บทความประจำปักษ์หลังของเดือนพฤษภาคม 2563
ประธานาธิบดีของอเมริกาไม่เพียงแต่เป็นผู้นำของประเทศอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำโลกด้วย เพราะอำนาจหน้าที่และบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกาย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลก ดังนั้นในตอนที่ 21 นี้จะได้กล่าวถึง ปัจจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของประธานาธิบดีอเมริกา ได้แก่ ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา สถานการณ์ทางการเมือง ช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ลักษณะปัญหา ความสัมพันธ์กับสภาคองเกรส และการสนับสนุนจากประชาชน
ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อภาวะผู้นำของประธานาธิบดีอเมริกา
1. ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา
ท่านผู้อ่านควรจะทราบเสียก่อนว่า ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เป็นระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (Checks and Balances) ระหว่าง สภาคองเกรส ประธานาธิบดี และศาลสูง บางสถานการณ์บทบาทของประธานาธิบดีจะโดดเด่นกว่า สภา คองเกรส และศาลสูง แต่ในบางสถานการณ์ บทบาทของสภาคอเกรสหรือศาลสูงก็อาจจะโดดเด่นกว่าประธานาธิบดี
ส่วนระบบรัฐสภาของยุโรปที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศร่วมกัน และการที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่รัฐสภาฝ่ายเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่ง จึงทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นเสมือนหนึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติด้วย เพราะระบบรัฐสภาเป็นระบบรวมอำนาจ
แต่ประธานาธิบดีอเมริกาเป็นผู้บริหารประเทศคนเดียว (Sole Chief Executive) และเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง (The Nation’s Top Elected Leader) และประธานาธิบดีอเมริกามิใช่ผู้นำหรือหัวน้าของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ ดังนั้น หากพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ไม่ใช่พรรคการเมืองเดียวกันกับพรรคที่ประธานาธิบดีสังกัดอยู่ ก็จะมีผลต่อภาวะผู้นำของประธานาธิบดีโดยตรง เพราะประธานาธิบดีอเมริกาจะไม่สามารถผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายอันเป็นนโยบายสำคัญในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีไปได้โดยง่าย
2.สถานการณ์ทางการเมือง
สถานการณ์ของบ้านเมืองในแต่ละช่วง มีผลต่อการกำหนดบทบาทภาวะผู้นำของประธานิบดีอเมริกา หากสถานการณ์เอื้ออำนวยจะทำให้ประธานาธิบดีสามารถใช้ภาวะผู้นำแสดงบทบาทเป็นผู้นำประเทศได้อย่างเต็มที โดยมีสภาคองเกรสเป็นผู้สนับสนุนผ่านร่างกฎหมายต่าง ๆ ให้ เช่น
ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ท่านเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 32 ได้ดำรงตำแหน่งต่อเนืองกันถึงสี่สมัย ระหว่างปี ค.ศ.1933-1944 ในช่วงทีท่านดำรงตำแหน่งได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดของอเมริกา (Great Depression) ซึ่งท่านได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำดังกล่าว เรียกชื่อว่า สัญญาใหม่ (New Deal) โดยสภาคองเกรสได้ให้การสนับสนุนด้วยการผ่านร่างกฎหมายต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาตามข้อเสนอของท่าน ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของอเมริกาดังกล่าวได้ประสบผลสำเร็จด้วยดี

ในช่วงของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 และ 4 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงไม่กี่เดือน
ด้วยผลงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเลวร้ายที่สุดของอเมริกาและด้วยบทบาทผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษต่อจากประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน และประธานาธิบดี อับรามฮัม ลินคอห์น
(Wikipedia, Franklin D. Roosevelt, 7 May 2020)
ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ท่านเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 40 ดำรงตำแหน่ง 2 สมัยติดต่อกันระหว่างปี ค.ศ.1981-1989 ในยุคสมัยของท่านได้ชื่อว่า เป็นยุคที่ความคิดด้านอนุรักษ์นิยมกลับมาเฟื่องฟูเต็มที่ และเป็นช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียตกำลังอยู่ในอยู่ในยุคเสื่อม และได้สิ้นสุดลงหลังจากท่านได้ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระ เป็นอันหมดยุคสงครามเย็นระหว่างฝ่ายโลกเสรีกับโลกคอมมัวนิสต์
ก่อนหน้านี้ เป็นยุคของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ซึ่งเป็นยุคของความสิ้นหวังของคนอเมริกัน เมื่อเรแกนได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้มีการริเริ่มแผนและโครงการใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองหลายโครงการ ด้วยการลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดกฎเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ และลดรายจ่ายของรัฐบาล
หลังจากดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว สามารถลดเงินเฟ้อจากร้อยละ 12.5 เหลือเพียงร้อยละ 4.4 และสามารถทำให้ขนาดจีดีพีโตเฉลี่ยปีละ 3.4 ด้วยเหตุนี้ เมื่อพ้นวาระเมื่อปี ค.ศ.1989 ท่านได้รับความนิยมสูงถึงร้อยละ 68 พอ ๆกับประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ เป็นรองแค่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน
(Wikipedia, Ronald Reagan, 6th May 2020)
3.ช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (The Stage of the President’s Term
กล่าวโดยทั่วไปในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา ประธานาธิบดีมักจะมีผลงานใหม่ ๆ ออกมามากกว่าปีหลัง ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาของการฮันนีมูน (honeymoon period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีผู้ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ยังได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากสภาคองเกรส สื่อ และประชาชนเป็นอย่างดี
ช่วงระยะเวลาดำรงตำแหน่งใหม่ ๆ ของประธานาธิบดีอเมริกา เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง อย่างเช่นกรณีประธานาธิบดี จอห์น เอ็ฟ.เคนเนดี ประสบความล้มเหลวในการโจมตีคิวบาที่อ่าวพิกส์ (Bay of Pigs) ในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่ง
(Thomas E. Patterson, p.368)
4.ลักษณะของปัญหา
บทบาทของประธานาธิบดีอเมริกาแบ่งออกกว้าง ๆ ได้ 2 ลักษณะ คือ บทบาทของประธานาธิบดีในเวทีภายในประเทศ และบทบาทในเวทีต่างประเทศ
หากเป็นบทบาทของเวทีการเมืองภายในประเทศ (domestic) สภาคองเกรสมักจะมีบทบาทเด่นมากกว่าประธานาธิบดี แต่ถ้าเป็นบทบาทในเวทีต่างประเทศ ประธานาธิบดีมักจะมีบทบาทเด่นกว่าสภาคองเกรส ทั้งนี้เพราะประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศและเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ในฐานะประมุขของประเทศ ประธานาธิบดีเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นผู้แต่งตั้งทูต นอกจากนี้ยังสามารถทำข้อตกลงของฝ่ายบริหารที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น ข้อตกลงทางด้านวัฒนธรรม ข้อตกลงทางทหาร ในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีข้อตกลงของฝ่ายบริหาร (executive agreements) มากกว่า 17,000 ฉบับ คิดเป็นจำนวนมากกว่า 15 เท่าของสนธิสัญญา (treaties) ที่ประธานาธิบดีต้องขออนุมัติสภาคองเกรสก่อน
ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประธานาธิบดี สามารถสั่งเคลื่อนย้ายกำลังทหารไปก่อนแล้วค่อยแจ้งให้สภาคองเกรสทราบในภายหลัง
5.ความสัมพันธ์กับสภาคองเกรส (Relations with Congress)
ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ โดยสภาคองเกรสเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนประธานาธิบดีเป็นฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิเข้านั่งในที่ประชุมสภาคองเกรส ดังนั้น การผลักดันให้มีการออกกฎหมาย ประธานาธิบดีจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกสภาคองเกรสทั้งสองสภา
