21.อำนาจหน้าที่และบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกา (1) ปัจจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำ

บทความประจำปักษ์หลังของเดือนพฤษภาคม 2563

ประธานาธิบดีของอเมริกาไม่เพียงแต่เป็นผู้นำของประเทศอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำโลกด้วย เพราะอำนาจหน้าที่และบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกาย่อมส่งผลกระทบไปทั่วโลก ดังนั้นในตอนที่ 21 นี้จะได้กล่าวถึง ปัจจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของประธานาธิบดีอเมริกา  ได้แก่ ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา สถานการณ์ทางการเมือง ช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ลักษณะปัญหา ความสัมพันธ์กับสภาคองเกรส และการสนับสนุนจากประชาชน

ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อภาวะผู้นำของประธานาธิบดีอเมริกา

1. ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา

          ท่านผู้อ่านควรจะทราบเสียก่อนว่า ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เป็นระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (Checks and Balances) ระหว่าง สภาคองเกรส ประธานาธิบดี และศาลสูง บางสถานการณ์บทบาทของประธานาธิบดีจะโดดเด่นกว่า สภา คองเกรส และศาลสูง แต่ในบางสถานการณ์ บทบาทของสภาคอเกรสหรือศาลสูงก็อาจจะโดดเด่นกว่าประธานาธิบดี

ส่วนระบบรัฐสภาของยุโรปที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศร่วมกัน และการที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่รัฐสภาฝ่ายเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่ง จึงทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นเสมือนหนึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติด้วย เพราะระบบรัฐสภาเป็นระบบรวมอำนาจ

  แต่ประธานาธิบดีอเมริกาเป็นผู้บริหารประเทศคนเดียว (Sole Chief Executive) และเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง (The Nation’s Top Elected Leader) และประธานาธิบดีอเมริกามิใช่ผู้นำหรือหัวน้าของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ ดังนั้น หากพรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ไม่ใช่พรรคการเมืองเดียวกันกับพรรคที่ประธานาธิบดีสังกัดอยู่ ก็จะมีผลต่อภาวะผู้นำของประธานาธิบดีโดยตรง เพราะประธานาธิบดีอเมริกาจะไม่สามารถผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายอันเป็นนโยบายสำคัญในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีไปได้โดยง่าย

2.สถานการณ์ทางการเมือง  

          สถานการณ์ของบ้านเมืองในแต่ละช่วง มีผลต่อการกำหนดบทบาทภาวะผู้นำของประธานิบดีอเมริกา หากสถานการณ์เอื้ออำนวยจะทำให้ประธานาธิบดีสามารถใช้ภาวะผู้นำแสดงบทบาทเป็นผู้นำประเทศได้อย่างเต็มที  โดยมีสภาคองเกรสเป็นผู้สนับสนุนผ่านร่างกฎหมายต่าง ๆ ให้   เช่น

            ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์  (Franklin D. Roosevelt) ท่านเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 32 ได้ดำรงตำแหน่งต่อเนืองกันถึงสี่สมัย ระหว่างปี ค.ศ.1933-1944 ในช่วงทีท่านดำรงตำแหน่งได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดของอเมริกา (Great Depression) ซึ่งท่านได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำดังกล่าว เรียกชื่อว่า สัญญาใหม่ (New Deal) โดยสภาคองเกรสได้ให้การสนับสนุนด้วยการผ่านร่างกฎหมายต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาตามข้อเสนอของท่าน ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของอเมริกาดังกล่าวได้ประสบผลสำเร็จด้วยดี

FDR 1944 Color Portrait.jpg
แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ประธานาธิบดีคนที่ 32 ของอเมริกา (Wikipedia, Franklin D. Roosevelt, 15th May 2020)

            ในช่วงของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 และ 4 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงไม่กี่เดือน

            ด้วยผลงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเลวร้ายที่สุดของอเมริกาและด้วยบทบาทผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษต่อจากประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน โทมัส เจฟเฟอร์สัน และประธานาธิบดี อับรามฮัม ลินคอห์น

(Wikipedia, Franklin D. Roosevelt, 7 May 2020)

            ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ท่านเป็นประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 40 ดำรงตำแหน่ง 2 สมัยติดต่อกันระหว่างปี ค.ศ.1981-1989 ในยุคสมัยของท่านได้ชื่อว่า เป็นยุคที่ความคิดด้านอนุรักษ์นิยมกลับมาเฟื่องฟูเต็มที่ และเป็นช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียตกำลังอยู่ในอยู่ในยุคเสื่อม  และได้สิ้นสุดลงหลังจากท่านได้ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระ เป็นอันหมดยุคสงครามเย็นระหว่างฝ่ายโลกเสรีกับโลกคอมมัวนิสต์

            ก่อนหน้านี้ เป็นยุคของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์  ซึ่งเป็นยุคของความสิ้นหวังของคนอเมริกัน เมื่อเรแกนได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้มีการริเริ่มแผนและโครงการใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองหลายโครงการ ด้วยการลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดกฎเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ และลดรายจ่ายของรัฐบาล

            หลังจากดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว สามารถลดเงินเฟ้อจากร้อยละ 12.5 เหลือเพียงร้อยละ 4.4 และสามารถทำให้ขนาดจีดีพีโตเฉลี่ยปีละ  3.4  ด้วยเหตุนี้ เมื่อพ้นวาระเมื่อปี ค.ศ.1989 ท่านได้รับความนิยมสูงถึงร้อยละ 68 พอ ๆกับประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ เป็นรองแค่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน

(Wikipedia, Ronald Reagan, 6th May 2020)

3.ช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (The Stage of the President’s Term

          กล่าวโดยทั่วไปในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา ประธานาธิบดีมักจะมีผลงานใหม่ ๆ ออกมามากกว่าปีหลัง ๆ  โดยเฉพาะช่วงเวลาของการฮันนีมูน (honeymoon period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีผู้ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ยังได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากสภาคองเกรส สื่อ และประชาชนเป็นอย่างดี

            ช่วงระยะเวลาดำรงตำแหน่งใหม่ ๆ ของประธานาธิบดีอเมริกา เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง อย่างเช่นกรณีประธานาธิบดี จอห์น เอ็ฟ.เคนเนดี ประสบความล้มเหลวในการโจมตีคิวบาที่อ่าวพิกส์ (Bay of Pigs) ในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่ง

(Thomas E. Patterson, p.368)

4.ลักษณะของปัญหา

          บทบาทของประธานาธิบดีอเมริกาแบ่งออกกว้าง ๆ ได้ 2 ลักษณะ คือ บทบาทของประธานาธิบดีในเวทีภายในประเทศ และบทบาทในเวทีต่างประเทศ

            หากเป็นบทบาทของเวทีการเมืองภายในประเทศ (domestic) สภาคองเกรสมักจะมีบทบาทเด่นมากกว่าประธานาธิบดี แต่ถ้าเป็นบทบาทในเวทีต่างประเทศ ประธานาธิบดีมักจะมีบทบาทเด่นกว่าสภาคองเกรส ทั้งนี้เพราะประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศและเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

            ในฐานะประมุขของประเทศ ประธานาธิบดีเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นผู้แต่งตั้งทูต นอกจากนี้ยังสามารถทำข้อตกลงของฝ่ายบริหารที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น ข้อตกลงทางด้านวัฒนธรรม ข้อตกลงทางทหาร ในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีข้อตกลงของฝ่ายบริหาร (executive agreements) มากกว่า 17,000 ฉบับ คิดเป็นจำนวนมากกว่า 15 เท่าของสนธิสัญญา (treaties) ที่ประธานาธิบดีต้องขออนุมัติสภาคองเกรสก่อน

            ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประธานาธิบดี สามารถสั่งเคลื่อนย้ายกำลังทหารไปก่อนแล้วค่อยแจ้งให้สภาคองเกรสทราบในภายหลัง

5.ความสัมพันธ์กับสภาคองเกรส (Relations with Congress)

          ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ โดยสภาคองเกรสเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนประธานาธิบดีเป็นฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิเข้านั่งในที่ประชุมสภาคองเกรส ดังนั้น การผลักดันให้มีการออกกฎหมาย ประธานาธิบดีจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกสภาคองเกรสทั้งสองสภา

            หากฝ่ายเสียงข้างมากในสภาครองเกสเป็นพรรคเดียวกันกับพรรคที่ประธานาธิบดีสังกัดอยู่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งมีฝ่ายเสียงข้างมากอยู่คนละพรรคกับประธานาธิบดี การฝ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับก็ลำบาก และถ้าฝ่ายเสียงข้างมากทั้งสองสภาอยู่คนละพรรคกับประธานาธิบดี การจะผลักดันให้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบของสภา คองเกรสก็ยิ่งยากใหญ่

6.การสนับสนุนจากประชาชน (Public Support)

          หากนโบยายใด ๆ ของประธานาธิบดี ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วยดี นโยบายนั้น ก็จะได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรสด้วย การตรวจสอบว่า นโยบายใดของประธานาธิบดีได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากน้อยเพียงใด ดูได้จาการทำโพลต่าง ๆ

ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบว่า การทำโพลต่าง ๆ ในอเมริกานั้น มีการทำกันเป็นระยะ ๆ และมีความน่าเชื่อสูง สามารถวัดกระแสความนิยมต่อนโยบาย แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีได้เป็นอย่างดี

7. สรุป

          แม้ตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาจะเป็นตำแหน่งที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน แต่การแสดงบทบาทในฐานะผู้นำประเทศและผู้นำโลกของประธานาธิบดีแต่ละท่านย่อมแตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม บางท่านก็แสดงบทบาทได้เข้มแข็งสมศักดิ์ศรีผู้นำประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่บางท่านกลับแสดงบทบาทที่ดูไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร

            สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นอกจากอุปนิสัยและบุคลิกลักษณะส่วนตัวของประธานาธิบดีแต่ละคนจะแตกต่างกันแล้ว ปัจจัยแวดล้อมนับว่ามีส่วนสำคัญยิ่งต่อการแสดงบทบาทตามอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดี ได้แก่ ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา สถานการณ์ทางการเมือง ช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ลักษณะปัญหา ความสัมพันธ์กับสภาคองเกรส และการสนับสนุนจากประชาชน

คุยกับคุณอมรินทร์

                “คุณอมรินทร์คิดว่า มีปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่มีผลต่อการกำหนดบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกามากที่สุด ” ผมชวนคณอมรินทร์คุยเบา ๆ

                “ในมุมมองของผม คิดว่า สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการแสดงบทบาทของประธานาธิบดีอเมริกาว่า สมควรจะแสดงบทบาทอะไร ไปในทิศทางใด และอย่างไร ” คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ เหมือนอยากจะให้ผมถามต่อ

            “ ถ้าเช่นนั้น พอจะมีตัวอย่างประกอบไหม ” ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์ขยายความ             “ อย่างกรณี  แฟรงคลิน ดี.รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ประธานาธิบดีคนที่ 32 ซึ่งเป็นประธานิบดีติดต่อกันถึงสี่สมัย และได้เข้าดำรงตำแหน่งในช่วงเศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ (Great Depression) และเป็นช่วงเวลาของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้แสดงบทบาทผู้นำประเทศในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจนสำเร็จ และในขณะเดียวกันก็ตัดสินใจร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าร่วมบในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนประสบชัยชนะ

            หลังจากนั้น เศรษฐกิจของอเมริกาก็เฟืองฟูต่อเนื่องกันมายาวนาน ” คุณอมรินทร์อธิบายอย่างแจ่มแจ้ง ราวกับว่ากลัวผมจะไม่เข้าใจ

            “ก็ชัดเจนดี ต้องขอขอบคุณอมรินทร์มาก ค่อยพบกันใหม่ในคราวต่อไป ต้นเดือนมิถุนายนนะ ” ผมสรุปสั้น ๆ

               

” แม้ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อภาวะผู้นำของประธานาะิบดีอเมริกามีอยู่หลายประการ แต่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะที่ประะานาธิบดีแต่ละท่านดำรงตำแหน่ง น่าจะมีผลต่อการแสดงบทบาทของภาวะผู้นำของประธานาธิบดีได้มากที่สุด สมดังคำกล่าว่าที่ว่า สงครามสร้างวีรบุรุษ ”

20.ภูมิหลังของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา

ประจำปักษ์แรกของเดือนพฤษภาคม 2563

คำว่า ภูมิหลังของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาจำนวน 45 คน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีปคนแรก คือ จอร์จ วอชิงตัน จนกระทั่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน  โดนัลด์ ทรัมป์  ก่อนที่จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ว่า เคยประกอบอาชีพอะไรมาบ้าง และมาจากมลรัฐใด

(วิเคราะห์ข้อมูลจากWikipedia, List of presidents of the United States by previous experiences, 1st May,2020)

ภูมิหลังของประธานาธิบดีของอเมริกา

1.อาชีพเดิมก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

อาชีพก่อนจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีอเมริกา

          1.1ประธานาธิบดีอเมริกา 26 คน เคยประกอบอาชีพนักกฎหมายมาก่อน   

          1.2 ประธานาธิบดีอเมริกา 22 คน เคยรับราชการทหารมาก่อน

          1.3 ประธานาธิบดีอเมริกา 4 คน เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน

2.ตำแหน่งทางการเมืองทีเคยดำรงมาก่อนขึ้นเป็นประธานาธิบด

          2.1 เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน 18 คน

          2.2 เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐมาก่อน 17 คน

          2.3 เคยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกมาก่อน 16 คน

          2.4 เคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมาก่อน 14 คน

          2.5 มีอยู่ 8 คนที่มิได้ดำรงตำแหน่งอะไรก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

          2.6 เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 8 คน โดยเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Secretary of State) จำนวน 6 คน

          2.7 เคยเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย 4 คน

          2.8 ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งมาก่อน 5 คน

          2.9 ไม่เคยผ่านการดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ มาก่อน 1 คน คือ โดนัลด์ ทรัมป์

3.มลรัฐที่เคยมีผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา

          3.1 มลรัฐนิวยอร์ค มี 8 คน คือ

                   มาร์ติน แวน บุเรน (Martin Van Buren) ลำดับที่ 8

                   มิลลาร์ด ฟิลมอร์ (Millard Fillmore) ลำดับที่ 13                                          เชสเตอร์ เอ. อาร์เธอร์ (Chester A. Arthur) ลำดับที่ 21

                   โกรฟเวอร์ คลีฟแลนด์ (Grover Cleveland) ลำดับที่ 22

                   โกรฟเวอร์ (Grover Cleveland) ลำดับที่ 24

                   ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt) ลำดับที่ 26

                   แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ลำดับที่ 32

                   โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ลำดับที่ 45

          3.2 มลรัฐโอไฮโอ มี 6 คน

                   วิลเลียม เฮนรี แฮริสัน (William Henry Harrison) ลำดับที่ 9

                   รูเธอร์ฟอร์ด บี. เฮย์ (Rutherford B. Hayes) ลำดับที่19

                   เจมส์ การ์ฟีลด์ (James Garfield) ลำดับที่ 20

                   วีลเลียม แม็คคินเลย์ (William McKinley) ลำดับที่ 25

                   วิลเลียม โฮวาร์ด ทัฟต์(William Howard Tuft) ลำดับที่ 27

                   วอร์เรน จี. ฮาร์ดิง (Warren G. Harding) ลำดับที่ 29

3.3 มลรัฐเวอร์จิเนีย มี 5 คน คือ

                   จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ลำดับที่ 1

                   โทมัส เจฟเฟอร์สัน(Thomas Jefferson) ลำดับที่ 3

                   เจมส์ เมดิสัน (James Madison) ลำดับที่ 4

                   เจมส์ มอนโร (James Monroe) ลำดับที่ 5

                   จอห์น ไทเลอร์ (John Tyler) ลำดับที่ 10

          3.4 แมสซาจูเซตส์ มี  4 คน

                   จอห์น อดัมส์ (John Adams) ลำดับที่ 2

                   จอห์น ควินซี อดัมส์ (John Quincy Adams) ลำดับที่ 6

                   แคลวิน คูลิดจ์ (Calvin Coolidge) ลำดับที่ 33

                   จอห์น เอ็ฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ลำดับที่ 35

          3.5 มลรัฐอิลลินอยส์ 3 คน

                   อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ลำดับที่ 16

                   ยูลิซีส เอส. แกรนต์ (Ulysses S. Grant) ลำดับที่ 18

                   บารัค โอบามา (Barack Obama) ลำดับที่ 44            

          3.6 มลรัฐเท็กซัส มี 3 คน

                   ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) ลำดับที่ 36

                   จอร์จ ดับเบิลยู. เฮ็ช. บุช (George W.H. Bush) ลำดับที่ 41

                   จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ลำดับที่ 43

          3.7 มลรัฐเทนเนสซี มี 3 คน

                   แอนดรูว์ แจ็คสัน (Andrew Jackson) ลำดับที่ 7

                   เจมส์ เค. โพลค์ (James K. Polk) ลำดับที่ 11

                   แอนดรูว์ จอห์นสัน (Andrew Johnson)ลำดับที่ 17

         3.8 มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มี 3 คน

                   เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ลำดับที่ 31

                   ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ลำดับที่ 37

                   โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ลำดับที่ 40

          3.9 มลรัฐละ 1 คน จำนวน 10 มลรัฐ

                   3.9.1 มลรัฐเคนตักกี

                   ซาชารี เทเลอร์ ( Zachary Taylor) ลำดับที่ 12

                   3.9.2 มลรัฐนิวแฮมเชียร์

                   แฟรงคลิน เพียซ (Franklin Pierce) ลำดับที่ 14

                          3.9.3 มลรัฐเพนซิลเวเนีย

              เจมส์ บูชาแนน(James Buchanan) ลำดับที่15

                   3.9.4 มลรัฐอินเดียนา

                   เบนจามิน แฮริสัน (Benjamin Harrison) ลำดับที่ 23

                   3.9.5 มลรัฐนิวเจอร์ซี

                   วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ลำดับที่ 28

                   3.9.6 มลรัฐมิสซูรี

                   แฮรี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ลำดับที่ 33

                   3.9.7 มลรัฐแคนซัส

                   ดไวท์ ดี.ไอเซนฮาว (Dwight D. Eisenhower) ลำดับที่ 34

                   3.9.8 มลรัฐมิชิแกน

                   เจรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) ลำดับที่ 38

                   3.9.9 มลรัฐจอร์เจีย

                   จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ลำดับที่ 39

                   3.9.10 มลรัฐอาร์คันซอ

                   บิล คลินตัน (Bill Clinton) ลำดับที่ 42

4.ข้อสังเกต

            ท่านผู้อ่านคงจะพอสังเกตได้ว่า ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากมลรัฐใหญ่ ๆ มักจะมีโอกาสได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลรัฐนิวยอร์ค มีจำนวน 8 คน รวมทั้งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ โดนัลด์ ทรัมป์ รองลงมาคือมลรัฐโอไฮโฮ มี 6 คน มลรัฐเวอร์จิเนียมี 5 คน รวมทั้งประธานาธิบดีคนแรก คือ จอร์จ วอชิงตัน มลรัฐแมสซาจูเซตส์มีอยู่ 4 คน รวมทั้ง จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีผู้มีชื่อเสียง คนที่ 35

          มลรัฐอิลลินอยส์ มีอยู่ 3 คน  รวมทั้งประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ที่ทั่วโลกยกย่องให้เป็นมหาบุรุษ มลรัฐเทกซัส มีฮยู่ 3 คน ซึ่งเป็นพ่อและลูก 2 คน คือ ประธานาธิบดีบุชผู้พ่อ เป็นประธานาธิบดีลำดับที่ 41 และบุชผู้เป็นลูก เป็นประธานาธิบดีลำดับที่ 43

