จดหมายถึงผู้อ่าน

20200101135246.jpg

สวัสดีปีใหม่ 2563 แด่ ท่านผู้อ่าน “ เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา ที่เคารพรักทุกท่าน

            “ เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา” ได้นำออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ https://drchar.home.blog และเชื่อมต่อเพจ Trisri2019 มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์จะนำเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศแม่แบบในการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจ ของประเทศที่เป็นสาธารณรัฐ (Republic) มาเล่าสู่ท่านผู้อ่านในรูปแบบที่สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย รวมทั้งได้รับความเพลิดเพลิน อย่างที่เรียกว่า “สาระบันเทิง”

          ในการนำเสนอดังกล่าวได้นำออกเผยแพร่เป็นประจำสัปดาห์  โดยนำออกเผยแพร่ทุกวันจันทร์ 

            การเล่าเรื่องได้แบ่ง เรื่องเล่าออกเป็น 2 ส่วน คือ

            ส่วนที่หนึ่ง กำเนิดอเมริกา และรัฐบัญญัติ(หรือรัฐธรรมนูญ)แห่งสมาพันธรัฐอเมริกา แบ่งออกเป็น 7 ตอน

            ส่วนที่สอง รัฐธรรมนูญอเมริกา ได้นำเสนอต่อเนื่องจากส่วนที่หนึ่งมาแล้วถึง 11 ตอน ซึ่งตอนสุดท้ายที่ได้นำเสนอเมื่อสิ้นปี 2562 คือ 11/3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาคองเกรส

       ในรอบครึ่งปี 2562 ที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจเข้าชมเว็ปไซต์ดังกล่าวเป็นจำนวนไม่น้อย คือจำนวน 2,355 ท่าน รวมทั้งมีชาวต่างประเทศหรืออาจจะเป็นชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศจำนวนหนึ่งให้ความสนใจเข้าชมด้วย อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา เยอรมัน สเปน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ลาว และอเมริกันซามัว เป็นต้น

       สำหรับปีใหม่ 2563 (ค.ศ.2020) จะขอนำเสนอเป็นรายปักษ์ ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งจะเป็นการนำเสนอในตอนที่ 12  มารู้จักมลรัฐต่าง ๆ ของอเมริกาหน่อยดีไหม ทั้งนี้เพื่อให้ผมมีเวลาในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลมาประกอบการเขียนเล่าเรื่องได้มากขึ้น

          รูปแบบในการนำเสนอในปีใหม่ 2563 นี้ จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย โดยผมจะพยายามนำเสนอในรูปแบบที่ใกล้ชิดหรือเป็นกันเองกับท่านผู้อ่านให้มากขึ้น รวมทั้งได้เพิ่มวิดีโอประกอบเรื่องให้ดูหลากหลายและสวยงามมากกว่าเดิม เพื่อให้ทุกท่านรู้สึกผ่อนคลายในการอ่านนั่นเอ

ผมขอเรียกรูปแบบในการนำเสนอแบบใหม่ว่า ” การเล่าเรื่องแบบสี่มิติ” คือมิติทางรัฐศาสตร์ (การเมือง การปกครอง) มิติทางรัฐประศาสนศาสตร์ (การบริหาร) มิติทางนิติศาสตร์ (กฎหมาย) และมิติทางด้านวิดีทัศน์(วิดีโอ) โดยเป็นการเล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกาทั้งสี่มิติไปพร้อมกัน เพื่อให้ท่านผู้อ่านรู้สึกเพลิดเพลิน และเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่รู้สึกเครียด

สำหรับท่านที่ประสงค์จะมีส่วนร่วมด้วยการแสดงความคิดเห็น กรุณาแสดงในกล่องแสดงความคิดเห็นในตอนท้ายเรื่องเล่าแต่ละตอน โดยเป็นการแสดงความคิดเห็นผ่านอีเมล์ของท่าน

         ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาติดตามอ่าน “ เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกาด้วยดีเสมอมา หวังว่า ท่านคงจะกรุณาติดตามต่อไปในปี 2563 และหากท่านจะกรุณาสมัคร (subscribe) เป็นผู้ติดตาม (follower) ด้วย ก็จะเป็นกำลังใจและเป็นพระคุณยิ่ง

            ท้ายที่สุดนี้ ผมใคร่ขออาราธนาอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ตลอดพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้โปรดดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านทุกท่านตลอดจนครอบครัว มีสุขภาพอนามัยร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีจิตใจที่แจ่มใส มีความเจริญก้าวหน้าในที่การงาน ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง และสุขสมหวัง ตลอดปีใหม่ 2563 เทอญ.

ด้วยความเคารพรักท่านผู้อ่านทุกท่าน

(ดร.ชาตรี ดิเรกศรี)

30 ธันวาคม 2562

Happy New Year 2020

11/3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาคองเกรส

(ออกเผยแพร่ประจำวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2652)

ก่อนจะกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาคองเกรส ผมขอย้อนกลับไปยังตอนที่แล้ว คือตอนที่ 11/2  อำนาจคองเกรสในการถอดถอนประธานาธิบดี ซึ่งผมได้ได้สรุปไว้ว่า ด่านแรก คือ สภาผู้แทนราษฎร พรรคเดโมแครต เป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในสภา โอกาสที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะหลุดรอดจากด่านนี้คงยากมาก

มติสภาผู้แทนราษฎรอเมริกา ในการยื่นถอดถอนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

            ผลก็ออกมาอย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังนั่นแหละกล่าวคือสภาผู้แทนราษฎรของอเมริกาได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 เห็นชอบให้ส่งเรื่องถอดถอนทรัมป์ไปยังวุฒิสภาทั้งสองข้อหา คือ ข้อหาแรก การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในตำแหน่งประธานาธิบดีเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตัว ด้วยคะแนนเสียง 230:197  และข้อหาที่สอง ขัดขวางกระบวนการไต่สวนของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียง 229:198