หากฝ่ายเสียงข้างมากในสภาครองเกสเป็นพรรคเดียวกันกับพรรคที่ประธานาธิบดีสังกัดอยู่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งมีฝ่ายเสียงข้างมากอยู่คนละพรรคกับประธานาธิบดี การฝ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับก็ลำบาก และถ้าฝ่ายเสียงข้างมากทั้งสองสภาอยู่คนละพรรคกับประธานาธิบดี การจะผลักดันให้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบของสภา คองเกรสก็ยิ่งยากใหญ่
6.การสนับสนุนจากประชาชน (Public Support)
หากนโบยายใด ๆ ของประธานาธิบดี ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วยดี นโยบายนั้น ก็จะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรสด้วย การตรวจสอบว่า นโยบายใดของประธานาธิบดีได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากน้อยเพียงใด ดูได้จาการทำโพลต่าง ๆ
ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบว่า การทำโพลต่าง ๆ ในอเมริกานั้น มีการทำกันเป็นระยะ ๆ และมีความน่าเชื่อสูง สามารถวัดกระแสความนิยมต่อนโยบาย แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีได้เป็นอย่างดี
7. สรุป
แม้ตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาจะเป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน แต่การแสดงบทบาทในฐานะผู้นำประเทศและผู้นำโลกของประธานาธิบดีแต่ละท่านย่อมแตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม บางท่านก็แสดงบทบาทได้เข้มแข็งสมศักดิ์ศรีผู้นำประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่บางท่านกลับแสดงบทบาทที่ดูไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นอกจากอุปนิสัยและบุคลิกลักษณะส่วนตัวของประธานาธิบดีแต่ละคนจะแตกต่างกันแล้ว ปัจจัยแวดล้อมนับว่ามีส่วนสำคัญยิ่งต่อการแสดงบทบาทตามอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดี ได้แก่ ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา สถานการณ์ทางการเมือง ช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ลักษณะปัญหา ความสัมพันธ์กับสภาคองเกรส และการสนับสนุนจากประชาชน
คุยกับคุณอมรินทร์
“คุณอมรินทร์คิดว่า มีปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่มีผลต่อการกำหนดบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกามากที่สุด ” ผมชวนคณอมรินทร์คุยเบา ๆ
“ในมุมมองของผม คิดว่า สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการแสดงบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกาว่า สมควรจะแสดงบทบาทอะไร ไปในทิศทางใด และอย่างไร ” คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ เหมือนอยากจะให้ผมถามต่อ
“ ถ้าเช่นนั้น พอจะมีตัวอย่างประกอบไหม ” ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์ขยายความ “ อย่างกรณี แฟรงคลิน ดี.รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ประธานาธิบดีคนที่ 32 ซึ่งเป็นประธานิบดีติดต่อกันถึงสี่สมัย และได้เข้าดำรงตำแหน่งในช่วงเศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ (Great Depression) และเป็นช่วงเวลาของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้แสดงบทบาทผู้นำประเทศในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจนสำเร็จ และในขณะเดียวกันก็ตัดสินใจร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าร่วมบในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนประสบชัยชนะ
หลังจากนั้น เศรษฐกิจของอเมริกาก็เฟืองฟูต่อเนื่องกันมายาวนาน ” คุณอมรินทร์อธิบายอย่างแจ่มแจ้ง ราวกับว่ากลัวผมจะไม่เข้าใจ
“ก็ชัดเจนดี ต้องขอขอบคุณอมรินทร์มาก ค่อยพบกันใหม่ในคราวต่อไป ต้นเดือนมิถุนายนนะ ” ผมสรุปสั้น ๆ
” แม้ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อภาวะผู้นำของประธานาะิบดีอเมริกามีอยู่หลายประการ แต่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะที่ประะานาธิบดีแต่ละท่านดำรงตำแหน่ง น่าจะมีผลต่อการแสดงบทบาทของภาวะผู้นำของประธานาธิบดีได้มากที่สุด สมดังคำกล่าว่าที่ว่า สงครามสร้างวีรบุรุษ ”
