          มลรัฐเทนเนสซีมีอยู่ 3 คน เช่นเดียวกับมลรัฐคาลิฟอร์เนีย รวมทั้งประธานาธิบดีลำดับที่ 40 โรนัลด์ เรแกน ซึ่งเคยเป็นพระเอกภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมาก่อน

            ส่วนมลรัฐอื่น ๆ อีกจำนวน 10 มลรัฐ ที่มีผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้วมลรัฐละ 1 คน หลายมลรัฐเป็นเพียงมลรัฐเล็ก ๆ เมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรปี 2019 เช่น

            มลรัฐเคนตักคี    มีประชากร        จำนวน  4,454,189 คน

          (ประธานาธิบดีคนที่ 12 ซาชารี เทเลอร์)

          มลรัฐแคนซัส     มีประชากร         จำนวน 2.913.213 คน

            (ประธานาธิบดีคนที่ 34 ดไวท์ ไอเซนฮาว)

            มลรัฐอาร์คันซอ  มีประชากร        จำนวน  3,004,279  คน

            (ประธานาธิบดีคนที่ 42 บิล คลินตัน)

คุยกับคุณอมรินทร์เสียหน่อย

          “ คุณอมรินทร์ ตอนที่ 20 นี้อาจจะยาวสักหน่อย ถ้าอย่างนั้น เรามาสนทนากันในบางประเด็นดีไหม ผมชวนคุณอมรินทร์คุยอย่างง่าย ๆ

          “ ผมคิดว่า เรื่องภูมิหลังของบุคคลที่ได้ชื่อว่า เคยเป็นประธานาธิบดีอเมริกามาก่อน เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องอาชีพก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย รองลงมาคือการเคยรับราชการทหาร

          ผมขอมองในประเด็นอาชีพนักกฎหมายหรือทนายความ ในอเมริกา การเป็นทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะก่อนจะเรียนกฎหมาย ต้องจบปริญญาตรีอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อน ประกอบคนอเมริกัน นิยมนำคดีขึ้นสู่ศาล ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา ทั้งศาลของมลรัฐ และศาลของรัฐบาลกลาง ”       คุณอมรินทร์กล่าวนำทาง

          “ แล้วการเป็นนักกฎหมายมาก่อนนี้ ได้เปรียบอย่างไรในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์ขยายความ

          “ ผมคิดว่า ในบรรดาอาชีพอิสระในอเมริกา อาชีพนักกฎหมายหรือทนายความ เป็นอาชีพหนึ่งที่มีรายได้ดี  คนอเมริกันมีค่านิยมว่า หากตัวเองยังไม่พร้อมในด้านฐานะความเป็นอยู่ ก็ไม่ควรจะสมัครมาเล่นการเมืองรับใช้สังคมหรือประเทศ ดังนั้น อาชีพทนายความจึงได้เปรียบหลายอาชีพ คุณอมรินทร์ขยายความเพิ่มเติม

          “ นอกจากนี้มีเหตุผลอย่างอื่นไหม ผมขอให้คุณอมรินทร์ขยายความต่อ

          “ มีแน่นอน เพราะการเมืองในอเมริกาทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับมลรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับรัฐบาลกลาง จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านกฎหมายมาก ดังนั้น คนที่จบกฎหมายมาจึงได้เปรียบ ” คุณอมรินทร์ตอบตบท้าย

          ประธานาธิบดีอเมริกา ส่วนใหญ่มีภูมิหลังเป็นนักกฎหมายหรือทนายความมาก่อน รองลงไปคือผู้ที่เคยผ่านการับราชการทหาร ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่เคยดำรงตำแหน่งก่อนที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี คือ ผู้ว่าการมลรัฐ วุฒิสมาชิก และรองประธานาธิบดี รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

          มีเพียงประธานาธิบดีอเมริกาเพียงคนเดียวที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ มาก่อน คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โดยก้าวขึ้นมาจากอาชีพนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีของอเมริกา

19.ประธานาธิบดีอเมริกา (4) วันเลือกตั้งทั่วไป

เมื่อถึงวันเลือกตั้งทั่วไป ประชาชนจะเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง ทีมลรัฐต่าง ๆ ได้จัดไว้ เพื่อหย่อนบัตรเลือกตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ที่ว่างลง ได้แก่ ประธานาธิบดี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ว่าการมลรัฐ

            สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปี 2020 วันเลือกตังทั่วไป ตรงกับวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2020

          ในวันเลือกตั้งทั่วไป ประชาชนสามารถเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ว่าการมลรัฐ ได้โดยตรง แต่สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี ประชาชนไม่สามารถเลือกประธานาธิบดีได้โดยตรง ต้องเลือกคณะผู้เลือกประธานาธิบดีตั้งตามรายชื่อที่ได้แสดงไว้ว่า คณะผู้เลือกตั้งคณะใดจะไปออกเสียงเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีสังกัดพรรคใด เช่น

1.การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันเลือกตั้งทั่วไป คือ การเลือกคณะผู้เลือกตั้

            มลรัฐ ก มีคณะผู้เลือกตั้ง ได้ 5 คน ตามจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของมลรัฐ ก ในวันเลือกตั้งทั่วไป จะมีบัญชีรายชื่อคณะผู้เลือกตั้ง 2 บัญชี ๆ ละ 5 คน

            บัญชีแรก สัญญาว่าจะเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีพรรคดีโมแครต

            บัญชีที่สอง สัญญาว่า จะเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีพรรครีพับลิกัน

            หากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ชอบผู้สมัครประธานาธิบดีพรรคดีโมแครต ก็ต้องเลือกคณะเลือกตั้งบัญชีแรก

            แต่ถ้าชอบผู้สมัครประธานิบดีพรรครีพับลิกัน ก็ต้องเลือกคณะผู้เลือกตั้งบัญชีที่สอง

2.คะแนนนิยมจากประชาชน (Popular Vote)

          ในวันเลือกตั้งทั่วไป การที่ประชาชนได้เดินทางไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐ คะแนนที่ผู้สมัครประธานาธิบดีแต่ละคนได้รับจากการหย่อนบัตรลงคะแนนของประชาชน เรียกว่า คะแนนนิยมจากประชาชน (popular vote)  เช่น

            มลรัฐ ก จำนวนผู้สิทธิเลือกตั้งตามบัญชี มีจำนวน 50,000 คน มีจำนวนผู้เลือกตั้ง 5 คน

            ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง         จำนวน 30,000         คน

           สมมุติว่า ผู้สมัครอิสระไม่มี

                        -เลือกผู้สมัครประธานาธิบดี พรรคดีโมแครต        จำนวน 18,000 คน  คิดเป็นร้อยละ 60

                      -เลือกผู้สมัครประธานาธิบดี พรรครีพับลิกัน           จำนวน 12,000 คน คิดเป็นร้อยละ 40

            สรุปผลการออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันเลือกตั้งทั่วไป ดังนี้    

          ❶ ผู้สมัครประธานาธิบดี พรรคดีแครต ได้คะแนนสูงสุด     ได้รับคะแนนนิยมจากประประชานคิดเป็นร้อยละ 60  ทีมผู้เลือกตั้งทั้ง 5 คน ซึ่งเป็นผู้เลือกตั้งที่สัญญาว่า จะเลือกผู้สมัครพรรคดีโมแครต จะได้เป็นตัวแทนประชาชนมลรัฐ ก ไปหย่อนบัตรเลือกประธานาธิบดีในขั้นตอนต่อไป

            ❷ ผู้สมัครประธานาธิบดีพรรครรีพับลิกัน ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในมลรัฐ ก ร้อยละ 40  แต่ทีมผู้เลือกตั้งตามรายชื่อที่แสดงไว้บนกระดานในวันเลือกตั้งทั่วไปที่สัญญาว่าจะเลือกผู้สมัครพรรครีพับลิกัน    จะไม่มีผู้ใดได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว

            ดังนั้น ในวันที่คณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐ ก ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี จะไม่มีผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ได้รับคะแนนจากผู้เลือกตั้ง เพราะผู้เลือกตั้งทั้ง 5 คน มีพันธะสัญญาว่า จะต้องเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีพรรคดีโมแครต                        

            ผมอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน หวังว่า ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจดีแล้วนะเกี่ยวกับคะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อผู้สมัครประธานาธิบดีอเมริกา แต่ละคนในแต่ละมลรัฐ

            หลังจากนั้น เมื่อมีการรวมคะแนนนิยมของประชาชนจากทุกมลรัฐ รวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็จะเป็นภาพรวมทั้งประเทศ

            ปกติผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอเมริกา มักจะได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนมากกว่าคู่แขงขันเสมอ แต่มีบางครั้งผู้สมัครประธานาธิบดีได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากคณะผู้เลือกตั้ง และเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง แต่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนน้อยกว่าคู่แข่งขัน

            ดังนั้น ผมอยากตอกย้ำ ณ ตรงนี้ อีกทีว่า คะแนนนิยมจากประชาชน เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติเท่านั้น ไม่มีผลต่อการได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เพราะผู้อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงว่า จะเลือกใครเป็นประธานิบดีอเมริกา คือ คณะผู้เลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่แค่ 538 คนเท่านั้น

3.ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาในอดีตที่ผู้ชนะได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนน้อยกว่าผู้แพ้

          ในอดีตที่ผ่านมา มีผลการเลือกประธานาธิบดีบางครั้งที่ผู้ชนะได้เป็นประธานาธิบดี ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนน้อยกว่าผู้แพ้ เช่น

            3.1 การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี ค.ศ.2000

          ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน

50,456,002 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 47.9 ในขณะที่ผู้สมัครแข่งจากพรรคดีโมแครต คือ อัล กอร์ (Al Gore) ได้คะแนนนิยมจากประชาชน 50,999,897 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.4

          แต่คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง Electoral Vote ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู ได้รับคะแนน 271/538 ส่วน อัล กอร์ ได้รับคะแนน 266/538

          3.2 การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี ค.ศ.2016

          ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน

62,979,636 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 46.0 ในขณะที่ผู้สมัครแข่งจากพรรคดีโมแครต คือ ฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน 65,844,610 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.1

          แต่คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี โดนิลด์ ทรัมป์ ได้ 304/538 ส่วนฮิลารี คลินตัน ได้ 277/538

คุยกับคุณอมรินทร์สักหน่อย

                “คุณอมรินทร์ คิดว่า คะแนนนิยมจากประชาชน (popular vote) มีส่วนทำให้คนไทยงงไหม เวลามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา ” ผมถามแบบคิดสนุก

            “ในความเห็นของผมนะ น่าจะงงมาก เพราะปกติถ้าใครได้รับคะแนนจากประชาชนมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะ  แต่ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาไม่ได้ตัดสินด้วยคะแนนนิยมจากประชาชน ” คุณตอบแบบสงวนท่าทีอยู่

            “ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ขอความกระจ่างสักนิดได้ไหม ” ผมถามเพราะอยากทราบจริง ๆ

            “ ที่คนไทยงง ก็เพราะที่เราเข้าใจว่า เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกานั้น แท้ที่จริงเป็นการเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา จำนวนทั้งหมด 538 จากจำนวน 50 มลรัฐ รวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกแห่งหนึ่ง

            เวลาเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้งในแต่ละมลรัฐ ผู้สมัครคนใดได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า คณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐนั้นก็จะเป็นคณะที่สัญญาว่าจะเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีคนนั้น ” คุณอมรินทร์อธิบายยังไม่สุด

            “ ผมขอความชัดเจนอีกหน่อยได้ไหม ” ผมรบเร้าคุณอมรินทร์ให้ขยายความต่ออีกเล็กน้อย

            “ ก็คะแนนนิยมของผู้สมัครที่ได้มาจากการเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้งในวันเลือกตั้งทั่วไปนี่แหละที่เรียกว่า คะแนนนิยม แต่คะแนนนี้ไม่ใช่คะแนนตัดสินว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจว่า จะให้ใครเป็นประธานาธิบดี คือ คณะผู้เลือกตั้ง จำนวน 538 คนเท่านั้น

            โดยคณะผู้เลือกตั้งจำนวน 538 คน ซึ่งได้มาในวันเลือกตั้งทั่วไป จะมีการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐในขั้นตอนต่อไป ไม่ใช่ในวันเลือกตั้งทั่วไป ” คุณอมรินทร์ทำท่าหงุดหงิดเล็กน้อยที่เห็นผมซักมากเกินไป

            “ ขอบคุณนะครับ คุณอมรินทร์ คราวนี้ผมเข้าใจดีแล้ว ” ผมกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ

            ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา คือการเลือกตั้งทางอ้อม มิใช่การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน กล่าวคือ ประชาชนเลือกคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีในวันเลือกตั้งทั่วไปก่อน ต่อจากนั้น คณะผู้เลือกตั้งจำนวน 538 คนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะให้ใครเป็นประธานาธิบดีในภายหลัง

18.ประธานาธิบดีอเมริกา (3) คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี

ประจำปักษ์แรกของเดือนเมษายน 2563 (1-15 เมษายน 2563)

ต้องกราบขออภัยที่ไม่อาจนำวิดีโอประกอบบทความตอนที่ 18 ลงโพสต์ได้ เนื่องจากระบบวิดีโอของ Powtoon ขัดข้อง หากระบบวิดีโอเป็นปกติเมื่อใด จะนำลงโพสต์อีกครั้งหนึ่ง

    คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา หมายถึง ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาอย่างแท้จริง ได้มาจากประชาชน โดยประชาชนจะเป็นผู้หย่อนบัตรลงคะแนนในวันเลือกตั้งทั่วไป จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐจะมีมากน้อยเท่าใด ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของมลรัฐนั้น

คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาคือใคร

          เนื่องจากคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เห็นว่า ตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นตำแหน่งที่จำเป็นต้องมีอำนาจมากกว่าผู้ว่าการมลรัฐต่าง ๆ ที่มีอยู่ในยุคนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการมีอำนาจมากเท่ากับกษัตริย์อังกฤษ คือพระเจ้าจอร์จที่ 3 ที่ชาวอเมริกันในยุคนั้นมองเห็นว่า กษัตริย์ทีลุแก่อำนาจ เป็นทรราชย์

 คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา เห็นว่า หากจะให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาโดยตรงจากประชาชน ก็อาจจะทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากเกินไป และอาจจะลุแก่อำนาจตัวเป็นเผด็จการหรือทรราชย์เสียเอง   ดังนั้น จึงสมควรให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทางอ้อม โดยให้มีคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนว่า สมควรจะให้ผู้สมัครคนใดได้เป็นประธานาธิบดี

การให้มีคณะผู้เลือกตั้ง เป็นผลของการประนีประนอมระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้ประธานาธิบดีมาจากการลงมติของสภาคองเกรส กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องการให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง

ที่มาของคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเริ่มแรก

          เดิมรัฐธรรมนูญอเมริกากำหนดให้สภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐเป็นผู้มีอำนาจเลือกคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐ ตามจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของแต่ละมลรัฐ หมายความว่า มลรัฐมีจำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรมาก ก็จะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีมาก เพราะจำนวนวุฒิสมาชิก ทุกมลรัฐมีจำนวนเท่ากัน คือ มลรัฐละ 2 คน  ดังนั้น หากมลรัฐใดมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงหนึ่งคน ก็จะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐ จำนวน 3 คน

การเปลี่ยนแปลงที่มาของคณะผู้เลือกตั้ง

          ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ตามรัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา 2 อนุมาตรา 1 วรรคสอง กำหนดให้สภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐ เป็นผู้มีอำนาจเลือกคณะผู้เลือกตั้ง ส่วนจะใช้วิธีการเลือกคณะผู้เลือกตั้งวิธีใด รัฐธรรมนูญอเมริกาไม่ได้กำหนดไว้ ปล่อยให้เป็นดุลพินิจของสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐจะตัดสินใจ

            แต่ภายหลังสงครามการเมือง (Civil War) ทุกมลรัฐได้เปลี่ยนวิธีการเลือกคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี จากวิธีการแต่งตั้งโดยสภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐ ให้เป็นวิธีให้ประชาชนเป็นผู้ออกเสียงเลือกคณะผู้เลือกตั้ง (popular vote) กล่าวคือ ในวันเลือกตั้งทั่วไป จะมีรายชื่อผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐติดไว้ โดยจะระบุว่า คณะผู้เลือกตั้งทีมใด จะหย่อนบัตรเลือกผู้สมัครคนใดเป็นประธานาธิบดี

            เมื่อผลการออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในแต่ละมลรัฐในวันเลือกตั้งทั่วไปปรากฎว่า ผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก อย่างที่เรียกว่า popular vote คณะผู้เลือกตั้งที่ประกาศตัวว่า จะสนับสนุนผู้สมัครประธานาธิบดีคนที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากประชาชน จะได้รับสิทธิเป็นคณะผู้เลือกตั้งไปหย่อนบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดีในขั้นต่อไป

            อย่างไรก็ตาม ยังมีอยู่ 2 มลรัฐ ที่มีวิธีการเลือกคณะผู้เลือกตั้งแตกต่างไปจากมลรัฐอื่น ๆ อีก 48 มลรัฐ รวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คือมลรัฐ เมน และมลรัฐเนบราสกา (Maine &Nebraska) กล่าวคือ แบ่งสัดส่วนจำนวนผู้เลือกตั้งตามที่มาสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน และตามที่มาของวุฒิสมาชิกซึ่งมีเขตมลรัฐเป็นเขตเลือกตั้ง  โดยมลรัฐเมนได้เริ่มใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1972 และมลรัฐเนบราสกา ได้เริ่มใช้วิธีการเดียวกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1999

(Wikipedia, United States Electoral College, 2nd April 2020)

จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐ

          จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐ มีจำนวนเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของแต่ละมลรัฐ ซึ่งประกอบด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมกับจำนวนสมาชิกวุฒิสภามลรัฐละ 2 คน จำนวนสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนคงที่ คือมีจำนวนมลรัฐละ 2 คน ส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนประชากรของแต่ละมลรัฐที่จะมีการสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ทุก 10 ปี

            ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาที่จะมีขึ้นในปลายปี ค.ศ.2020 จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐ มีดังนี้

          กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  15  คน ขึ้นไป

            1.มลรัฐคาลิฟอร์เนีย                                                55

            2.มลรัฐเท็กซัส                                                        38

          3.มลรัฐฟลอริดาและมลรัฐนิวยอร์คมลรัฐละ                     29 รวม 2 มลรัฐเป็น 58

          4.มลรัฐอิลลินอยส์ และมลรัฐเพนซิลเวเนียมลรัฐละ           20 รวม 2 มลรัฐเป็น 40

          5.มลรัฐโอไฮโอ                                                              18

          กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  10-14 คน

            6.มลรัฐจอร์เจียและมิชิแกน มลรัฐละ                               16 รวม 2 มลรัฐเป็น 32

            7.มลรัฐ นอร์ธ คาโรไลนา                                               15

          8.มลรัฐนิวเจอร์ซี                                                            14

            9.มลรัฐเวอร์จิเนีย                                                           13

            10.มลรัฐวอชิงตัน                                                         12

          กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร        6-9 คน

          11.มลรัฐอริโซนา อินเดียนา                                   11 รวม 4 มลรัฐเป็น 44

