิบดีไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสภาคองเกรส  ซึ่งจะแตกต่างไปจากระบบรัฐสภาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีหน้าทีต้องเข้าร่วมประชุมรัฐสภา แต่ตามรัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา2 อนุมาตรา 3 ประธานาธิบดีจะทำหนังสือถึงสภาคองเกรส (Congress Information of the State Union) เพื่อเสนอแนะสภาคองเกรสเกี่ยวกับมาตรการที่ประธานาธิบดีเห็นว่าจำเป็นและเหมาะสมต่อการดำเนินนโยบายบริหารประเทศของประธานาธิบดี

          ก่อนยุคประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ประธานาธิบดีอเมริกาได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ด้วยการส่งการแถลงนโยบายเป็นรายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษณไปยังสภาคองเกรส  แต่ประธานธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ได้ใช้วิธีไปกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสในเดือนมกราคมของแต่ละปี ณ อาคารสภาคองเกรส โดยใช้ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะมีการประชุมของสองสภา

            ปัจจุบัน การกล่าวสุนทรพจน์ในการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส คือเป็นการสื่อสารระหว่างประธานาธิบดีกับประชาชนโดยตรงด้วย เพราะมีการถ่ายทอดสดทางสื่อต่าง ๆ ไปทั่วประเทศ

            นอกจากนี้ ประธานาธิบดี ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งใหม่ ๆ ก็จะได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสภาคองเกรสภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ไม่ถือเป็นการแถลงนโยบายประจำปี

          นอกจากนี้ประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรสมาแล้ว (รัฐธรรมนูญมาตรา 1 อนุมาตรา 7)

          เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว อยากให้ท่านผู้อ่านลองติดตามการเมืองท้องถิ่นของบ้านเรากรณี นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับสภาท้องถิ่นเป็นคนละฝ่ายกันว่ามีความยุ่งยากในการบริหารมากน้อยเพียงใด ฝ่ายบริหารเสนองบประมาณผ่านสภาได้ยากมากน้อยเพียงใด นับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจนำมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้

4.ประธานาธิบดีอเมริกากับเวทีการเมืองโลก

          ประธานาธิบดีอเมริกาในฐานะประมุขของประเทศเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งทูตและกงสุลของอเมริกาไปประจำประเทศต่าง ๆ  และแต่งตั้งรัฐมนตรี ด้วยความเห็นชอบของวุฒิสภา ประธานาธิบดีเป็นผู้ต้อนรับทูตจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกทีส่งไปประจำที่อเมริกา โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ

          นอกจากนี้ประธานาธิบดีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารของประเทศยังต้องเดินทางไปร่วมประชุมกับประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศอยู่โดยตลอด

            ยิ่งกว่านั้น ประธานาธิบดียังต้องลงนามในสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภา              คองเกรสแล้ว  รวมทั้งข้อตกลงต่าง ๆ  ของฝ่ายบริหารกับมิตรประเทศ

            เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก จึงทำให้บทบาทของประธานาธิบดีในเวทีการเมืองโลกโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยสภาคองเกรสไม่อาจมีบทบาทแข่งได้เหมือนเวทีการเมืองภายในประเทศที่สภาคองเกรสสามารถสร้างบทบาทให้โดดเด่นแข่งกับประธานาธิบดีได้

          ด้วยเหตุนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันจึงสามารถสร้างกระแสข่าวให้ผู้คนให้ความสนใจและติดตามอยู่ได้แทบทุกวัน

5.การแต่งตั้งบุคคลของประธานาธิบดีอเมริกา

          ประธานาธิบดีอเมริกาเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลภายใต้ความเห็นชอบของวุฒิสภา เช่น รัฐมนตรี ทูต ผู้พิพากษาศาลสูง และผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง  

            นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอเมริกายังเป็นผู้แต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐให้ดำรงตำแหนงเป็นเวลา14 ปี ผู้อำนวยการองค์การสืบหน่วยราชการลับหรือซีไอเอ ผู้อำนวยการองค์การอวกาศนาซา (NASA’s administrator)

          อำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประธานาธิบดีอเมริกา ถือเป็นอำนาจสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนองตอบนโยบายในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีให้บรรลุเป้าหมาย หากประธานาธิบดีไม่อาจแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ การขับเคลื่อนนโยบาบาย แผนงาน และโครงการที่สำคัญต่าง ๆ ของประธานาธิบดี ก็จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก

6.การให้อภัยโทษของประธานาธิบดีอเมริกา (Executive clemency)

          ตามรัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา 2 อนุมาตรา 2 ให้อำนาจประธานาธิบดีอเมริกาในการให้อภัยโทษหรือลดหย่อนโทษแก่การกระทำผิดต่อสหรัฐอเมริกา ยกเว้นกรณีการถูกขับออกจากตำแหน่ง (impeachment)

          อำนาจในการให้อภัยของประธานาธิบดีอเมริกามีอยู่ 2 อย่าง คือ การให้อภัยโทษ (pardon) หมายถึง การยกโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดทางอาชญากรรม  และการลดโทษ (commutation) โดยผู้ต้องการให้ประธานาธิบดีให้อภัยโทษ หรือลดโทษ ต้องทำเรื่องฎีกา (formal petition) ไปยังประธานาธิบดี และประธานาธิบดีจะส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการ (Pardon Attorney) กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้พิจารณาเสนอ

            อำนาจในการให้อภัยโทษของประธานาธิบดีอเมริกา จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะการกระทำความผิดทางอาญาตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง ส่วนการอภัยโทษทางอาญาตามกฎหมายมลรัฐ เป็นอำนาจของผู้ว่าการมลรัฐแต่ละมลรัฐ  การใช้อำนาจนี้ ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการของประธานาธิบดี

          อำนาจในการให้อภัยโทษของประธานาธิบดี เป็นอำนาจของผู้เป็นประมุขของประเทศ ที่จำเป็นต้องมีเพื่อแสดงถึงความเมตตากรุณาต่อผู้กระทำผิดให้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจประมุขของหลายประเทศก็มีเช่นเดียวกัน

7.สรุป

            ประธานาธิบดีอเมริกาในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและประมุขของประเทศ มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในด้านการทหารที่ประธานาธิบดีอเมริกามีอำนาจสั่งเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารอเมริกาไปยังพื้นที่ส่วนใดของโลกที่อยู่นอกประเทศอเมริก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการประกาศสงคราม แต่ก็ต้องรายงานให้สภาคองเกรสทราบภายใน 60 วัน

            นอกจากนี้ประธานาธิบดีอเมริกายังมีบทบาทในเวทีการเมืองของโลกในฐานะผู้นำประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

            ประธานาธิบดีอเมริกามีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกลาง รวมทั้งผู้พิพากษา ภายใต้ความเห็นชอบของวุฒิสภา

คุยกับคุณอมรินทร์หน่อย

คุณอมรินทร์คิดว่า บทบาทอำนาจหน้าที่ของประธานธิบดีอเมริกามีประเด็นใด น่าสนใจเป็นพิเศษไหมผมชวนคุยอย่างเรียบง่าย

            “ ในความคิดเห็นของผม คิดว่า บทบาทอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีอเมริกาในด้านการทหารนี่แหละน่าสนใจที่สุด เพราะการที่รัฐธรรมนูญอเมริกาให้อำนาจประธานาธิบดีคลื่อนย้ายกองกำลังทหารไป ณ แห่งใด ในโลกก็ได้ ที่อยู่นอกประเทศอเมริกา ทำให้อเมริกาสามารถแสดงแสนยานุภาพทางทหารให้ชาวโลกเห็นได้เป็นระยะ ๆ  อย่างที่พวกเราทราบกัน ”

            “ อเมริกาจะทำเช่นนั้นได้ แสดงว่า เขาต้องมีกองกำลังทหารตั้งอยู่ทั่วโลก และคงต้องใช้งบประมาณทางด้านการทหารมากใช่ไหม ” ผมลองถามแหย่ดู

            “ แน่นอน การจะเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ จะต้องมีกองกำลังทหารที่เข้มแข็ง เศรษฐกิจก็ต้องดีด้วย ” คุณอมรินทร์ตอบอย่างหนักแน่น

            “ แต่ทุกวันนี้ เศรษฐกิจของอเมริกา ไม่ค่อยจะดีมิใช่หรือ ” ผมแสดงความเห็นแย้งบ้าง

            “ ก็จริงอยู่ เศรษฐกิจของประเทศ ย่อมมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง แต่ถ้าอยู่ในช่วงขาลงก็อาจจะอ่อนแอหน่อย ” คุณอมรินทร์ตอบแบบยอมรับความจริง

   “ปัจจัยชี้ขาดความเป็นมหาอำนาจของโลก อาจจะมีอยู่หลายประการ แต่การมีกำลังทหารที่เข้มแข็งและมีเศรษฐกิจดี นับเป็นสองปัจจัยสำคัญที่สุด”