            แมสซาจุเซตส์    และเทนเนสซี

            12.แมรีแลนด์   มินเนสโซตา                                  10 รวม 4 มลรัฐเป็น 40

            มิสซูรี วิสคอนซิน

            13.อลามา โคโลราโด เซาธ์ คาโรไลนา                             9 รวมเป็น 27

          14.เคนตั๊กกี หลุยส์เซียนา                                               8 รวมเป็น 16

          กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2-5 คน

          15.คอนเน็คติคัต โอกลาโฮมา ออริกอน                            7 รวมเป็น 21

          16.อาร์คันซา ไอโอวา คันซัส                                  6 รวมเป็น 36

            มิสซิสซิปปี เนวาดา ยูทาห์

            17.เนบราสกา นิว เม็กซิโก เวสต์ เวอร์จิเนีย                      5 รวมเป็น 15

          18.ฮาวาย ไอดาโฮ เมน                                       4 รวมเป็น 20

            นิวแฮมเชียร์ โรด ไอสแลนด์

            กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คน        

            19.อลาสกา เดลาแวร์ วอชิงตัน ดี.ซี. มอนตานา            3 รวม 8 มลรัฐเป็น 24

            นอร์ธ ดาโกตา เซาธ์ ดาโกตา

            เวอร์มอนต์ และไวโอมิง

            รวมทั้งสิ้น 50 มลรัฐ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.             538 

          อนึ่ง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เพิ่งได้รับสิทธิให้มีผู้เลือกตั้ง จำนวน 3 คนเท่ากับมลรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 23 ปีค.ศ.1961

คุยกับคุณอมรินทร์เสียหน่อย

          “ คุณอมรินทร์คิดว่า การที่รัฐธรรมนูญของอเมริกา ไม่ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีจากประชาชนโดยตรง เพราะเกรงว่าประธานาธิบดีจะมีอำนาจมากจนเกินไป อาจจะลุแก่อำนาจกลายเป็นทรราชย์เหมือนอย่างกษัตริย์บางพระองค์ในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องที่มีเหตุผลพอเพียงไหม ” ผมเปิดประเด็นคุยอย่างไม่เกรงใจ

            “ ผมคิดว่า เราต้องดูก่อนว่า ในขณะที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกา ช่วงปี ค.ศ.1778-1789 สถานการณ์เป็นอย่างไร  คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็คงพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเวลานั้น กล่าวคือ ช่วงนั้นทุกประเทศทั่วโลกล้วนแต่มีการปกครองในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ หากได้กษัตริย์ดีก็แล้วไป แต่ถ้าได้กษัตริย์ไม่ดีจะทำอย่างไร ” คุณอมรินทร์ยังตอบแบบอ้อมค้อมอยู่

            “ ถ้าเช่นนั้น อยากให้คุณอมรินทร์ ตอบให้ชัดได้ไหมว่า เป็นเพราะอะไรกันแน่ ” ผมกระทุ้งให้คุณอมรินทร์ตอบตรง ๆ

            “ ก็คืออย่างนี้ไง อเมริกากว่าจะประกาศเอกราชและตั้งประเทศได้สำเร็จ พวกเขาต้องต่อสู้กับ บริเตนยุคที่มีพระเจ้าจอร์จที่ 3 เป็นกษัตริย์ปกครองเป็นเวลาหลายปี ซึ่งคนอเมริกันในยุคนั้นถือว่า เป็นกษัตริย์ที่ชั่วร้าย ลุแก่อำนาจ เป็นทรราชย์  คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องระมัดรวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้อยากได้ประธานาธิบดี ที่ลุแก่อำนาจ แล้วแปรสภาพเป็นพระเจ้าจอร์จที่ ๓ เสียเอง ” คุณอมรินทร์ยอมเฉลยคำตอบในที่สุด

            “ คำตอบของคุณอมรินทร์ นับว่าชัดเจนพอที่จะทำให้คนอเมริกันยุคนั้น ไม่ต้องการระบอบกษัตริย์นิยม” ผมสรุปบทสนทนา

       คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี อเมริกา (Electoral College) เป็นผลของการประนีประนอมระหว่าง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรกต้องการให้สภาคองเกรสเป็นผู้มีอำนาจเลือกประธานาธิบดี และอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน

17.ประธานาธิบดีอเมริกา (2) กระบวนการกำหนดตัวผู้สมัคร

ในตอนที่ 16 ผมได้กล่าวถึงที่มาของประธานาธิบดีตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหดไว้ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม มิใช่การเลือกตั้งทางตรงเหมือนอย่างที่ท่านผู้อ่านหลายคนอาจจะเข้าใจผิด

            ขณะนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้เล่าเรื่องราวของกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาให้ท่านฟัง เพราะในช่วงปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี

กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา

ปฏิทินการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาปี 2020 (Election Calendar 2020)

                เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาได้ง่ายขึ้น ผมจึงขอนำปฏิทินการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาปี 2020 มาเล่าให้ท่านฟังก่อน

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ในต้นเดือนมกราคม 2021  ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2020 โดยมีปฏิทินการเลือกตั้งดังนี้

          ขั้นตอนที่หนึ่ง ฤดูใบไม้ร่วง 2018- ฤดูใบไม้ผลิ 2019 (Fall 2018 to Spring 2019)

            ผู้สมัครประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยยื่นเอกสารการสมัคร(Statement of Candidacy) ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา (Federal Election Commission)

            ขั้นตอนที่สอง มิถุนายน 2019-เมษายน 2020 (June 2019 to April 2020)

            การรณรงค์หาผู้สนับสนุนในระดับท้องถิ่นและมลรัฐ (Primary and caucus debates)

           ขั้นตอนที่สาม 3 กุมภาพันธ์ – 16 มิถุนายน 2020 (February 3 to June 16 2020)

            การหยั่งเสียงในระดับท้องถิ่นและมลรัฐ (Primary and caucuses)

            ขั้นตอนที่สี่ ปลายเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2020 (Late May to August 2020)

            การประชุมใหญ่ของแต่ละพรรค เพื่อกำหนดตัวผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

            (Nominating Conventions, including those of minor third parties)

                      *ขั้นตอนที่หนึ่งถึงขั้นตอนที่สี่ เป็นขั้นตอนของการหาตัวผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามของพรรค

          ขั้นตอนที่ห้า กันยายน-ตุลาคม 2020 (September and October 2020)

            การอภิปรายเพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี (Presidential election debates)

            ขั้นตอนที่หก วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2020 (November 3, 2020)

          วันเลือกตั้ง (Election Day)

          ขั้นตอนที่เจ็ด วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2020 (Monday December 14, 2020)

            ผู้เลือกตั้งในแต่ละมลรัฐ (Electors) หย่อนบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี

          ขั้นตอนที่แปด วันพุธที่ 6 มกราคม 2021 (Wednesday January 6, 2021)

            สภาคองเกรสนับคะแนนของผู้เลือกตั้งจากมลรัฐต่าง ๆ และรับรองผลการเลือกตั้ง

            (Congress counts and certifies the electoral votes)

          ขั้นตอนที่เก้า วันพุธที่ 20 มกราคม 2021 (Wednesday January, 2021)

            วันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี (Inauguration Day)

            ตามปฏิทินการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาปี 2020 ที่กำหนดไว้ทั้งหมด 9 ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น คงจะช่วยให้ท่านผู้อ่านมองเห็นภาพของกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาได้เป็นอย่างดี

            ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบเรื่องราวของการกำหนดตัวผู้สมัครเข้าชิงชัยเป็นประธานาธิบดีอเมริกาของพรรคการเมืองว่า เขามีกระบวนการหรือขั้นตอนในการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะหากติดตามข่าวการเตรียมการเลือกประธานาธิบดีอเมริกาทุกระยะ  สื่อต่าง ๆ จะนำเสนอข่าวของการแข่งขันเป็นตัวแทนพรรคของผู้สมัครแต่ละคนอย่างครึกโครมว่า ในที่สุดแล้ว ใครจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคแต่ละพรรค

            ผมอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบว่า การคัดเลือกบุคคให้เป็นตัวแทนพรรคในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ หรือตามปฏิทินการเลือกตั้งประธานาธิบดีนับตั้งแต่ขั้นตอนที่หนึ่ง ไปจนถึงขั้นตอนที่สี่  ทั้งนี้เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมจะให้เป็นตัวแทนพรรคอย่างแท้จริง

ขั้นตอนที่หนึ่ง ผู้สมัครประกาศแสดงเจตจำนงที่จะสมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ช่วงฤดูใบไม้ร่วง 2018 ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2019

                เป็นช่วงผู้ประสงค์สมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีต้องเริ่มต้นด้วยการแสดงตัวให้สาธารณชนทราบ โดยการยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งของอเมริกา ในช่วงนี้เราจะเริ่มเห็นข่าวว่า พรรคใดมีผู้ใดสนใจจะสมัครเข้าชิงชัยเป็นประธานาธิบดีบ้าง

ขั้นตอนที่สอง  การรณรงค์หาผู้สนับสนุนในระดับท้องถิ่นและมลรัฐ (Primary and caucus debates) ช่วงมิถุนายน 2019- เมษายน 2020

                เป็นช่วงที่ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในนามแต่ละพรรคออกเดินทางไปพบผู้คนตามท้องถิ่นและมลรัฐต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อรณรงค์หาผู้สนับสนุนให้ตนได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรค นับเป็นช่วงเวลาอันยาวนานร่วมปีทีเดียว

            ความแตกต่างระหว่าง primary elections กับ caucuses

                        การหยั่งเสียงที่เรียกว่า primary elections  ผู้ดำเนินการคือ มลรัฐและท้องถิ่น

                        ส่วนการหยั่งเสียงที่เรียกว่า caucus ผู้ดำเนินการคือพรรคการเมือง

                        บางมลรัฐดำเนินการเฉพาะ primary elections    บางมลรัฐดำเนินการเฉพาะ caucus

                        แต่บางมลรัฐก็ทำทั้งสองอย่าง

                        โดยประเพณีปฏิบัติ มลรัฐไอโอวา (Iowa) จะเริ่มดำเนินการหยั่งเสียงในรูปแบบ caucus และมลรัฐนิวแฮมเชียร์ (New Hampshire) จะเริ่มดำเนินการหยั่งเสียงในรูปแบบ primary

                        การหยั่งเสียงขั้นต้นทั้งสองรูปแบบดังกล่าว ไม่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีทางการเมืองของประเทศอเมริกา

                        การหยั่งเสียงขั้นต้นทั้งสองรูปแบบ จะยังไม่ทราบว่า ผู้สมัครคนใดจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี เพียงแต่ทราบว่า ผู้สมัครคนใดได้รับความนิยมในมลรัฐใดมากน้อยกว่ากันอย่างไร

ขั้นตอนที่สาม การหยั่งเสียงในระดับท้องถิ่นและมลรัฐ (Primary and caucuses) ช่วง 3 กุมภาพันธ์- 16 มิถุนายน 2020

                        หลังจากผู้สมัครได้รณรงค์หาเสียงในท้องถิ่นและมลรัฐต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีการออกเสียงลงคะแนนตามท้องถิ่นและมลรัฐต่าง ๆ เพื่อให้ทราบว่า ผู้สมัครคนใดของพรรคใดจะได้รับความนิยมจากผู้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งมากน้อยกว่ากัน

                        ในขั้นตอนนี้ หากผู้สมัครคนใดเห็นว่า ตนเองได้รับคะแนนสนับสนุนน้อยมาก ก็อาจถอนตัวก่อนได้

ขั้นตอนที่สี่ การประชุมใหญ่ของแต่ละพรรคเพื่อกำหนดตัวผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (Nominating Conventions, including those of minor third parties) ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม- สิงหาคม 2020

                หลังจากผู้สมัครของแต่ละพรรคได้ออกเดินทางรณรงค์หาเสียงทั่วประเทศในรูปแบบของ Primary and Caucus ไปทั่วประเทศแล้ว แต่ละพรรคก็จะจัดให้มีการประชุมใหญ่ของแต่ละพรรค เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติว่า จะให้ผู้สมัครคนใดได้เป็นตัวแทนของพรรคในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

            ผู้มีสิทธิเข้าประชุมในการประชุมใหญ่ระดับชาติของแต่ละพรรค

            เล่ามาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านก็คงจะสงสัยว่า ในการประชุมใหญ่ระดับชาติของแต่ละพรรค ใครบ้างจะมีสิทธิไปเข้าร่วมประชุม

            พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะเป็นผู้กำหนดจำนวนตัวแทนจากมลรัฐและดินแดนต่าง ๆ ว่า มีเท่าใด ส่วนตัวบุคคลที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทน (delegates) ให้ไปร่วมประชุมใหญ่ในระดับชาติ จะได้มาในช่วงมีการหยั่งเสียงในระดับท้องถิ่นและมลรัฐ (Primary and caucuses elections)

          การเป็นตัวแทนเข้าไปร่วมประชุมใหญ่ในระดับชาติดังกล่าว อาจเป็นตัวแทนแบบมีคำมั่นสัญญา (pledged delegates) หรือเป็นตัวแทนแบบไม่มีคำมั่นสัญญา (unpledged delegates) ก็ได้

            หากที่ประชุมใหญ่ของพรรคมีมติว่า ให้ส่งผู้สมัครคนใดเป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (Presidential Candidate) แล้ว ให้บุคคลนั้น เลือกผู้ที่จะให้สมัครเป็นรองประธานาธิบดี  โดยแจ้งให้ที่ประชุมพรรคของพรรครับทราบและเห็นชอบด้วย

คุยกับคุณอมรินทร์สักหน่อย

                ผมคิดว่า การได้พูดคุยกับคุณอมรินทร์เกี่ยวกับการกำหนดตัวผู้สมัครประธานาธิบดีอเมริกาสักเล็กน้อย น่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ชัดเจนขึ้น

            “ คุณอมรินทร์ คิดว่า กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา ดูจะยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนมากเกินไปไหม ” ผมชวนคุณอมรินทร์คุยอย่างเป็นกันเอง

            “ แน่นอน ผมคิดวา กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนมาก ยากที่คนนอกหรือชาวต่างชาติจะเข้าใจ เพราะมีกระบวนการหลายขั้นตอน อย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาที่จะขึ้นใหม่ในช่วงปลายปีนี้  กระบวนการมิใช่เพิ่งจะเริ่มต้นในปีค.ศ 2020  แต่ได้เริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่ปีค.ศ.2018 ” คุณอมรินทร์สาธยายยืดยาวพอสมควร

            “ คุณอมรินทร์ หมายถึงว่า หากใครประสงค์จะสมัครเข้าชิงชัยเป็นประธานาธิบดีอเมริกา ต้องเริ่มแสดงเจตนารมณ์ไว้ตั้งแต่ตอนนั้นใช่ไหม ” ผมถามเพื่อหาความกระจ่าง

            “ ใช่แล้ว การแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าว ทำได้โดยการยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งของอเมริกา เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ ” คุณอมรินทร์ตอบยืนยัน

        “ ต่อจากนั้น ผู้ประสงค์จะสมัครเป็นประธานาธิบดีอเมริกา ต้องทำอะไร และเพื่ออะไร ” ผมถามต่อ

            “ ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เขาให้ความสำคัญของประชาชนในระดับฐานราก ดังนั้น ผู้สมัคร ต้องเดินเข้าหาประชาชนในท้องถิ่นและมลรัฐต่าง ๆ  เพื่อหาผู้สนับสนุนในเบื้องต้นก่อน

            มลรัฐและท้องถิ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดให้มีการรณรงค์หาเสียงในรูปแบบที่เรียกว่า ไพรแมรี (primary) แต่ถ้าพรรคการเมืองเป็นผู้จัดให้มีการรณรงค์หาเสียง เรียกชื่อว่า คอคัส  (caucuses)

          ส่วนการจะมีการจัดให้มีการรณรงค์หาเสียงหาผู้สนับสนุนในการคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคในการสมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในรูปแบบใด หรือทั้งสองรูปแบบรวมกัน เป็นเรื่องประเพณีปฏิบัติของแต่ละมลรัฐ ” คุณอมรินทร์อธิบายอย่างยืดยาว เพื่อความชัดเจน

            “ ขณะนี้ เป็นช่วงเวลาของการรณรงค์หาเสียงในระดับไพรแมรี และคอคัสอยู่ไหม ” ผมถามเพื่อความมั่นใจ

            “ใช่ ตามปฏิทินการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา ปี 2020 กำหนดไว้ว่า ช่วงระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์- 16 มิถุนายน 2563 เป็นช่วงเวลาของการหยั่งเสียงในระดับไพรแมรี และคอคัส เพื่อให้ทราบ ผู้สมัครคนใดของแต่ละพรรค ได้รับคะแนนความนิยมจากประชาชนมากน้อยเพียงใด ” คุณอมรินทร์ตอบง่าย ๆ

            “ เอาละ ผมพอจะเข้าใจ กรณีมีผู้สมัครหลายคนในพรรคเดียวกัน  หากผลการประชุมหยั่งเสียงในระดับไพรแมรี และคอคัส ออกมาแล้ว ผู้สมัครบางคนอาจจะได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนน้อย เจ้าตัวจะต้องทำอย่างไร ” ผมถามซื่อ ๆ

            “ ก็ควรจะต้องถอนตัวจากการสมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา เพราะขืนแข่งต่อไปก็ไม่มีความหวังอยู่แล้ว” คุณณอมรินทร์ก็ตอบซื่อ ๆ เช่นกัน

          “ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ” ผมยอมรับคำตอบของคุณอมรินทร์

กระบวนการการกำหนดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา

            กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีอยู่หลายขั้นตอน จึงดูสลับซับซ้อน ยากที่คนภายนอกจะเข้าใจได้  โดยผู้สนใจจะสมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี ต้องเริ่มต้นด้วยแสดงเจตนารมณ์ต่อสาธารณชนเสียก่อนว่า ตนต้องการจะสมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี ต่อจากนั้น จะต้องออกเดินทางรณรงค์หาผู้สนับสนุนในมลรัฐและท้องถิ่นต่าง ๆ  ก่อนที่จะมีการลงคะแนนในการหยั่งเสียงในระดับไพรแมรี และคอคัส  (Primary& Caucuses) ซึ่งมลรัฐและท้องถิ่น หรือพรรคการเมืองแต่ละพรรคเป็นผู้จัดให้มีขึ้น

          สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาที่กำลังจะมีขึ้นในปลายปี 2020  ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการลงคะแนนในการหยั่งเสียงในแต่ละมลรัฐและท้องถิ่น (3กุมภาพันธ์- 16 มิถุนายน2020)  ว่า ผู้สมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของแต่ละพรรค  คนใดจะได้รับคะแนนนิยมในเบื้องต้นมากน้อยกว่ากัน หากผู้สมัครคนใดเห็นว่า ตนเองได้นรับคะแนนนิยมในการหยั่งเสียงน้อย ก็จะได้พิจารณาถอนตัวออกจากการเป็นผู้สมัครเข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกา

16.ประธานาธิบดี อเมริกา (1)ที่มา

นำออกเผยแพร่ ประจำปักษ์แรก ของเดือนมีนาคม 2563

250px-White_House_north_and_south_sides
ภาพทำเนียบประธานาธิบดีอเมริกา (Wikipedia, The White House, 29th February)

เมื่อกล่าวถึงประธานาธิบดี อเมริกา ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักและยอมรับในความสำคัญในฐานะผู้แสดงบทบาทประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหารของประเทศอเมริกา ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบัน และเชื่อว่า ทุกท่านคงจะสนใจอยากจะทราบ กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดี อเมริกา อันเป็นเส้นทางไปสู่ทำเนียบขาวอันสลับซับซ้อน

ด้วยเหตุอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกดังกล่าว จึงทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกามีฐานะเป็นผู้นำของโลก หรือเป็นผู้กุมชะตาโลก เพราะการตัดสินใจและการเคลื่อนไหวหรือการกระทำต่าง ๆ ของประธานาธิบดีอเมริกาย่อมอยู่ในความสนใจของชาวโลกและส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก 

            ท่านผู้อ่าน อาจดูจากบทบาทประธานาธิบดีอเมริกา คนปัจจุบัน คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ตัดสินใจหลายอย่าง ๆ ที่ทำให้โลกนี้สั่นสะเทือน โดยเฉพาะนโยบาย อเมริกาต้องมาก่อน (America First) ซึ่งนำไปสู่นโยบายทำสงครามการค้ากับจีน  และทำให้เศรษฐกิจทั่งโลกกำลังปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้

นับจากตอนที่ 16 เป็นต้นไปอีกหลายตอน เป็นเรี่องราวเกี่ยวกับประธานาธิบดี อเมริกา

            เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจในเรื่องราวของประธานาธิบดีอเมริกาได้อย่างชัดเจน  ผมขอแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นหลายตอน ดังนี้

  • ที่มาของการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี                                                          
  • กระบวนการกำหนดผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี
  • คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี
  • วันเลือกตั้งทั่วไป
  • การกาบัตรลงคะแนนของผู้เลือกตั้งและการนับผลการลงคะแนนสภาคองเกรส
  • การนับคะแนนนิยมจากประชาชน กับการนับคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง
  • ภูมิหลังของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
  • ปัจจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของประธานาธิบดี
  • ประธานาธิบดีกับการทหารและการทำสงคราม
  • ประธานาธิบดีกับสภาคองเกรส
  • ประธานาธิบดีในเวทีการเมืองโลก

            ในตอนที่ 16 นี้ ผมจะขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาประธานาธิบดีอเมริกา มาเล่าให้ท่านฟังเป็นลำดับแรก ตามนัยรัฐธรรมนูญมาตรา 2 อนุมาตรา 1 และรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับที่มาของประธานาธิบดี อเมริกา

                ประชาชนชาวอเมริกันเมื่อปีค.ศ.1787 ต้องการประธานาธิบดีที่สามารถปกป้องพวกเขาจากพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งบริเตน  แต่ตัวประธานาธิบดี ต้องไม่กลายเป็นพระเจ้าจอร์จเสียเอง นั่นคือพวกเขาต้องการประธานาธิบดีที่ไม่ใช่เป็นแค่ประธานสภานิติบัญญัติ แต่ต้องเป็นผู้มีอำนาจมากกว่าผู้ว่าการมลรัฐหรือนายกรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันต้องมีอำนาจน้อยกว่ากษัตริย์ (Akhil Read Amar, America’s  Constitution, 2005, p.131)

การที่รัฐธรรมนูญอเมริกากำหนดให้ประธานาธิบดีได้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยการให้ประชาชนเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้งธานาธิบดี เป็นผลมาจากการประนีประนอมของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรให้สภาคองเกรสเป็นผู้มีอำนาจเลือก ประธานิบดี อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง (Wikipedia, United States presidential election, 12nd February 2020

            ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เพราะเกรงว่าประธานาธิบดีจะมีอำนาจมากจนเกินไป (Too powerful) (Thomas E. Patterson, We the People,12th ed.,2017 p.354)

คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี อเมริกา

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า รูปแบบการปกครองอเมริกาเป็นระบบสาธารณรัฐแบบแบ่งแยกอำนาจและถ่วงดุลอำนาจ โดยอำนาจนิติบัญญัติเป็นของสภาคองเกรส อำนาจบริหารเป็นของประธานาธิบดี และอำนาจตุลาการเป็นของศาลสูง โดยแต่อำนาจอิสระต่อกัน

            ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ได้กล่าวถึงประธานาธิบดี ไว้จำนวน 4 อนุมาตรา โดยอนุมาตรา 1 ได้กล่าวถึงที่มาของประธานาธิบดี พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

            อำนาจบริหาร (The executive power) ให้เป็นอำนาจของประธานาธิบดีอเมริกา (The President)  ซึ่งได้รับเลือกขึ้นมาพร้อมกับรองประธานาธิบดี (The Vice-President)

            ในส่วนคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิจะได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอเมริกา จะต้องเป็นคนสัญชาติอเมริกาโดยกำเนิด ( Natural Born Citizen) หรือเป็นคนสัญชาติอเมริกาในเวลาที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ  นอกจากนี้ต้องมีอายุอย่างน้อย 35 ปี และต้องได้อาศัยอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 14 ปี

            จากนัยรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเป็นประธานาธิบดีไว้สูงกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ทั้งในเรื่องสัญชาติ อายุ และระยะเวลาของการได้สัญชาติอเมริกา ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา กล่าวคือ

            สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี และต้องได้สัญชาติอเมริกามาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี

            สมาชิกวุฒิสภา จะต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปี และต้องได้สัญชาติอเมริกามาแล้วไม่น้อยกว่า 9 ปี

การเลือกตั้งประธานาธิบดี อเมริกา ในระยะเริ่มแรก

        ในระยะเริ่มแรกของการใช้รัฐธรรมนูญอเมริกาเมื่อปีค.ศ.1789 ได้กำหนดให้สภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี (Elector) ตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและจำนวนสมาชิกวุฒิสภาของแต่ละมลรัฐรวมกัน

ข้อต้องห้ามในการเป็นผู้เลือกตั้ง

            ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติของมลรัฐให้เป็นผู้เลือกตั้งดังกล่าว จะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่อาศัยความเชื่อถือหรือการได้ผลประโยชน์ของสหรัฐ (Holding an Office of Trust or Profit under the United States)

            กำหนดวันเลือกผู้เลือกตั้ง และวันที่ให้ผู้เลือกตั้งออกเสียงลงคะแนน สภาคองเกรสจะเป็นผู้กำหนด 

การออกเสียงลงคะแนน

          เมื่อถึงวันที่สภาคองเกรสได้กำหนดให้เป็นวันออกเสียงลงคะแนน ผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีที่สภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐได้แต่งตั้งไว้ จะไปรวมตัวกัน ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ โดยผู้เลือกตั้งคนหนึ่งมีสิทธิเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จำนวน 2 ชื่อ โดยอย่างน้อยชื่อหนึ่งต้องเป็นบุคคลที่อยู่คนละมลรัฐกับผู้เลือกตั้ง และลงชื่อรับรองไว้ในบัตรลงคะแนน หลังจากนั้น ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังประธานวุฒิสภา

   การนับคะแนนเสียง

          ประธานวุฒิสภาจะให้เปิดบัตรลงคะแนนและนับคะแนนต่อหน้าที่ประชุมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

            ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด จะได้เป็นประธานาธิบดี แต่ต้องเป็นคะแนนเสียงข้างมากของผู้เลือกตั้งทั้งหมดด้วย

            แต่ถ้ามีผู้ได้คะแนนเสียงข้างมากเท่ากัน สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมทันทีเพื่อออกเสียงหาผู้ได้คะแนนสูงสุดให้เป็นประธานาธิบดี

            หลังจากได้นับคะแนนดังกล่าวแล้ว หากยังไม่มีใครได้คะแนนเสียงข้างมาก สภาผู้แทนราษฎรจะต้องหย่อนบัตรเลือกจากผู้ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด 5 คน โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมลรัฐหนึ่งออกเสียงในนามมลรัฐได้หนึ่งเสียง และต้องมีองค์ประชุมไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนมลรัฐทั้งหมด

            ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด จะได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี และผู้ที่ได้คะแนนรองลงมาจะได้เป็นรองประธานาธิบดี

            แต่ถ้ายังมีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันอีก วุฒิสภาจะเป็นหย่อนบัตรเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

            (ความในวรรคนี้ ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 12 )

การเลือกตั้งประธานาธิบดี อเมริกา ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 12 ค.ศ.1804

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีเดิม ไม่ได้แยกการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีออกจากกัน  หากผลการนับคะแนนที่ผู้เลือกตั้งของมลรัฐต่าง ๆ เป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งรวมกันแล้ว หากปรากฏว่า ผู้ใดได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนผู้ที่ได้คะแนนรองลงมาก็จะได้เป็นรองประธานาธิบดี

            จนกระทั่งปีค.ศ.1804 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนญฉบับที่ 12 เปลี่ยนหลักการใหม่ ให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเป็นทีมเดียวกัน หมายความว่า เป็นการสมัครชิงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีพร้อมกันมาตั้งแต่เริ่มต้น

            สำหรับกระบวนการนับคะแนนก็คล้าย ๆ ของเดิม มีเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สรุปได้ดังนี้

            คณะผู้เลือกตั้งของแต่ละมลรัฐพร้อมกัน ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ของแต่ละมลรัฐ เพื่อหย่อนบัตรเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี โดยอย่างน้อยคนหนึ่งต้องไม่มีถิ่นที่อยู่มลรัฐเดียวกันกับผู้เลือกตั้ง (shall not be an inhabitant with the same state) การหย่อนบัตรใบหนึ่งเป็นการเลือกประธานาธิบดี และอีกใบหนึ่งเป็นการเลือกรองประธานาธิบดี

            ให้ลงชื่อและประทับตราลงบนบัตร และส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังรัฐบาลสหรัฐ ในนามของประธานวุฒิสภา

การเพิ่มคุณสมบัติของคนที่จะเป็นรองประธานาธิบดี

          เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12 ได้กำหนดให้มีการเลือกรองประธานาธิบดีอีกตำแหน่งหนึ่งต่างหาก ทำให้เกิดปัญหาว่า คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นรองประธานาธิบดีควรจะเป็นเช่นไร เพราะรองประธานาธิบดีมีโอกาสจะได้เป็นประธานาธิบดีในกรณีตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงกำหนดไว้ว่า รองประธานาธิบดีต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียกันกับประธานาธิบดี

การนับคะแนนเสียง

            ประธานวุฒิสภาจะให้เปิดอ่านบัตรต่อหน้าวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร 

            ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดของการลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี  จะได้เป็นประธานาธิบดี  แต่ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากของจำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมด   

               แต่ถ้าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงข้างมาก สภาผู้แทนราษฎรจะต้องประชุมกันทันที เพื่อลงคะแนนเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสุดสุด จำนวน  3 คน  โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละมลรัฐออกเสียงในนามมลรัฐ ๆ ละ 1 เสียง  โดยองค์ประชุม (quorum) จะต้องมีจำนวนสมาชิกในการลงคะแนนไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

            หากสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกประธานาธิบดีได้ก่อนวันที่ 4 ของเดือนมีนาคมที่จะมาถึง ให้รองประธานาธิบดีเป็นผู้รักษาการแทนประธานาธิบดี

            ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการลงคะแนนในการเลือกรองประธานาธิบดีสูงสุด ก็จะได้เป็นรองประธานาธิบดี  แต่ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของผู้เลือกตั้งทั้งหมดด้วย  แต่ถ้าไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก ให้วุฒิสภาลงมติเลือกผู้ได้รับคะแนนสูงสุดจำนวน 2 คน  โดยองค์ประชุมต้องไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา   แต่ทั้งนี้ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดด้วย

            อนึ่ง ผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการเป็นประธานาธิบดี ก็จะไม่มีสิทธิเป็นรองประธานาธิบดี

            เล่ามาถึงตรงนี้ ผมอยากจะสรุปให้ท่านผู้อ่านทราบสั้น ๆ ว่า

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคื

            รัฐธรรมนูญให้อำนาจสภานิติบัญญัติของมลรัฐ เป็นผู้เลือกและแต่งตั้งคณะบุคคลที่เรียกว่า คณะผู้เลือกตั้ง มีจำนวนเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของแต่ละมลรัฐ เช่น มลรัฐ ก. มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 คน และมีจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 2 คน (เป็นจำนวนที่ทุกมลรัฐมีเท่ากัน คือ มลรัฐละ 2 คน) คณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐ ก. จะมี 5 คน เป็นต้น

                         สภาคองเกรสเป็นผู้กำหนดวันเลือกผู้เลือกตั้งและกำหนดวันให้ผู้เลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี

                        บัตรเลือกตั้งมีอยู่ 2 บัตร บัตรแรกเป็นบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดี และอีกบัตรหนึ่งเป็นบัตรเลือกตั้งรองประธานาธิบดี

                        ประธานวุฒิสภาจะเป็นผู้ดำเนินการเปิดบัตรลงคะแนนในที่ประชุมร่วมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                        ผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและต้องได้รับคะแนนนเสียงข้างมากจากจำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมด หากยังไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ดำเนินการลือกจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อหาผู้ที่ได้รับคะแนนสุงสด

                        ผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นรองประธานาธิบดี จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดและจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากจำนวนผู้เลือกตั้งทั้งหมด หากยังไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงข้างมาก วุฒิสภาจะเป็นผู้ดำเนินการเลือกจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดไม่เกิน 2 คน เพื่อเลือกผู้เป็นรองประธานาธิบดี 

                        ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

                        หากอยากทราบว่า กระบวนเลือกตั้งประธานาธิบดีจริง ๆ เป็นอย่างไร ผมขอยกยอดไปเล่าให้ท่านฟังในตอนต่อไป

คุยกับคุณอมรินทร์เสียหน่อย

                “ คุณอมรินทร์ คิดว่า การที่รัฐธรรมนูญอเมริกาได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ รัฐธรรมนูญให้อำนาจมลรัฐแต่ละแห่งเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งคณะบุคคลอย่างที่เรียกว่า คณะผู้เลือกตั้งขึ้นมาก่อน ต่อจากนั้นจึงให้คณะผู้เลือกตั้งดังกล่าวไปหย่อนบัตรเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะเหตุใด ทำไมไม่ให้ประชาชนออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีโดยตรงเลย ” ผมถามคุณอมรินทร์ในเชิงลึก

            “ ผมคิดว่า เรื่องนี้เราน่าจะเคยคุยกันไว้แล้วในตอนที่ 9 แนวคิดและหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ อเมริกา กล่าวคือ คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ในระยะเริ่มต้นให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมก่อน ยกเว้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 

            ส่วนสมาชิกวุฒิสภาให้สภานิติบัญญัติของมลรัฐเป็นผู้เลือกและแต่งตั้ง จนกระทั่งปีค.ศ.1913 จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 13 ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง นับเป็นระยะเวลายาวนานร่วม 124 ปี จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ” คุณอมรินทร์ยังตอบแบบอ้อมค้อมอยู่

            “ แล้วทำไมการเลือกตั้งประธานาธิบดีจึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงเหมือนอย่างวุฒิสมาชิกเสียที” ผมถามในเชิงลึกเข้าไปอีก

            “ ประธานาธิบดีแตกต่างจากวุฒิสมาชิก คือ ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของประเทศและเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร อำนาจหน้าที่และบทบาทจึงแตกต่างจากวุฒิสมาชิกมาก หากจะเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาซึ่งประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งทางอ้อมไปสู่การเลือกตั้งจากประชาชน คงเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ

            แต่ทุกวันนี้ประชาชนก็ได้เป็นผู้เลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้งอยู่แล้ว สภานิติบัญญัติของมลรัฐมิได้เป็นผู้เลือกและแต่งตั้งคณะผู้เลือกตั้งเหมือนอย่างในอดีต    ซึ่งเราคงจะได้มีโอกาสพูดคุยกันในเรื่องนี้ในตอนต่อไป” คุณอมรินทร์ตอบทิ้งท้ายไว้อย่างมีความหมาย

            รัฐธรรมนูญอเมริกาได้กำหนดให้ประธานาธิบดีได้มาจากการเลือกตั้งอ้อม โดยให้มลรัฐเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งคณะบุคคลที่เรียกว่า คณะผู้เลือกตั้งให้มีจำนวนเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของแต่ละมลรัฐ ต่อจากนั้น จึงให้คณะผู้เลือกตั้งเป็นผู้หย่อนบัตรเลือกตั้งจำนวน 2 บัตร บัตรใบแรก เลือกประธานาธิบดี และบัตรใบที่สอง เลือกรองประธานาธิบดี

15.มลรัฐนิวยอร์ค (New York State)

เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ปักษ์ที่ 2 (16-29 กุมภาพันธ์ 2563)

การเล่าเรื่องราวของมลรัฐนิวยอร์คนี้ ถือเป็นตอนสุดท้ายของตอนที่ผมหยิบยกขึ้นมาเล่าคั่นกลางระหว่างตอนที่ว่าด้วยสภาคองเกรส คือตอนที่ 10,11,11/1,11/2 และตอนที่11/3 ก่อนที่จะถึงตอนที่ว่าด้วยประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 2 ซึ่งจะมีอยู่หลายตอนด้วยกันนับจากตอนที่ 16 เป็นต้นไป ผมเข้าใจว่าหลายท่านคงจะมีใจจดใจจ่ออยากให้มาถึงตอนที่ว่าด้วยประธานาธิบดีโดยเร็ว

          แต่ท่านที่สนใจเรื่องราวของมลรัฐไม่ต้องตกใจ เมื่อถึงตอนที่ว่าด้วยมลรัฐโดยตรง ตามมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญอเมริกา ผมจะได้นำเรื่องราวของมลรัฐที่อเมริกาได้มาเพิ่มเติมในภายหลังที่อเมริกาได้ประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 แล้ว มาเล่าให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่ง

            แม้มลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาอาจมีฐานะเท่าเทียมกันในฐานะที่ต่างก็เป็นมลรัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกมลรัฐจะมีความน่าสนใจเท่าเทียมกัน เพราะความน่าสนใจย่อมขึ้นอยู่กับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์  ปัจจัยแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และทำเลที่ตั้ง

            ในตอนที่ 12 -14 ผมได้เล่าถึงมลรัฐในแง่ของขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำเนิดเมืองหลวงของประเทศ  รายชื่อเมืองหลวงและเมืองสำคัญของมลรัฐต่าง ๆ มาให้ท่านผู้อ่านทราบแล้ว  

Section 15-1

          สำหรับตอนที่ 15 นี้ ผมจะได้เล่าเรื่องราวของมลรัฐนิวยอร์คซึ่งเป็นมลรัฐ 1 ใน 13 มลรัฐของอเมริกาที่ได้ร่วมกันประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของบริเตนเมื่อปีค.ศ. 1776 และทำสงครามปฏิวัติอเมริกาจนประสบชัยชนะในที่สุดเมื่อปีค.ศ.1783 เนื่องจากมลรัฐนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายประการทั้งด้านประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยว และการเป็นสถานที่ตั้งองค์การสหประชาชาติ

ภาพถล่มตึกแฝดเวิร์ลเทรดเซนเตอร์

         ภาพที่ 1ภาพถ่าย การก่อวินาศกรรมถล่มตึกแฝดเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ ซึ่งเป็นตึกสูง 110 ชั้น กลางกรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 (Wikipedia, Collapse of the World Trade Center, 15th February 2020)

ความเบื้องต้น

                ความเจริญของมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกามีไม่เท่ากัน มลรัฐที่ตั้งอยู่ติดมหาสมุทรแอตแลนติกหรือมหาสมุทรแปซิฟิก มักจะมีความเจริญรุ่งเรืองกว่ามลรัฐที่อยู่ตอนกลางของประเทศ นอกจากนี้ยังมีบางมลรัฐที่ไม่ได้ตั้งอยู่ติดต่อผืนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา แต่กลับไปตั้งแยกกันอยู่ต่างหากราวกับว่ามิได้อยู่ในประเทศเดียวกัน        

             นั่นคือมลรัฐอลาสกา ตั้งอยู่ทิศชายแดนสุดด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดาและอยู่ติดกับเขตแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย โดยมีช่องแคบเบริง (Bering Strait) เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย

            ยิ่งกว่านั้น ยังมีมลรัฐฮาวายที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ และอยู่ใกล้กับญี่ปุ่น

            แต่การที่พื้นที่ประเทศเดียวกัน ไม่ได้มีแผ่นดินติดต่อกันเช่นนี้ ได้เคยเกิดขึ้นกับประเทศปากีสถานมาก่อนแล้ว

            ผมจะขอเล่าแทรกให้ท่านฟังสักเล็กน้อย  เมื่อก่อนประเทศอินเดีย ปากีสถาน และ บังคลาเดส รวมกันเป็นประเทศเดียวกัน เรียกชื่อว่า ประเทศอินเดีย   แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อินเดียได้รับเอกราชจากการตกเป็นอาณานิคมของบริเตน เมื่อปีค.ศ.1947 จึงได้มีการแยกประเทศอินเดียออกเป็น 2 ประเทศ  คือ ประเทศอินเดีย และประเทศปากีสถาน ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน ดินแดนส่วนที่เป็นประเทศปากีสถาน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในขณะที่ดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู

            แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ดินแดนที่เรียกว่าประเทศปากีสถานในครั้งนั้น มีอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ติดกับอินเดียด้านตะวันตก และอยู่ติดกับประเทศอาฟกานิสถาน เรียกชื่อว่า ปากีสถานตะวันตก และส่วนที่อยู่ติดกับอินเดียด้านตะวันออก และอยู่ติดกับประเทศพม่าหรือเมียนมา เรียกชื่อว่า ปากีสถานตะวันออก  ส่วนตัวเมืองหลวงของประเทศตั้งอยู่ที่ปากีสถานตะวันตก

            ด้วยความแปลกประหลาดและดูจะฝืนธรรมชาติดังกล่าว ทำให้ปากีสถานตะวันออกต้องการแยกออกเป็นประเทศใหม่ต่างหาก จึงได้เรียกร้องและต่อสู้จนสามารถแยกตัวออกมาเป็นประเทศเกิดใหม่ เรียกชื่อประเทศว่า บังคลาเดส (Bangladesh) เมื่อปีค.ศ.1971

ความเป็นมาของมลรัฐนิวยอร์ค

            ผมได้เล่าให้ท่านฟังในตอนที่ 4 แล้วว่า ประเทศอเมริกามีกำเนิดมาจากดินแดนอาณานิคมของบริเตน 13 แห่งที่ไม่อาจจะทนต่อการกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบของบริเตนในยุคของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ได้อีก จึงได้ร่วมกันประกาศเป็นอิสรภาพไม่ขอขึ้นต่อบริเตนอีกต่อไป เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 โดยมีนิวยอร์คเป็นหนึ่งในดินแดนอาณานิคมทั้ง 13 แห่งดังกล่าว ดังนั้น นิวยอร์คจึงเป็นมลรัฐที่เก่าแก่ทีสุดแห่งหนึ่งของประเทศอเมริกา

          เดิมมลรัฐนิวยอร์ค เคยเป็นดินแดนอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์มาก่อนตั้งแต่ปีค.ศ.1609 ก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1664

          สำหรับฐานะของมลรัฐนิวยอร์ค ในช่วงเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษมีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งของบริเตน เรียกว่า จังหวัดนิวยอร์ค (Province of New York)

ทำเลที่ตั้ง

          มลรัฐนิวยอร์ค ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา มีอาณาเขตติดต่อประเทศแคนาดา

            ด้านทิศใต้ จรดมลรัฐนิวเจอร์ซี และมลรัฐเพนซิลเวเนีย

            ด้านทิศตะวันออก จรดมลรัฐคอนเน็คติกัต มลรัฐเมสซาจูเซตส์ และมลรัฐเวอร์มองต์

            ด้านทิศเหนือ จรดมลรัฐควิเบกของแคนาดา (Quebec)

          ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จรดมลรัฐออนตาริโอของแคนาดา ( Ontario)

            ด้านทิศตะวันตก ติดทะเลสาบออนตาริโอ(Lake Ontario) ทะเลสาบอีรี (Lake Erie) และน้ำตกไนแองการา (Niagara Falls)

             นอกจากนี้ยังมีเขตแดนติดชายฝั่งทะเล ด้านมลรัฐโรด ไอส์แลนด์

3Falls Niagara.jpg
น้ำตกไนแอการา

          ภาพที่ 2-ภาพน้ำตกไนแอการา ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการา พรมแดนของมลรัฐนิวยอร์ค อเมริกา และ มลรัฐออนตาริโอ แคนาดา ถือได้ว่า เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls) หรือน้ำตกแคนาดาสูง 51 เมตร  น้ำตกอเมริกา (American Falls) สูง 21-34 เมตร และน้ำตกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว (Bridal Veil Falls)

(Wikipedia, Niagara Falls, 14th February 2020)

A topographic map of the state of New York, with urban and geographic features marked.
แผนที่มลรัฐนิวยอร์ค

ภาพที่ 3-แผนที่มลรัฐนิวยอร์ค มีเขตแดนจรดมลรัฐของอเมริกา 5 มลรัฐ ติดกับทะเลสาบ 2 แห่ง และมลรัฐออนตาริโอ และมลรัฐควิเบกของแคนาดา (Wikipedia, New York State, 15th January 2020)

ขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร เมืองหลวง และเมืองสำคัญ

          มลรัฐนิวยอร์ค ทีพื้นที่ 141,297 ตร.กม.  นับมีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 27 ของสหรัฐอเมริกา

            และมีประชากร   19,491,339 คน เมื่อปี 2019 นับเป็นมลรัฐทีมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับสี่ของสหรัฐอเมริกา

            เมืองหลวงของมลรัฐ คือนครอัลบานี (Albany)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือกรุงนิวยอร์ค (New York City) ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของโลก (Global City) เพราะเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ (United Nations Headquarters) และเป็นมหานครที่มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดของโลก (The world’s most economically powerful city)

            เมืองที่มีขนาดใหญ่รองลงไปคือ เมืองบัฟฟาโล (Buffalo) เมืองยังเคอร์ส (Yonkers) และเมืองไซราคิวส์( Syracuse)

มาทำความรู้จักกรุงนิวยอร์ค เพิ่มเติมสักหน่อย

             กรุงนิวยอร์ค เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมื่อปีค.ศ.2018 มียอดประชากรทั้งสิ้น 8,398,748 คน และมีพื้นที่ 784 ตร.กม. นอกจากนี้นิวยอร์คยังเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของอเมริกา  

            กรุงนิวยอร์ค เป็นศูนย์กลางของมหานครนิวยอร์ค (New York metropolitan area) ซึ่งเป็นพื้นที่มหานครในส่วนที่เป็นชุมชนเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

กรุงนิวยอร์คเป็นเมืองหลวงของโลก (Global City) เพราะเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ (United Nations Headquarters) และเป็นมหานครที่มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดของโลก (The world’s most economically powerful city)

United Nations Headquarters in New York City, view from Roosevelt Island.jpg
สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค

ภาพที่ 4-ภาพสำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค

(Wikipedia, Headquarters of United Nations, 14th February 2020)

นอกจากนี้ กรุงนิวยอร์ค ยังเป็นเมืองหลวงของโลกในด้านสื่อ การเงินการคลัง และวัฒนธรรม หากกรุงนิวยอร์คเป็นรัฐอิสระ จะมีรายได้ตามจีดีพีมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก

            กรุงนิวยอร์ค ตั้งอยู่ ณ อ่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คือ อ่าวนิวยอร์ค  กรุงนิวยอร์ค เคยเป็นเมืองหลวงของอเมริกาในช่วงปีค.ศ.1785-1790 และได้กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกามาตั้งแต่ปีค.ศ.1790

            ในกรุงนิวยอร์ค มีสถานทีสำคัญหลายแห่งที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือนในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ได้แก่ ไทม์สแควร์ (Times Square) เซนทรัลปาร์ค (Central Park) โรงละครบรอดเวย์ (Broadway Theater ) และระบบรถไฟใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีสถานีมากถึง 472 สถานี

          ยิ่งกว่านั้น ในกรุงนิวยอร์คมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยประมาณ 200 แห่ง  รวมทั้งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่าง มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University)  มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค (New York University) มหาวิทยาลัยร็อคคีเฟลเลอร์ (Rockefeller University) สถาบันวิชาการทหารอเมริกา (United States Military Academy) สถาบันวิชาการพาณิชยนาวีอเมริกา (United States Merchant Marine Academy)

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพก็ตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค (Statue of Liberty)

Lady Liberty under a blue sky (cropped).jpg
อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ณ กรุงนิวยอร์ค

ภาพที่ 5-อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (Wikipedia, The Statue of Liberty, 21st January 2020)

            เมื่อเอ่ยถึงประเทศอเมริกาเชื่อได้ว่า ท่านผู้อ่านหลายท่านคงคิดถึงอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศอเมริกา

            เทพีเสรีภาพ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เสรีภาพที่ก่อให้เกิดแสงสว่างแก่โลก (Liberty Enlightening the World) ประดิษฐานอยู่ที่อยู่ที่เกาะเสรีภาพหรือเกาะลิเบอร์ตี (Liberty Island) ในอ่าวนิวยอร์ค เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างด้วยทองแดง

            อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ เป็นของขวัญที่ชาวฝรั่งเศสตั้งใจมอบให้ชาวอเมริกันที่หาญกล้าลุกขึ้นประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776  และต่อสู้ทำสงครามปฏิวัติอเมริกากับบริเตนต่อไปอีกหลายปี จนประสบชัยชนะ และตั้งประเทศอเมริกาสำเร็จเมื่อปีค.ศ.1783  ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่ระลึกของความร่วมมือระหว่างอเมริกาและฝรั่งเศสในการทำสงครามปฏิวัติดังกล่าว (รายละเอียดของการทำสงครามปฏิวัติอเมริกา ขอให้ท่านผู้อ่านย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 4 และ 4/2 ได้)

            เป็นของขวัญในโอกาสการฉลองวันชาติอเมริกาครบ 100 ปี นับว่าเป็นของขวัญที่ล้ำค่ามากใช่ไหม ท่านผู้อ่าน

            ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

            ผมคิดว่า ข้อมูลหลัก ๆ ของอนุสาวรีย์นี้ คือ

          สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่บนเกาะเสรีภาพหรือเกาะลิเบอร์ตี เขตแมนฮัตตัน (Manhattan)  กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

            ความสูง ตัวอนุสาวรีย์มีความสูง 46 เมตร แต่ถ้านับจากฐานรากระดับพื้นดินถึงปลายไฟบนคบเพลิง มีความสูง 93 เมตร

            น้ำหนักรวมของตัวอนุสาวรีย์ 204.1 ตัน

            มือของเทพี มือขวาของเทพี ชูขึ้นถือคบเพลิง มือซ้ายถือแผ่นจารึก JULY IV MDCCLXXVI (July 4, 1776) ซึ่งเป็นวันประกาศอิสรภาพอเมริกา

            เท้าข้างหนึ่ง มีโซ่ขาด แสดงดึงการหลุดพ้นจากการเป็นทาส ส่วนการสวมมงกุฎ 7 แฉก หมายถึงทะเลทั้งเจ็ดหรือทวีปทั้งเจ็ด ส่วนภายในมีบันไดวน 162 ขั้น

            ประธานาธิบดี โกรเวอร์ คลีฟแลนด์ (Glover Cleveland) ได้ประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1886

            ยูเนสโก ได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีค.ศ.1984 (UNESCO World Heritage Site 1984)

            ได้มีผู้คนมาเยี่ยมชมอนุสาวรีย์แห่งนี้นับถึงปีค.ศ.2009 จำนวน 3.2 ล้านคน

คุยกับคุณอมรินทร์สักหน่อย

                ผมคิดว่า อยากจะคุยกับคุณอมรินทร์เกี่ยวกับความสำคัญของมลรัฐนิวยอร์คสักนิดหนึ่ง

            “ คุณอมรินทร์คิดว่า มลรัฐนิวยอร์คมีความสำคัญและน่าสนใจอย่างไรบ้าง ” ผมชวนคุณอมรินทร์คุยอย่างง่าย ๆ

            “ ผมคิดว่า ความน่าสนใจของมลรัฐนิวยอร์คจริง ๆ ก็อยู่ที่กรุงนิวยอร์คนั่นแหละ ซึ่งเผอิญชื่อตรงกันกับชื่อมลรัฐ ก็อาจจะทำให้ผู้คนงงอยู่บ้าง

            เพราะกรุงนิวยอร์คเคยเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ยังเป็นสมาพันธรัฐอเมริกา ราว 5 ปี ระหว่างปีค.ศ.1785-1790

            การที่กรุงนิวยอร์คได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวง แสดงถึงทำเลที่ตั้งอันเหมาะสม ตั้งอยู่ปากอ่าวนิวยอร์ค ด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้กรุงนิวยอร์ค มีความเจริญรุ่งเรืองเพราะการเป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่งมาตั้งแต่โบราณ ” คุณอมรินทร์สาธยายพอสังเขป

            “ แล้วการที่กรุงนิงยอร์คได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มีความหมายพิเศษอะไรไหม” ผมถามเพราะอยากรู้จริง ๆ

            “ ผมคิดว่า การที่กรุงนิวยอร์คได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ย่อมทำให้กรุงนิวยอร์ค มีฐานะเป็นเมืองหลวงของโลกทีเดียว เพราะทุก ๆ ปี ผู้นำของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยของเราก็จะต้องเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค ” คุณอมรินทร์แสดงทัศนะได้อย่าง น่าฟัง

            “ ผมขอฟังความเห็นจากคุณอมรินทร์ กรณีเกิดการถล่มตึก เวิร์ลเทรด เซนเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 มีความหมายว่าอย่างไร ” ผมชวนคุยถึงเหตุการณ์ที่ทำให้โลกทั้งโลกตกตะลึงด้วยความสะพรึงกลัวและอกสั่นขวัญหายเมื่อประมาณ 19 ปีที่ผ่านมา

            “ กรุงนิวยอร์ค เป็นที่ตั้งของตึกระฟ้าเป็นจำนวนมาก การก่อวินาศกรรมด้วยการบังคับให้เครื่องบินพาณิชย์ 2 ลำ พุ่งเข้าชนตึกแฝดเวิร์ลเทรดเซนเตอร์นั้น ผู้ก่อวินาศกรรมย่อมต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า  กรุงนิวยอร์ค ซึ่งถือได้ว่าเป็นเมืองที่เจริญที่สุดในโลกและเป็นเมืองหลวงของโลก ก็ยังไม่สามารถเอาตัวรอดจากการก่อวินาศกรรมของพวกตนไปได้ ดังนั้น ชาวโลกย่อมรู้สึกหวาดกลัวและหวาผวาอย่างแน่นอน ” คุณอมรินทร์ตอบยังกะมองเห็นภาพการถล่มตึกดังกล่าวติดตา

            “ ใช่ ผมเห็นด้วย เพราะหลังจากนั้นไม่นาน อเมริกาก็ได้จัดตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นมาเพื่อรับมือกับการก่อการร้ายสากลโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งมาติภูมิ หรือ Department of Homeland Security  เมื่อปีค.ศ.2002 หรือพ.ศ.2545 ในยุคประธานธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช (George W. Bush)

            ความน่าสนใจของกระทรวงนี้อยู่ที่  การเป็นกระทรวงที่เติบโตเร็วมาก จนมีอัตรากำลังในปัจจุบันมากถึง 240,000 คน  เป็นรองแต่กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการทหารผ่านศึก เป็นกระทรวงที่อัตรากำลังหหรือบุคลากรที่สามารถถืออาวุธร้ายแรงแบบทหาร และมีอำนาจในการจับกุมดำเนินคดีอาญาแบบตำรวจ หรืออาจจะเรียกว่า กระทรวงกึ่งทหารกึ่งตำรวจก็ได้ ” ผมกล่าวขยายความให้ชัดเจน

Section 15=2

            มลรัฐนิวยอร์ค คือ มลรัฐที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ร่วมกัมลรัฐอื่น ๆ อีก 12  มลรัฐประกาศอิสรภาพเมื่อ ปี ค.ศ.1776 และได้ทำสงครามปฏิวัติอเมริกากับบริเตนจนประสบชัยชนะ

            มลรัฐนิวยอร์ค ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา อยู่ติดกับประเทศแคนาดาด้านมลรัฐควิเบก และออนตาริโอ

            เมืองหลวงของมลรัฐนิวยอร์คคือนครอัลบานี (Albany) แต่เมืองใหญ่สุดคือกรุงนิวยอร์ค (New York City)

            กรุงนิวยอร์ค เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ดังนั้น อาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า กรุงนิวยอร์ค คือเมืองหลวงของโลก   นอกจากนี้ท่าเรือนิวยอร์ค ยังเป็นท่าเรือใหญ่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

            ยิ่งกว่านั้น ยังมีอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ซึ่งเป็นของขวัญที่ชาวฝรั่งเศสมอบให้ชาวอเมริกันในโอกาสฉลองวันชาติครบ 100 ปี ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ที่เกาะลิเบอร์ตีหรือเกาะเสรีภาพ ซึ่งอยู่ในเขตแมนฮัตตัน ปากอ่าวนิวยอร์ค ด้วย

14. มารู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาสักหน่อยดีไหม (3): มลรัฐพิเศษ เมืองหลวงและเมืองสำคัญ

ประจำปักษ์แรก (1-15 กุมภาพันธ์ 2563) วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563

เมื่อมีการสถาปนารัฐหรือประเทศขึ้นมา จำเป็นต้องมีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ด้วยการจัดตั้งเมืองหลวงของรัฐ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศ ดังนั้น เมืองหลวงของรัฐหรือประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทุกรัฐหรือทุกประเทศจำเป็นต้องมี

กำเนิดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

      ในตอนที่ 12และ13 ได้กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานของมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา คือ ขนาดพื้นที่และจำนวนประชากร สำหรับตอนที่ 14 นี้ จะได้กล่าวถึง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.                                                                                                                               

            คงไม่มีท่านผู้อ่านคนใดที่ไม่รู้จักกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา  แต่อาจจะไม่ทราบข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับกรุงวอชิงตัน ดังนั้น ในตอนที่ 14 นี้ ผมจะนำข้อมูลเกี่ยวกับกรุงวอชิงตันมาเล่าให้ท่านฟัง

            (Wikipedia, Washington, D.C., 6th January 2020)

เมืองหลวงแห่งแรกของอเมริกา

                การที่จะตอบว่าเมืองหลวงแห่งแรกของอเมริกาคือเมืองอะไรนั้น คงต้องดูจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในการสถาปนาประเทศอเมริกาขึ้นมา

            หออิสรภาพ (Independence Hall) แห่งนครฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia)

                ในการประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 นั้น ดินแดนอาณานิคมทั้ง 13 แห่งได้ใช้หออิสรภาพ (Independence Hall) แห่งนครฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia)  ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของมลรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นสถานที่ในประกาศอิสรภาพ และต่อมาคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ประชุมกัน  ณ หออิสรภาพดังกล่าว เมื่อปีค.ศ.1787 เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐบัญญัติของสมาพันธรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบ (Wikipedia, Pennsylvania, 29th January 2020)

            การที่ดินแดนอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง ได้ใช้หออิสรภาพแห่งนครฟิลาเดลเฟีย เป็นสถานที่ประกาศอิสรภาพ จึงทำให้นครฟิลาเดลเฟียมีฐานะเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอเมริกาโดยพฤตินัยนับตั้งแต่ค.ศ.1776-1785 รวมระยะเวลา 9 ปี (Wikipedia, History of Pennsylvania, 29th January 2020) ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กรุงนิวยอร์คหลังจากมีการประกาศใช้รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา ในช่วงปีค.ศ.1785-1790

            ท่านคงพอจะจำได้ว่า รูปแบบการปกครองของอเมริกาเดิมเป็นระบบสมาพันธรัฐ ภายใต้รัฐบัญญัติของสมาพันธรัฐอเมริกา (The Articles of Confederation) ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาและได้ใช้บังคับระหว่างปีค.ศ.1781-1789 รวมระยะเวลา 9 ปี โดยมีกรุงนิวยอร์ค (New York City) เป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริการะหว่างปีค.ศ.1785-1790 รวมระยะเวลา 5 ปี  (Wikipedia, History of New York City, 7th January 2020)

การสถานปนากรุงวอชิงตัน ดี.ซี.: มลรัฐพิเศษ

ทำเนียบขาว (The White House) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
(Wikipedia, Washington D.C., 1st February 2020)

            หลังจากได้ใช้รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐไประยะหนึ่งแล้ว พบว่าไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างเช่นปัญหาขบถเชย์  เนื่องจากรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกาได้กำหนดให้รัฐบาลกลางมีอำนาจน้อย ส่วนอำนาจที่แท้จริงอยู่มลรัฐ  ดังนั้น  มลรัฐต่าง ๆ จึงเห็นสมควรที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขี้นใหม่ โดยให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งและมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ  เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้

            รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาฉบับใหม่มีผลใช้บังคับเมื่อปีค.ศ.1789  สภาคองเกรสได้อาศัยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 1 อนุมาตรา 8 วรรค 17(Article 1, Section 8, Clause 17) ออกกฎหมายเพื่อสถาปนาเมืองหลวงขึ้นใหม่ บนริมฝั่งแม่น้ำโปโตแมก (Potomac River) ซึ่งอยู่ทางด้านชายฝั่งตะวันออกของประเทศ และเป็นแนวเขตแดนระหว่างมลรัฐแมรีแลนด์และมลรัฐเวอร์จิเนีย โดยได้สถาปนากรุงวอชิงตันขึ้นเป็นเมืองหลวงเมื่อปีค.ศ.1791 ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย Residence Act 1790 (กฎหมายถิ่นที่อยู่) (Wikipedia, Residence Act, 7th January 2020)

            ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบว่า เพราะเหตุใดจึงเลือกสร้างเมืองหลวงใหม่ ณ บริเวณดังกล่าว

            สาเหตุที่เลือกสถาปนาเมืองหลวงใหม่บนริมฝั่งแม่น้ำโปโตแมก ก็เนื่องจากผู้นำมลรัฐฝ่ายใต้นำโดยโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)  และเจมส์ เมดิสัน (James Madison) ต้องการให้ย้ายเมืองหลวงจากทางเหนือคือกรุงนิวยอร์ค ลงมาทางใต้ แต่คะแนนเสียงในสภาคองเกรสไม่พอ ในขณะเดียวกันผู้นำมลรัฐฝ่ายเหนือ โดยมี อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) เป็นผู้นำ ต้องการให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมาย Assumption Bill เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐรับผิดชอบหนี้สินที่บรรดามลรัฐได้ก่อขึ้นในระหว่างสงครามปฏิวัติอเมริกา (American Revolutionary War)

โดยจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เลือกทำเลตั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 ภาพวาดแสดงทำเลที่ตั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซ๊. (Wikipedia, Washington D.C., 31th January 2020)

            ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า ชื่อ กรุงวอชิงตัน ได้ชื่อมาอย่างไร และทำไมต้องมีคำว่า ดี.ซี.ต่อท้ายเสมอ

            ชื่อเรียกกรุงวอชิงตัน มาจากชื่อจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกานั่นเอง ส่วนชื่อที่เป็นทางการเรียกว่า เขตโคลัมเบีย (District of Columbia) มาจากชื่อโคลัมบัส (Columbus) ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาหรือโลกใหม่ เป็นคนแรก  หากไม่ได้ระบุคำว่า ดี.ซี.ต่อท้ายชื่อ ก็อาจทำให้เข้าใจผิดว่า หมายถึงรัฐวอชิงตัน (State of Washington) ซึ่งเป็นมลรัฐทางด้านตะวันตกมลรัฐหนึ่งของอเมริกา

            ที่ดินที่ใช้สร้างกรุงวอชิงตัน  มลรัฐแมรีแลนด์และมลรัฐเวอร์จิเนียได้ร่วมกันบริจาคที่ดินในการสร้างกรุงวอชิงตัน ซึ่งได้รวมพื้นที่เมืองจอร์จทาวน์ (Georgetown) และเมือง อเล็กซานเดรีย (Alexandria) ซึ่งได้ตั้งอยู่ก่อนแล้ว แต่สภาคองเกรสได้คืนที่ดินในส่วนที่มลรัฐเวอร์จิเนียบริจาครวมทั้งเมืองอเล็กซานเดรีย (City of Alexandria) เมื่อปีค.ศ.1846  และสภาคองเกรสได้จัดตั้งพื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นเทศบาล ( Single municipal government)

            กรุงวอชิงตันได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปีค.ศ.1791 และสร้างเสร็จและใช้เป็นเมืองหลวงของอเมริกา เมื่อปีค.ศ.1801

(Wikipedia, Washington D.C., 7th January 2020)

            อำนาจในการกำกับดูแลกรุงวอชิงตัน ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามาตรา 1  อนุญาตให้จัดตั้งเขตของรัฐบาลกลาง (Federal District)  โดยให้อยู่ภายใต้อำนาจพิเศษของสภาคองเกรส (Exclusive Jurisdiction of the Congress) ดังนั้น เขตโคลัมเบีย จึงไม่ได้ขึ้นต่อมลรัฐใด ๆ มีฐานะเทียบเท่ามลรัฐ และเทียบเท่าเคาน์ตีด้วย (a state-equivalent and a county equivalent by the U.S. Census Bureau)

ภาพถ่ายมุมสูงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี (.https://washington.org/dc-information/washington-dc-history,1st February 2020)

            ผมอยากให้ท่านผู้อ่านสังเกตว่า การเลือกทำเลที่ตั้งเมืองหลวงของเมริกา เป็นการตัดสินใจเลือกในช่วงเพิ่งมีการจัดตั้งประเทศอเมริกาขึ้นใหม่ ๆ และมีมลรัฐเพียง 13 มลรัฐเท่านั้น ไม่ใช่มี 50 มลรัฐเหมือนอย่างในปัจจุบัน

ทำความรู้จักกับมลรัฐเวอร์จิเนียและมลรัฐแมรีแลนด์สักนิดหนึ่ง

                ผมคิดว่า การที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโปโตแมก (The Potomac River) ซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างมลรัฐเวอร์จิเนียและมลรัฐแมรีแลนด์  ท่านคงอยากจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับมลรัฐทั้งสองบ้าง

            มลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia)

          มลรัฐเวอร์จิเนีย มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Commonwealth of Virginia เป็นมลรัฐด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ระหว่างชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และเทือกเขาแอปพาเลเชียน (Appalachian Mountains) มีพื้นที่ 110,787 ตร.กม. มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 35 ของอเมริกา มีประชากรเมื่อปีค.ศ.2019 จำนวน 8,470,020 คน นับมากเป็นอันดับที่ 12 ของอเมริกา

            เมืองหลวงชื่อ นครริชมอนต์ (Richmond) แต่เมืองที่มีประชากรมากที่สุดคือ นครเวอร์จิเนียบีช (Virginia Beach)

          มลรัฐแมรีแลนด์ (Maryland)   

          มีพื้นที่ 32,131 ตร.กม. มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 42 ของอเมริกา มีประชากรเมื่อปีค.ศ.2019 จำนวน 6,052,177 คน นับเป็นอันดับที่ 19 ของอเมริกา

            มีเมืองหลวงชื่อ นครแอนนาโพลิส (Annapolis) แต่เมืองใหญ่ที่สุดคือนครบัลติมอร์ (Baltimore)

เมืองหลวงชั่วคราว

            การสร้างกรุงวอชิงตัน เป็นการสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ ดังนั้น การก่อสร้างต้องใช้เวลายาวนานพอสมควร ปัญหาคือ ในระหว่างที่การสร้างกรุงวอชิงตันยังไม่แล้วเสร็จ จะใช้เมืองใดเป็นเมืองหลวงชั่วคราวไปพลางก่อน เนื่องจากตามกฎหมาย Residence Act ได้กำหนดให้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีค.ศ.1800 ดังนั้น จึงได้กำหนดให้ใช้ นครฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) มลรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นเมืองหลวงของประเทศเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน (Nation’s temporary capital) จนกว่าการสร้างกรุงวอชิงตันจะแล้วเสร็จ  ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 10 ปี

(Wikipedia, Residence Act, 7th January 2020)

ขนาดพื้นที่และจำนวนประชากร          

              กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีพื้นไม่มาก เพียง 177 ตร.กม. และมีประชากรเมื่อปี ค.ศ.2019 จำนวน 693,972 คน  ซึ่งนับเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นลำดับที่ 20 ในสหรัฐอเมริกา

            อย่างไรก็ดี เขตมหานครวอชิงตัน (Washington’s metropolitan area) ซึ่งรวมเอาบางส่วนของมลรัฐแมรีแลนด์  มลรัฐเวอร์จิเนีย และมลรัฐเวอร์จิเนียตะวันตก นับใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ของสหรัฐอเมริกา โดยมีประชากรประมาณ 6.2 ล้านคน

             ในส่วนที่เกี่ยวกับขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรของกรุงวอชิงตัน เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานครแล้ว ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า กรุงวอชิงตันมีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครมาก เพราะกรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,568.737  ตร.กม. (วิกิพีเดีย, รายชื่อจังหวัดของประเทศไทยเรียงตามพื้นที, 6 มกราคม 2563)  

           ยิ่งกว่านั้น กรุงเทมหานครก็ยังมีจำนวนประชากรมากกว่ามาก กล่าวคือ กรุงเทพมหานครมียอดประชากรถึง 5,676,648 คน (ตามประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 )

          ดังนั้น หากเราจะดูแค่ขนาดพื้นที่และจำนวนประชากร ต้องถือได้ว่า กรุงวอชิงตัน มีขนาดเล็กกว่ากรุงเทพมหานครของเรามาก

ความสำคัญของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

             ในฐานะเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ทำให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีความสำคัญหลายประการ ดังนี้

            ประการแรก กรุงวอชิงตัน นับเป็นเมืองหลวงที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง โดยในแต่ละปีจะมีคนเดินทางไปท่องเที่ยวมากกว่าปีละ 20 ล้านคน

            ประการที่สอง กรุงวอชิงตัน เป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งสามหน่วย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภาคองเกรส ฝ่ายบริหาร คือ ทำเนียบประธานาธิบดี และฝ่ายตุลาการ คือ ศาลสูง

            ประการทีสาม กรุงวอชิงตัน เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์ระดับชาติหลายแห่ง

            ประการที่สี่ กรุงวอชิงตัน เป็นที่ตั้งสถานทูต รวมทั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การระหว่างประเทศจำนวนหลายแห่ง  สหภาพด้านการค้า (trade unions) องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร  กลุ่มลอบบี๊ (lobbying groups)  สมาคมวิชาชีพ

            นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของกลุ่มธนาคารโลก องค์การการเงินระหว่างประเทศ

รูปแบบการปกครองของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่น มีนายกเทศมนตรี และสภาเขตจำนวน 13 คน โดยต่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง

            ในส่วนการเมืองระดับชาติ ประชาชนชาวกรุงวอชิงตัน มีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน แต่เป็นตัวแทนที่ไม่มีสิทธิออกเสียง นอกจากนี้ยังมีสิทธิเลือกคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี (presidential electors) จำนวน 3 คน

            ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้ท่านผู้อ่านทราบว่า การที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกมีขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรไม่มาก ก็เพราะวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งกรุงวอชิงตันคือ การเป็นศูนย์กลางด้านการบริหารประเทศของรัฐบาลกลาง กรุงวอชิงตันจึงไม่ใช่ศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศเหมือนอย่างเมืองหลวงของประเทศหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

            บางประเทศก็ได้แนวคิดนี้แหละ ในการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ใหม่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศเป็นหลัก อย่างเพื่อนบ้านของเรา พม่าหรือเมียนมา ได้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งไปยังกรุงเนปิดอว์ ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไป ห่างไกลทะเลเป็นอันมาก

ทุกมลรัฐมีเมืองหลวงเป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางบริหารของรัฐบาลมลรัฐ แต่มิได้หมายความว่า เมืองหลวงของทุกมลรัฐจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพราะบางมลรัฐมีเมืองใหญ่ที่สุดซึ่งไม่่ใช่เมืองหลวงของมลรัฐก็มี

            ในเรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน นึกถึงจังหวัดสงขลาที่ผู้คนทั่วไป รู้จักอำเภอหาดใหญ่มากกว่าตัวจังหวัดสงขลา เพราะอำเภอหาดใหญ่มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ มากกว่าตัวจังหวัดสงขลา

            ผมจะขอหยิบยกเมืองหลวงและมืองสำคัญของบางมลรัฐมาเล่าพอเป็นตัวอย่าง

            มลรัฐคาลิฟอร์เนีย (California)

          เมืองหลวง คือ นครสคราเมนโต (Sacramento)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือ นครลอสแองเจลีส (Los Angeles) 

            คนทั่วไปรู้จัก นครลอสแองเจลีสมากกว่า

            *นอกจากนี้ ยังมีนครซานฟรานซิสโก (San Francisco ) ซึ่งเป็นนครที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง อยู่ในมลรัฐคาลิฟอร์เนียด้วย

            มลรัฐฟลอริดา (Florida)

            เมืองหลวง คือ นครแทลลาฮัสซี (Tallahassee)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือ นครแจ็คสันวิลล์ (Jacksonville)

            มลรัฐจอร์เจีย (Georgia)

            เมืองหลวง นครแอตแลนตา (Atlanta)

            มลรัฐฮาวาย (Hawaii)

            เมืองหลวง คือนครฮอนโนลูลู (Honolulu)

            มลรัฐอิลลินอยส์ (Illinois)

            เมืองหลวง คือนครสปริงฟีลด์ (Springfield)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครชิกาโก (Chicago)

            คนทั่วไปรู้จักนครชิกาโกมากกว่า

            มลรัฐอินเดียนา (Indiana)

            เมืองหลวง คือนครอินเดียนาโพลิส (Indianapolis)

            มลรัฐเคนตักกี (Kentucky)

            เมืองหลวง คือนครแฟรงฟอร์ต (Frankfort)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครหลุยส์วิลล์ (Louisville)

            มลรัฐแมรีแลนด์ (Maryland)

            เมืองหลวง คือนครแอนนาโพลิส (Annapolis)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครบัลติมอร์ (Baltimore)

            มลรัฐแมสสาจูเซตส์ (Massachusetts)

            เมืองหลวง คือนครบอสตัน (Boston)

อนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงมีพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเมาท์ออเบอร์น (Mount Auburn Hospital) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเคมบริดจน์ มลรัฐแมสซาจูเซตส์ (Cambridge, Massachusettes) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470

นอกจากนี้ เมืองเคมบริดจ์นี้ ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกถึง 2 แห่ง คือมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของอเมริกา และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซตส์ (MIT)

            มลรัฐมิชิแกน (Michigan)

            เมืองหลวง คือนครแลนซิง (Lansing)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครดีทรอยต์  (Detroint)

            คนทั่วไปรู้จัก นครดีทรอยต์ มากกว่า

            มลรัฐเนวาดา (Nevada)

            เมืองหลวง คือนครคาร์สันซิตี (Carson City)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครลาสเวกัส (Las Vegus)

            คนทั่วไปรู้จักนครลาสเวกัส มากกว่า

            มลรัฐนิวยอร์ค (New York)

            เมืองหลวง คือนครอัลบานี (Albany)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือกรุงนิวยอร์ค (New York)

            คนทั่วไปรู้จัก กรุงนิวยอร์ค มากกว่า

            มลรัฐโอกลาโฮมา (Oklahoma)

            เมืองหลวง คือนครโอกลาโฮมา ซิตี (Oklahoma City)

            มลรัฐเทนเนสซี (Tennessee)

            เมืองหลวง คือนครแนชวิลล์ (Nashville)

            มลรัฐเท็กซัส (Texas)

            เมืองหลวง คือนครออสติน (Austin)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครฮูสตัน (Houston)

            มลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia)

            เมืองหลวง คือนครริชมอนด์ (Richmond)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครเวอร์จิเนียบีช (Virginia Beach)

            มลรัฐวอชิงตัน (Washington)

            เมืองหลวง คือนครโอลิมเปีย (Olympia)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครซีแอตเติล (Seattle)

            คนทั่วไปรู้จัก นครซีแอตเติล มากกว่า

            มลรัฐวิสคอนซิน (Wisconsin)

            เมืองหลวง คือนครเมดิสัน (Madison)

            เมืองใหญ่ที่สุด คือนครมิลวอคี (Milwaukee)

คุยกับคุณอมรินทร์สักนิด

            เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวง และเมืองสำคัญของมลรัฐต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น ผมจะได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์อีกเล็กน้อย

            “ คุณอมรินทร์มีความคิดเห็นในเรื่องของการสถาปนากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขึ้นเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาอย่างไรบ้าง ” ผมเปิดประเด็นคุยอย่างสบาย ๆ

            “ ผมคิดว่า ก่อนที่จะมีการรวมตัวของมลรัฐต่าง ๆ จำนวน 13 แห่ง เข้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละมลรัฐต่างมีเมืองหลวงและสำคัญของตนอยู่ก่อนแล้ว  หากจะเลือกเมืองใดเมืองหนึ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายมลรัฐอาจจะไม่เห็นด้วยว่า ทำไมไม่เลือกและยกฐานะเมืองในมลรัฐของตนขึ้นเป็นหลวงของสหรัฐอเมริกา

            ดังนั้น ทางที่ดีคือ สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ดีกว่า โดยเลือกทำเลที่น่าจะเป็นศูนย์กลางของประเทศได้ ” คุณอมรินทร์ตอบแบบสบาย ๆ

            “ คุณอมรินทร์คิดว่า การสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่มีข้อดีอย่างไร และข้อเสียอย่างไร” ผมชวนคุยแบบกันเอง

            “ ผมคิดว่า การสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ เราสามารถวางผังเมืองให้เป็นไปตามหลักวิชาการผังเมืองได้อย่างเต็มที่ เพราะสิ่งก่อสร้างอะไรก็ยังไม่มี แต่ค่าใช้จ่ายในการสร้างเมืองหลวงใหม่อาจจะสูงกว่าการใช้เมืองที่มีอยู่เป็นเมืองหลวง เพราะต้องสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่หมด” คุณอมรินทร์ตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

            “ ถ้าเช่นนั้น เมืองหลวงที่สร้างขึ้นมาใหม่ก็น่าจะมีผังเมืองสวยงามกว่าเมืองหลวงที่มีมายาวนานใช่ไหม

            พูดถึงเรื่องนี้ ผมได้เคยเยี่ยมชมนครแคนเบอรา เมืองหลวงของออสเตรเลีย เมื่อปีพ.ศ.2552 ผังเมืองสวยงามมาก แต่แคนเบอรา ไม่ใช่เมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย เมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียคือนครซิดนีย์ ” ผมกล่าวสนับสนุนความเห็นของคุณอมรินทร์

            “ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากถามความเห็นของคุณอมรินทร์ คือ การที่อเมริกามีเมืองใหญ่  ๆ หลายเมืองกระจายกันอยู่ทั่วประเทศแทนที่จะมีเมืองใหญ่ ๆ อยู่ไม่กี่เมืองเหมือนอย่างในหลายประเทศ น่าจะมีผลดีอย่างไรหรือไม่ ” ผมอดถามต่อไม่ได้

            “ ผมคิดว่า น่าจะดีกว่ามีเมืองใหญ่ ๆ ไม่กี่เมือง เพราะเป็นการกระจายความเจริญไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อย่างบ้านเรา ทุกสิ่งทุกสิ่งอย่างมารวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพ ฯ หมด แม้รัฐบาลจะได้พยายามกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคต่าง ๆ แต่ดูเหมือนว่า ยังทำได้ไม่มากนัก ดังนั้น ประเทศไทยของเรา จึงคล้าย ๆ มีหัวโต แต่แขนขาลีบ อย่างที่นักวิชาการด้านสังคมวิทยาเรียกว่า Primate City  

อีกอย่าง ผมมองในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง ประเทศที่มีเมืองใหญ่ ๆ หลายเมือง ย่อมมีความได้เปรียบประเทศที่มีเมืองใหญ่ ๆ น้อยเมือง เพราะเวลาเมืองใหญ่บางเมืองถูกโจมตีจากข้าศึก  เมืองใหญ่อื่น ๆ ก็ยังคงเป็นหลักให้ประเทศได้ ”  คุณอมรินทร์อธิบายโดยอ้างหลักวิชาประกอบเล็กน้อย

” ผมอยากให้คุณอมรินทร์ลองเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตาประเทศอเมริกากับรูปร่างคนสักหน่อย จะมีลักษณะอย่างไร” ผมอดแหย่ถามต่อไม่ได้

            “ ในความเห็นของผมนะ การที่ประเทศอเมริกามีเมืองใหญ่ ๆ กระจายไปอยู่ทั่วประเทศ หากเปรียบเทียบกับรูปร่างหน้าตาของคน ก็น่าจะเป็นคนรูปร่างสมสวน ไม่อ้วนหรือผอม ดูแข็งแรงและงามสง่าไปทั่วทุกส่วนเลยนะ ” คุณอมรินทร์ตอบตามความรู้สึก

ผลดีของการมีเมืองใหญ่ ๆ กระจายไปทั่วประเทศ

            กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศของรัฐบาลกลาง ดังนั้น จึงไม่ได้มีขนาดพื้นที่ใหญ่และมีจำนวนประชากรมากเหมือนอย่างเมืองหลวงของหลายประเทศที่ตั้งมาเป็นเวลายาวนาน

            นอกจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้ว แต่ละมลรัฐก็มีเมืองหลวงของตนเอง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารงานของรัฐบาลมลรัฐ  ยิ่งกว่านั้น หลาย ๆ มลรัฐยังมีเมืองสำคัญและเมืองขนาดใหญ่นอกเหนือไปจากเมืองหลวงของมลรัฐ

13.มารู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาสักหน่อยดีไหม (2):จำนวนประชากร

ปีที่ 2 ประจำเดือนมกราคม 2563 ปักษ์หลัง ( 16-31 มกราคม 2563) วันที่ 16 มกราคม 2563

ในตอนที่แล้ว ท่านผู้อ่านได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวรายชื่อ ของมลรัฐจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และขนาดพื้นที่ของมลรัฐต่าง ๆ แล้ว ลำดับต่อไป ท่านก็คงอยากจะทราบเรื่องราวเกี่ยวกับจำนวนประชากรของมลรัฐต่าง ๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด

          บางมลรัฐมีพื้นที่น้อย แต่อาจมีจำนวนประชากรมาก บางมลรัฐมีพื้นมาก จำนวนประชากรก็มีมากด้วย

            จำนวนประชากรมากน้อยมีผลต่อบทบาทความสำคัญของแต่ละมลรัฐ อย่างน้อยที่สุดทางด้านการเมือง มลรัฐใดมีประชากรมากก็จะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นเงาตามตัว

จำนวนประชากรของมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกา

กลุ่มมลรัฐที่มีประชากรมากตามสถิติปี 2019

                ท่านผู้อ่านคงทราบดีว่า มลรัฐที่มีประชากรมากย่อมเป็นมลรัฐที่มีความเจริญก้าวหน้าและมีบทบาทสำคัญในด้านการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ ในทำนองเดียวกันกับจังหวัดหรือเมืองใหญ่ ๆ ของบ้านเรา เช่น กรุงเทพมหานครในฐานะเมืองหลวงของประเทศ ทางภาคเหนือมี เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพิษณุโลก ทางภาคกลางมี นครสวรรค์ อยุธยา ชลบุรี และสมุทรปราการ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี ส่วนทางภาคใต้มี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และภูเก็ต เป็นต้น

มลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาที่มีประชากรมาก 10 อันดันแรก คือ

            อันดับหนึ่ง มลรัฐคาลิฟอร์เนีย      มีประชากร        39,747,267            คน

            อันดับสอง มลรัฐเท็กซัส              มีประชากร         29,078,070         คน

            อันดับสาม มลรัฐฟลอริดา            มีประชากร         21,646,155            คน

            *อันดับสี่ มลรัฐนิวยอร์ค                        มีประชากร         19,491,339         คน

            *อันดับห้า มลรัฐเพนซิลเวเนีย     มีประชากร         12,813,969            คน

            อันดับหก มลรัฐอิลลินอยส์           มีประชากร         12,700,381         คน

            อันดับเจ็ด มลรัฐโอไฮโอ               มีประชากร        11,718,568         คน

            *อันดับแปด      มลรัฐจอร์เจีย                  มีประชากร         10,627,767         คน

            *อันดับเก้า        มลรัฐนอร์ธ คาโรไลนา มีประชากร            10,497,741         คน

            อันดับสิบ มลรัฐมิชิแกน               มีประชากร         10,020,472         คน

          (World Population Review.com/state/, US States-Ranked by Population, 3rd January 2020)

            ผมเข้าใจว่า รายชื่อมลรัฐทั้งสิบแห่งของอเมริกาดังกล่าว ท่านผู้อ่านคงจะหุ้นสายตาหรือคุ้นหูเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีข่าวออกสื่ออยู่บ่อย ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีข่าวไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรงทุกปี มลรัฐนิวยอร์ค เป็นที่ตั้ง มหานครนิวยอร์ค คนไทยคุ้นเคยชื่ออยู่แล้ว และมลรัฐฟลอริดามีข่าวเกี่ยวกับพายุทอร์นาโด ทุกปีเช่นกัน

            ในบรรดา 10 มลรัฐดังกล่าว  มีมลรัฐเก่าแก่รุ่นแรกของสหรัฐอเมริกาที่ได้ร่วมกันประกาศอิสรภาพจากบริเตนเมื่อปีค.ศ.1775 จากจำนวนทั้งหมด 13 มลรัฐ รวมอยู่ด้วย 4  มลรัฐ คือ  มลรัฐนิวยอร์ค มลรัฐเพนซิลเวเนีย มลรัฐจอร์เจีย และมลรัฐนอร์ธ คาโรไลนา

            ตามสถิติขององค์การสหประชาชาติ ประชากรสหรัฐอเมริกาเมื่อปีค.ศ.2019 มีจำนวนทั้งสิ้น 329,064,917 คน ซึ่งนับเป็นประเทศที่มียอดประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองลงมาจากจีนและอินเดีย

            ตามสถิติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มียอดประชากรใกล้เคียงกับประเทศอิรัก ซึ่งมีจำนวนประชากร 39,309,783 คน อัฟกานิสถาน มียอดประชากร 38,041,754 คน  ประเทศโปแลนด์ มียอดประชากร 37,887,768 คน และประเทศแคนาดา มียอดประชากร 37,411,047 คน (Wikipedia, List of countries by population (United Nations), 3rd January 2020)

กลุ่มมลรัฐที่มียอดประชากรน้อยตามสถิติปี 2019

                ในบรรดา 50 มลรัฐของสหรัฐอเมริกา มลรัฐที่มียอดประชกากรน้อยที่สุด 10 อันดับ คือ

            อันดับแรก มลรัฐไวโอมิง              มีประชากร         572,381           คน

            อันดับสอง มลรัฐเวอร์มองต์          มีประชากร         627,180           คน

            อันดับสาม เขตพิเศษโคลัมเบีย มีประชากร     711,571           คน

          (District of Columbia)

            อันดับสี่ มลรัฐอลาสกา                มีประชากร         735,720           คน

            อันดับห้า มลรัฐนอร์ธ ดาโกตา      มีประชากร        760,900           คน

            อันดับหก มลรัฐเซาธ์ ดาโกตา      มีประชากร        892,631           คน

            อันดับเจ็ด มลรัฐเดลาแวร์        มีประชากร         975,033           คน

            อันดับแปด มลรัฐโรด ไอส์แลนด์ มีประชากร           1,056,738        คน

            อันดับเก้า มลรัฐมอนทานา          มีประชากร         1,074,532        คน

            อันดันสิบ มลรัฐเมน                    มีประชากร         1,342,097        คน

                (World Population Review.com/state/, US States-Ranked by Population, 3rd January 2020)

          ท่านผู้อ่านจะสงสัยว่า เขตพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia) คืออะไร ทำไมจึงนับเป็นมลรัฐหนึ่งของอเมริกาที่มีประชากรน้อย

            ความจริง เขตพิเศษโคลัมเบีย เป็นชื่อที่เป็นทางการของเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา คือ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.(Washington, D.C.) แม้จะไม่ได้เป็นมลรัฐหนึ่ง แต่ในทางการสำรวจสำมะโนประชากร มีฐานะเทียบเท่ามลรัฐ มีอิสระไม่ได้ขึ้นต่อมลรัฐใด ดังนั้น ในทางสถิติจึงต้องนับแยกมาต่างหาก ในตอนต่อไป คือตอนที่ 14 ผมจะได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับกรุงวอชิงตันให้ท่านฟังอีกที

          เพื่อให้ท่านผู้อ่านมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมจะเปรียบเทียบกับรัฐอื่น ๆ ในโลกว่า รัฐเล็ก ๆ ที่มีจำนวนประชากรน้อยใกล้เคียงกับมลรัฐทั้ง 10 ของอเมริกามีไหม

          ผมได้ดูข้อมูลขององค์การสหประชาชาติแล้ว พบว่า ในบรรดารัฐและดินแดนอิสระต่าง ๆ ทั่วโลก ประมาณ 268 รัฐและดินแดนอิสระ รัฐที่มีจำนวนประชากรต่ำกว่า 2,000,000 คนลงมา มีจำนวนมากร่วม 89 รัฐและดินแดนอิสระ อย่างเช่น บาร์เรน มีประชากร 1,641,172 คน ไซปรัส มีประชากร 1,179,551 คน  ติมอร์ตะวันออก มีประชากร 1,293,119 คน ฟิจิ มีประชากร 889,953 คน ภูฐาน มีประชากร 763,092 คน มัลดีฟส์  มีประชากร 530,953 คน มอลตา มีประชากร 440,372 คน บรูไน มีประชากร 433,285 คน และตองกา มีประชากร 110,940 คน  

มารู้จักรัฐที่เล็กที่สุดในโลกสักนิดหนึ่ง

                ท่านผู้อ่าน พวกเรามักจะได้ยินคำกล่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก  หากเราไม่ดูข้อมูลเปรียบเทียบขนาดของรัฐและดินแดนอิสระทั่วโลก เราอาจจะคิดหรือเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ แต่พอดูข้อมูลแล้ว เราอาจจะประหลาดใจเล็กน้อย เพราะในด้านประชากร ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ เรามีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 24 ของโลกคือจำนวน 69,037,513 คน (อาจจะไม่ใช่ตัวเลขตามประกาศสำนักทะเบียนกลางราษฎรของประเทศไทย)   ในขณะที่พื้นที่ของประเทศไทย ใหญ่เป็นอันดับที่ 51 ของโลก คือมีพื้นที่ 513,120 ตร.กม.ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงประเทศสเปน คือมีพื้นที 505,992 ตร.กม.

              แผนที่นครรัฐวาติกัน ( Wikipedia, Vatican City, 15th January 2020)

            นอกจากนี้ยังมีรัฐเล็ก ๆ อย่างที่เรียกว่า นครรัฐ (City-state) ที่พวกเราน่าจะคุ้นเคยชื่อเป็นอย่างดี เช่น โมนาโค (Monaco) มีประชากร 38,964 คน ลิกเตนสไตน์ มีประชากร 38,019 คน

            ส่วนรัฐที่มียอดประชากรน้อยที่สุด คือ นครรัฐวาติกัน (Vatican City) มียอดประชากรเพียง 799 คน  และในขณะเดียวกันก็เป็นรัฐที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดในโลกด้วย คือมีพื้นที่เพียง 0.44 ตร.กม.ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปา (Pope) ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก โดยรัฐบาลอิตาลียอมรับการมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนตามสนธิสัญญา Lateral Treaty เมื่อปีค.ศ.1929 (Wikipedia, Vatican City, 4th January 2020)

          แม้นครรัฐวาติกัน เป็นเพียงนครรัฐเล็ก ๆ แต่ก็มีอำนาจปกครองคริสตจักรนิกายโรมัน คาทอลิกทั่วโลก

          พวกเราคงได้รับทราบข่าวการเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส เมื่อวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562

          ความจริงนครรัฐวาติกัน ผมเคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปีพ.ศ.2528 ซึ่งในขณะนั้นผมยังรับราชการอยู่ที่กรมการปกครอง  ในครั้งนั้น กระทรวงมหาดไทย ได้อนุมัติให้คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมกิจการสุขาภิบาล(ก.ส.ส.) ไปศึกษาดูงานด้านการปกครอง ส่วนท้องถิ่นและด้านสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมัน  รวมทั้งได้แวะเยี่ยมชมนครรัฐวาติกัน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมด้วย

St. Peter's Square, the basilica and obelisk, from Piazza Pio XII
จัตุรัสซนต์ ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน (Wikipedia, Vatican City, 15th Jaanuary 2020)

          จัตุรัสเซนต์ ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน (Wikipedia, Vatican City, 15th January 2020)

            ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงเคยไปเยี่ยมชม จัตุรัสเซนต์ ปีเตอร์ (St. Peter’s Square) และมหาวิหารนักบุญโปโตรอันยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์แห่งนครรัฐวาติกันมาแล้วเช่นเดียวกับผม

คุยกับคุณอมรินทร์สักหน่อยนะ

            เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น ผมจะชวนคุณอมรินทร์คุยกันต่อเรื่องรัฐและมลรัฐสักนิดหนึ่ง

            “ คุณอมรินทร์ ในตอนที่แล้ว เราได้คุยกันเรื่องมลรัฐของอเมริกาในประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ ซึ่งปรากฏว่า หลาย ๆ มลรัฐ มีขนาดพื้นที่พอๆ กับขนาดพื้นที่ของหลาย ๆ จังหวัดของประเทศไทย

            ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนประชากรของมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกา คุณอมรินทร์มีความเห็นเพิ่มเติมไหม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลาย ๆ มลรัฐของอเมริกามีประชากรแค่หลักแสนเท่านั้นเอง” ผมเปิดฉากชวนคุยเข้าประเด็นเลย

            “ ถ้าอาจารย์กล่าวเช่นนั้น ผมคิดว่า เราน่าจะพิจารณาเรื่ององค์ประกอบของรัฐนะ จึงจะเข้าใจได้ว่า ทำไมบางรัฐหรือบางมลรัฐมีพื้นที่และหรือประชากรเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังมีฐานะเป็นรัฐหรือมลรัฐได้ ” คุณอมรินทร์กล่าวในเชิงหลักการ

            “ ก็ดีนะ คุณอมรินทร์ ถ้าเช่นนั้น องค์ประกอบของรัฐ มีอะไรบ้าง ” ผมเร่งให้คุณอมรินทร์นำเสนอ

            “ตามหลักกฎหมายปกครอง ที่คนได้เรียนมาทางรัฐศาสตร์ก็ดี หรือทางนิติศาสตร์ก็ดี ย่อมทราบดีว่า องค์ประกอบของรัฐ มีอยู่ 4 ประการ คือ

            ข้อแรก ต้องมีดินแดนหรืออาณาเขตที่แน่นอน  

           ข้อสอง ต้องมีประชากรอาศัยอยู่   

           ข้อสาม ต้องมีรัฐบาลปกครอง  

           และข้อสี่ ต้องมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ” คุณอมรินทร์นำเสนอองค์ประกอบของรัฐอย่างกระชับ

            “ ในองค์ประกอบข้อแรก และข้อสอง มิได้มีการกำหนดไว้ว่า จะต้องมีดินแดนขนาดใหญ่เท่าใด และจะต้องมีประชากรมากน้อยเท่าใด ขอเพียงแต่ ให้มีรัฐบาลปกครองและมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนตามองค์ประกอบข้อสามและข้อสี่ ย่อมถือได้ว่า เป็นรัฐ ได้ทั้งสิ้น ” คุณอมรินทร์กล่าวตอกย้ำ

            “ ผมขอทราบความเห็นจากคุณอมรินทร์อีกนิดหนึ่งว่า บางครั้ง องค์ประกอบของรัฐ ควรจะเพิ่มอีกสักข้อหนึ่ง คือ จะต้องได้รับการรับรองจากนานาชาติด้วย คุณอมรินทร์มีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ ” ผมถามแทนหลายท่านที่อาจจะสงสัยในประเด็นนี้

            “ ผมคิดว่า การได้รับรองจากนานาชาติ อาจจะยังไม่ใช่เป็นองค์ประกอบของรัฐที่ขาดไม่ได้ แต่ก็แค่ควรจะได้รับรองจากนานาชาติในขั้นตอนต่อไป  เพราะหากไม่ได้รับรองจากนานาชาติ รัฐนั้นอาจจะประสบปัญหาความมั่นคงของชาติ ว่าจะสามารถดำรงความเป็นรัฐได้นานมากน้อยเพียงใด ” คุณอมรินทร์ตอบอย่างมั่นใจ

            “ ผมถามอีกสักข้อหนึ่ง คือ ประเทศหลาย ๆ ประเทศเคยตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก ในช่วงเป็นอาณานิคม จะยังถือว่าเป็นรัฐอยู่ไหม ในความเห็นของคุณอมรินทร์ ” ผมลองถามดูเพื่อให้คุณอมรินทร์ได้ขยายความ

            “ บรรดาอาณานิคมในอดีต ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ล้วนแล้วแต่ขาดคุณสมบัติของการเป็นรัฐ เพราะขาดองค์ประกอบข้อสามและหรือข้อสี่ หมายความว่า ในช่วงตกเป็นอาณานิคม มหาอำนาจตะวันตก เป็นผู้บริหารอาณานิคม ในรูปแบบที่เรียกว่า ข้าหลวงใหญ่ ขึ้นตรงต่อประเทศเมืองแม่  หรือถ้าให้อาณานิคมลบริหารเอง ก็จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศเมืองแม่ ซึ่งจะส่งคนมากำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง อย่างที่เรียกว่า รัฐในอารักขา (Protected State) เช่น บรูไนเคยเป็นรัฐในอารักขาของบริเตน ตามสนธิสัญญา Treaty of Protection 1888  ” คุณอมรินทร์ตอบอย่างไม่ลังเล

            “แสดงว่า ก่อนจะได้เอกราช บรรดาดินแดนอาณานิคมคงจะรู้สึกแสนทรมานใจทีเดียวนะ ก็นับเป็นคำตอบที่ชัดเจน ขอขอบคุณ คุณอมรินทร์มา ที่ได้สละเวลามาพูดคุยกันในวันนี้ ” ผมกล่าวปิดฉากการสนทนาด้วยการขอบคุณ

องค์ประกอบของรัฐ

            การเป็นรัฐหรือดินแดนอิสระนั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดไว้ว่า จะต้องมีพื้นที่และประชากรมากน้อยเพียงใด หากมีรัฐบาลปกครองและมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ก็ถือได้ว่า เป็นรัฐหรือดินแดนอิสระ อย่างเช่นนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นรัฐที่เล็กที่สุดในโลก มีขนาดพื้นที่เพียง 0.44 ตร.กม. และมีประชากรไม่ถึงพัน

            มลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นมลรัฐใหญ่หรือมลรัฐเล็ก ล้วนมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสีประการ ยกเว้นอำนาจอธิปไตยบางส่วนที่ทุกมลรัฐยอมสละให้เป็นอำนาจของรัฐบาลสหรัฐหรือรัฐบาลกลางเป็นผู้ใช้อำนาจแทนตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

            ที่สำคัญที่สุด คือ มลรัฐต่าง ๆ เป็นผู้ให้กำเนิดรัฐใหญ่ที่เรียกชื่อว่า สหรัฐอเมริกา ผิดกับจังหวัดของไทย รัฐไทยเป็นผู้ให้กำเนิดจังหวัดต่าง ๆ

12.มารู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาสักหน่อยดีไหม(1): รายชื่อมลรัฐ จำนวนส.ส. และขนาดพื้นที่

ตอนแทรกคั่นกลาง

เล่าแบบสี่มิติ(การเมืองการปกครอง การบริหาร กฎหมาย และวิดีโอ)

(นำออกเผยแพร่เป็นตอนแรกของปี 2020 ประจำปักษ์แรก 1-15 มกราคม 2563

นำออกเผยแพร่วันที 1 มกราคม 2020)

            โดยเหตุที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศรัฐรวมและมีขนาดใหญ่ ประกอบด้วย รัฐใหญ่หรือรัฐบาลกลางหนึ่งรัฐ รัฐเล็กหรือมลรัฐ จำนวน 50 มลรัฐ แต่ละมลรัฐมีขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร และจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสแตกต่างกัน ดังนั้น หากท่านทราบข้อมูลดังกล่าวของแต่ละมลรัฐ ก็น่าจะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจในเรื่องเล่าตอนต่าง ๆ ของ เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา ได้ง่ายเข้า

            ประกอบกับเห็นว่า เรื่องเล่าตอนที่ 11  ตอนที่ 11/1 ตอนที่11/2 และตอนที่ 11/3 ว่าด้วยสภาคองเกรส  อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกเครียดบ้าง

            ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอนำเสนอ ตอนแทรกคั่นกลางคือ ตอน 12-14 มารู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาสักหน่อยดีไหม  เพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้สึกผ่อนคลายก่อนที่จะนำเสนอตอนว่าด้วยประธานาธิบดี

ควรจะรู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาในเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง

          ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบข้อมูลบางอย่างของแต่ละมลรัฐ  เพื่อที่จะสามารถทำความเข้าใจในการอ่าน เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา ในแต่ละตอนได้ง่ายเข้า

            ถ้าเช่นนั้น เรามากำหนดหัวข้อเกี่ยวกับมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาที่ควรทราบดีไหม

            หัวข้อ เกี่ยวกับมลรัฐต่าง ของอเมริกาที่ควรจะทราบ มีดังนี้

            – รายชื่อมลรัฐ

           

            – ขนาดพื้นที่ของมลรัฐ

            – เมื่อหลวงหรือเมืองสำคัญของมลรัฐ

            – จำนวนประชากร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และจำนวนสมาชิกคองเกรส

            – มลรัฐที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

มารู้จักรายชื่อมลรัฐทั้งห้าสิบมลรัฐ

ก่อนจะรู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา ท่านผู้อ่านควรจะทราบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศสาธารณรัฐที่เป็นรัฐรวม ( Federal Republic) ประกอบด้วยมลรัฐ 50 มลรัฐ (States) เขตพิเศษ (Federal District) หนึ่งเขต ซึ่งหมายถึง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ดินแดนใหญ่ ๆ (Major Territories) จำนวน 5 แห่ง และเกาะ เล็ก ๆ อีกเป็นจำนวนมาก มลรัฐจำนวน 48 มลรัฐตั้งอยู่บนทวีปอเมริกาเหนือระหว่างประเทศ เม็กซิโกและแคนาดา ส่วนอีกสองมลรัฐ คือ อลาสกาตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือสุดของแคนาดาและช่องแคบเบริง (Bering Strait ) ซึ่งอยู่ติดกับเขตแดนของรัสเซีย และมลรัฐฮาวายตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกายังมีดินแดนกระจายอยู่ทั่วมหาสมุทรแฟซิฟิก (Pacific Ocean) และทะเลแคริบเบียน (Caribbean Sea)

จะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกามีอยู่ 2 มลรัฐที่ไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกับผืนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา นั่นคือมลรัฐอลาสกา และมลรัฐฮาวายดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีดินแดนที่ไม่ได้ขึ้นต่อมลรัฐใด ๆ แต่เป็นดินแดนที่ขึันต่อรัฐบาลกลาง (Federal District) กล่าวคือ นอกจาก เขตพิเศษโคลัมเบีย หรือกรุงวอชิงตัน ยังมีดินแดนอีก 5 แห่งที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง คือ อเมริกาซามัว (American Samoa) เกาะกวม (Guam) หมู่เกาะมาริอานาเหนือ (Northern Mariana Islands) ปัวเตอริโก (Puerto Rico) และหมู่เกาะเวอร์จินของอเมริกา (U.S. Virgin Islands)

                การที่จะให้ท่านผู้อ่านจดจำรายชื่อมลรัฐของอเมริกาทั้งห้าสิบมลรัฐได้นั้นอาจจะไม่ง่าย  แต่ผมคิดว่า หากท่านผู้อ่านพอจะจดจำรายชื่อมลรัฐดังกล่าวได้บ้าง ก็น่าจะเป็นการดี

(Wikipedia, List of states and territories of the United States, 31st December 2019)

            มีวิธีหนึ่งที่น่าจะทำให้ท่านผู้อ่านพอจะจดจำรายชื่อมลรัฐดังกล่าวได้ง่ายเข้า คือ การจดจำ ตัวอักษรตัวแรกของชื่อมลรัฐ  โดยผมได้จัดกลุ่มมลรัฐตามอักษรตัวแรกของชื่อมลรัฐ พร้อมกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละมลรัฐในวงเล็บ*  แบ่งออกเป็น 19 กลุ่ม   

*จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละมลรัฐจะมีเท่าใด ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของประชากร โดยจะมีการสำรวจสำมะโนประชากรใหม่ทุก 10 ปี (Each decennial census)

            จำนวนสมาชิกสภาราษฎรของสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศมีจำนวนคงที่หลังปีค.ศ.1910 คือ จำนวน 435 คน ยกเว้นในช่วงปีค.ศ.1959 ได้มีการรับมลรัฐอลาสกา และฮาวาย เข้ามาเป็นมลรัฐใหม่ จึงให้เพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น 437 คน เป็นการชั่วคราว

(Encyclopedia Britannica, United States House of Representatives Seats by State, 23th December 2019)

          รายชื่อมลรัฐของสหรัฐอเมริกา แบ่งออกเป็นกลุ่มตามอักษรตัวแรกของชื่อมลรัฐ

          1.A = 4: Alabama (7), Alaska (1), Arizona (9) and Arkansas (4)

            2.C = 3: California (53), Colorado (7), Connecticut (5)

            3. D = 1: Delaware (1)

            4.F   = 1: Florida (27)

            5.G = 1: Georgia (14)

            6.H = 1: Hawaii (1)

            7.I = 4: Idaho (2), Illinois (18), Indiana (9) and Iowa (4)

            8.K = 2: Kansas (4) and Kentucky (6)

            9.L =1: Louisiana (6)

            10.M = 8 Maine (2), Maryland (8), Massachusetts (9), Michigan (14), Minnesota (8), Mississippi (4), Missouri (8) and Montana (1)

            11.N =8: Nebraska (3), Nevada (4), New Hampshire (2), New Jersey (12), New Mexico), New York (27), North Carolina (13) and North Dakota (1)

            12. =3: Ohio (16), Oklahoma (5) and Orgon (5)

            13.P = 1: Pennsylvania (18)

            14.R =1: Rhode Island (2)

            15.S = 2: South Carolina (7) and South Dakota (1)

            16.T = 2: Tennessee (9) and Texas (36)

            17. U =1: Utah (4)

            18. V = 2: Vermont (1) and Virginia (11)

            19. W = 4: Washington (10), West Virginia (3), Wisconsin (8) and Wyoming (1)

ท่านผู้อ่านคงพอจะสังเกตได้ว่า กลุ่มมลรัฐที่มีตัวอักษรตัวแรก เป็นตัว M และ N มีจำนวนมากที่สุด มีกลุ่มละ 8 มลรัฐ

สำหรับมลรัฐขนาดใหญ่ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก ได้แก่ มลรัฐคาลิฟอร์เนียมี 53 คน มลรัฐเท็กซัส มี 36 คน มลรัฐฟลอริดา และมลรัฐนิวยอร์คมีแห่งละ 27 คน มลรัฐอิลลินอยส์ และมลรัฐเพนซิลเวเนีย มีแห่งละ 18 คน

นอกจากนี้ ท่านผู้อ่านคงจะสังเกตเห็นได้ว่า มีมลรัฐที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพียง    มลรัฐละ 1 คน จำนวน 8 มลรัฐ คือ Alaska, Delaware, Hawaii, Montana, North Carolina, South Dakota, Vermont และ Wyoming

จำนวนสมาชิกสภาคองเกรส หาไม่ยากเลย

        เมื่อท่านผู้อ่านทราบจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละมลรัฐแล้ว หากอยากทราบว่ามลรัฐนั้นมีจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสเท่าใด ก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแต่เอาจำนวนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งทุกมลรัฐมีจำนวนเท่ากัน คือ มลรัฐละ 2 คน บวกเข้าไปก็จะเป็นจำนวนสมาชิกสภาคองเกรสของมลรัฐนั้น

     อย่างเช่น มลรัฐคาลิฟอร์เนีย มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 53 คน มีสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ดังนั้น จึงมีจำนวนสมาชิกสภาคองเกรส 55 คน

มารู้จักขนาดพื้นที่ของมลรัฐ

                หลังจากรู้จักชื่อมลรัฐแล้ว ลำดับต่อไป ท่านผู้อ่านคงอยากจะทราบว่า มลรัฐใดมีพื้นที่มากน้อยเพียงใดมลรัฐใดมีพื้นที่มากที่สุด   มลรัฐที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าขนาดพื้นที่ประเทศไทยมีหรือไม่  และมลรัฐใดที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุด

            สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองลงมาจากรัสเซีย และแคนาดา  คือมีพื้นที่ 9,629,091 ตร.กม. ในขณะที่แคนาดามีพื้นที่ 9,984,670 ตร.กม. และจีนซึ่งมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกมีพื้นที่ 9,596,961*

* ขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ของจีนและอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงตัวเลขใหม่ เป็น จีนมีพื้นที่ 9,706,961 ตร.กม. ส่วนอเมริกามีพื้นที่ 9,373,610 ตร.กม เป็นผลทำให้จีนเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่เลื่อนขึ้นเป็นอันดับสามของโลก ส่วนอเมริกามีขนาดพื้นที่หล่นลงมาเป็นที่สี่ของโลก เป็นการสลับตำแหน่งกัน (Worldometers, Largest Countries in the World by Area, 4th January 2020)

          ในบรรดา 50 มลรัฐดังกล่าว มลรัฐที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

          อันดับหนึ่ง มลรัฐอลาสกา (Alaska) มีพื้นที่ 1,723,337 ตร.กม.

          อันดับสอง มลรัฐเท็กซัส (Texas) มีพื้นที่ 695,662 ตร.กม.

            อันดับสาม มลรัฐคาลิฟอร์เนีย (California) มีพื้นที่ 423,697 ตร.กม.

            อันดับสี่ มลรัฐมอนตานา (Montana) มีพื้นที่ 380,831 ตร.กม.

            อันดับห้า มลรัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) มีพื้นที่ 314,917 ตร.กม.

            ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบว่า ประเทศไทยของเรามีพื้นที่ทั้งหมด ราว 513,120 ตร.กม. ดังนั้น มลรัฐของอเมริกาที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าประเทศไทยจึงมีอยู่ 2 มลรัฐ คือ มลรัฐอลาสกา และมลรัฐเท็กซัส

            ท่านคงจะสงสัยต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น มลรัฐที่มีขนาดพื้นที่พอ ๆ กับประเทศอาเซียนของเราบางประเทศอย่างพม่าหรือเมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีไหม

            ถ้าเช่นนั้น เราต้องทราบข้อมูลขนาดพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านของเราก่อน

            พม่าหรือเมียนมา มีขาดพื้นที่ 676, 578 ตร.กม. ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับมลรัฐเท็กซัส

            เวียดนาม มีขนาดพื้นที่ 331,210 ตร.กม. มาเลเซียมีขนาดพื้นที่ 329,847 และฟิลิปปินส์มีขนาดพื้นที่ 300,000 ตร.กม. ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงมลรัฐมอนตานา และมลรัฐนิว เม็กซิโก

          ส่วนมลรัฐที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุด 5 อันดับสุดท้าย คือ

          อันดับหนึ่ง มลรัฐโรด ไอส์แลนด์ (Rhode Island) มีพื้นที่เพียง 4,001 ตร.กม.

            อันดับสอง มลรัฐเดลาแวร์ (Delaware) มีพื้นที่เพียง 6,446 ตร.กม.

            อันดับสาม มลรัฐคอนเน็คติกัต (Connecticut) มีพื้นที่ 14,357 ตร.กม.

อันดับสี่ มลรัฐนิว เจอร์ซี (New Jersey) มีพื้นที่ 22,591 ตร.กม.

            อันดับห้า มลรัฐเวอร์มองต์ (Vermont) มีพื้นที่ 24,906 ตร.กม.

          ท่านผู้อ่านคงพอจะมองเห็นได้ว่า มลรัฐที่มีพื้นที่ขนาดเล็กที่สุดทั้งห้ามลรัฐ หากจะเปรียบเทียบกับพื้นที่จังหวัดในประเทศไทยแล้ว มีอยู่หลายจังหวัดที่มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับขนาดพื้นที่ของมลรัฐโรด ไอส์แลนด์ และมลรัฐเดลาแวร์ เช่น กาฬสินธุ์  อุทัยธานี สุโขทัย แพร่ ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี พะเยา เพชรบุรี และจังหวัดอื่น ๆ อีกรวมเป็น 37 จังหวัด (หมายถึงจังหวัดที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 28-61 ตามวิกิพีเดีย, รายชื่อจังหวัดของประเทศไทยเรียงตามพื้นที่, 31 ธันวาคม 2562)

. ในกลุ่มจังหวัดดังกล่าว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่มากที่สุด คือ 6,946.746 ตร.กม. ส่วนจังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุดในกลุ่มนี้ คือจังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ 3,027.280 ตร.กม.

            หรืออาจจะเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ของประเทศในกลุ่มอาเซียนของเราอย่างบรูไน มีขนาดพื้นที่ 5,770 ตร.กม. ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัลป์มลรัฐโรด ไอส์แลนด์ และมลรัฐเดลาแวร์

            เท่าที่ได้เล่ามาเกี่ยวกับขนาดพื้นที่ของมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาดังกล่าวข้างต้น คงจะพอทำให้ท่านผู้อ่านมองเห็นภาพขนาดพื้นที่แสดงความเล็กใหญ่ของมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาได้ตามสมควร

          อย่างไรก็ตาม แม้บางมลรัฐอาจมีพื้นที่ไม่มาก แต่ก็ยังมีฐานะเป็นมลรัฐแห่งหนึ่งของอเมริกาเช่นเดียวกับหลายมลรัฐทีมีพื้นที่ขนาดใหญ่

คุยกับคุณอมรินทร์เสียหน่อยดีไหม

            “ คุณอมรินทร์คิดว่า คนไทยมีความเข้าใจในคำว่า มลรัฐของอเมริกา มากน้อยเพียงใด” ผมเปิดประเด็นถามเบา ๆ

            “ ผมคิดว่า คนไทยมักจะเข้าใจว่า มลรัฐหนึ่งของอเมริกาก็คือคล้าย ๆ กับจังหวัดหนึ่งของเรา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” คุณอมรินทร์ระบายความในใจออกมา

            “ เข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างไรเหรอ ขอคำอธิบายนิดหนึ่ง ” ผมอดซักต่อไม่ได้

           ” การมีรัฐรวมหรือรัฐใหญ่ซ้อนอยู่บนรัฐเล็กหลาย ๆ รัฐ ผมอยากให้มองดูภาพของการมีทางต่างระดับโดยมีทางด่วนที่สร้างขึ้นใหม่คร่อมอยู่เหนือทางที่มีอยู่เดิม  แม้อาจจะไม่ใช่มีความหมายอย่างเดียวกัน ก็น่าจะพอนำมาเป็นภาพเปรียบเทียบได้ ” คุณอมรินทร์ค่อย ๆ อธิบาย ราวกับเกรงว่าผมจะไม่เข้าใจ

            “ ส่วนจังหวัดของไทยเรานี่ เป็นหน่วยการปกครองขนาดรองของประเทศ ที่รัฐไทยออกกฎหมายจัดตั้งขึ้นมา ไม่มีอำนาจอธิปไตย เพราะอำนาจอธิปไตย เป็นของรัฐไทยแต่แห่งเดียว ” คุณอมรินทร์ขยายความต่อโดยไม่รอผมสอบถาม

            “ ถ้าเช่นนั้น กรณีจังหวัดของไทยเรา รัฐสามารถออกกฎหมาย จัดตั้ง เปลี่ยนแปลงเขต หรือยุบเมื่อใดก็ได้ จริงไหม” ผมลองถามในเชิงเสนอความเห็นบ้างเล็กน้อย

            “ ใช่ ผิดกับมลรัฐของอเมริกา รัฐบาลกลาง จะไม่สามารถออกกฎหมายจัดตั้ง เปลี่ยนแปลงเขตหรือยุบได้ เพราะแต่ละมลรัฐยังมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองอยู่ในส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐบาลกลาง ” คุณอมรินทร์ตอบสั้น ๆ

            คำว่า มลรัฐ(State) ของสหรัฐอเมริกา ยังมีฐานะเป็นรัฐหรือดินแดนอิสระเหมือนอย่างที่เคยเป็นก่อนจะยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐรวมที่เรียกชื่อว่า สหรัฐอเมริกา  ผิดกับคำว่า จังหวัด (Province) ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานปกครองระดับรองของประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยวอย่างประเทศไทย เป็นต้น

            หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สหรัฐอเมริกาประกอบด้วยประเทศใหญ่ (United States)หนึ่งประเทศ และประเทศเล็ก (State)อีก 50 ประเทศ

            การศึกษาหาข้อมูลของมลรัฐต่าง ๆ ในอเมริกา จึงคล้าย ๆ กับการศึกษาหาข้อมูลของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจมีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง และอาจแตกต่างกันในบางเรื่อง

พบกันใหม่วันที่ 16 มกราคม 2563