          หากอยากจะทราบว่า เพราะเหตุใด คะแนนเสียงด่านแรก คือ สภาผู้แทนราษฎร จึงออกมาเช่นนี้ กรุณาย้อนกลับไปดู ตอนที่ 11/2 ได้

ที่มาของสมาชิกสภาคองเกรสในอดีต

            ตามรัฐธรรมนูญอเมริกาที่ได้ใช้บังคับเมื่อปี ค.ศ.1789 มาตรา 1  ได้กำหนดที่มาของสมาชิกสภา คองเกรสไว้ดังนี้

            สภาผู้แทนราษฎร  อนุมาตรา 2  ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในแต่ละมลรัฐ โดยให้มีการเลือกตั้งทุก 2 ปี จำนวนผู้แทนราษฎรของแต่ละมลรัฐให้เป็นไปตามสัดส่วนของประชากร  และทุก 10 ปี ให้มีการคำนวณ สัดส่วนของประชากรใหม่

            ผู้ที่จะมีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี และเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกามาแล้วอย่างน้อย 7 ปี นอกจากนี้ยังต้องมีถิ่นที่อยู่ประจำในมลรัฐที่ตนสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

            ส่วนคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐกำหนด

            วุฒิสภา อนุมาตรา 3 ประกอบด้วย สมาชิกที่ได้มาจากการคัดเลือกสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐ มลรัฐละ 2 คน อยู่ในวาระคราวละ 6 ปี

            ผู้ที่จะมีคุณสมบัติได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จะต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปี และต้องเป็นพลเมืองอเมริกามาแล้วอย่างน้อย 9 ปี  นอกจากนี้ยังต้องมีถิ่นที่อยู่ประจำในมลรัฐที่ตนได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิก

            ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ (Akhil Reed Amar, 2005, pp.69-72) ได้ชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคองเกรสไว้ 3 ปะการ คือ

            ประการแรก คุณสมบัติด้านอายุ (Age) ผู้จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนผู้ที่จะเป็นวุฒิสมาชิกได้ จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 30 ปี ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองอย่างผู้ว่าการมลรัฐ ส่งทายาทของตนซึ่งอายุยังน้อยเข้าไปนั่งในสภาคองเกรส

            ประการที่สอง สัญชาติ ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีสัญชาติอเมริกา ไม่น้อยกว่า 7 ปี ส่วนผู้ที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ต้องมีสัญชาติอเมริกา ไม่น้อยกว่า 9 ปี หมายความว่า บุคคลต่างด้าวที่ได้โอนสัญชาติ (Naturalization) เป็นคนอเมริกันไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมมีสิทธิเป็นสมาชิกสภาคองเกรสได้ ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้คนจากยุโรปอยากอพยพไปอยู่อเมริกา

            ประการที่สาม ถิ่นที่อยู่ (Residence) ผู้ที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิกของมลรัฐใด จะต้องมีถิ่นที่อยู่ประจำในมลรัฐนั้น ก็เพื่อป้องกันมิให้คนรวยจากมลรัฐข้างเคียงเข้ามาซื้อเสียงในเขตเลือกตั้ง ทั้ง ๆ อาจเป็นคนสอบตกในการเลือกตั้งในมลรัฐตนเอง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาคองเกรส

            การกำหนดที่มาของสมาชิกสภาคองเกรสตามนัยมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญอเมริกาได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลายานาน นับแต่ปีค.ศ.1789 จนกระทั่งปีค.ศ.1913 ซึ่งนับว่า เป็นระยะเวลายาวนานถึง 124 ปี จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 17 โดยกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในแต่ละมลรัฐ ส่วนจำนวนและวาระในการดำรงตำแหน่งก็ให้มีมลรัฐละ 2 คน และมีวาระในการดำรวงตำแหน่ง 6 ปีเท่าเดิม

            หากมีตำแหน่งวุฒิสมาชิกในมลรัฐใดว่างลง ก็ให้มลรัฐจัดการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งนี้ สภานิติบัญญัติของมลรัฐก็อาจมอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารของมลรัฐแต่งตั้งวุฒิสมาชิกชั่วคราว (Temporary appointment) ไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกขึ้นมาใหม่

            ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ผมจะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์แล้ว

            “ คุณอมรินทร์มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการที่รัฐธรรมนูญอเมริกาได้มีการแก้ไขเกี่ยวกับที่มาของวุฒิสมาชิก” ผมถามคุณอมรินทร์แบบสบายๆ

            “ ผมคิดว่า การที่รัฐธรรมนูญอเมริกาได้กำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกของสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐในระยะแรก ก็คงต้องการตอบสนองความต้องการของแต่ละมลรัฐว่า คนที่จะได้รับเลือกให้เข้าไปนั่งสภาคองเกรสในฐานะตัวแทนของมลรัฐ ก็ควรที่จะเป็นคนที่มลรัฐไว้วางใจว่า มีแนวคิดทางการเมืองเช่นเดียวกับมลรัฐ นั่นคือ ต้องเป็นคนที่มลรัฐเลือกเท่านั้น เพื่อให้เข้าไปนั่งในสภาคองเกรสคอยรักษาผลประโยชน์ของแต่ละ มลรัฐ ”  คุณอมรินทร์ตอบง่าย ๆ และตรง ๆ

            “ แล้วทำไมรัฐธรรมนูญอเมริกาจึงกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงมาตั้งแต่เริ่มต้นเลย ” ผมถามขอเหตุผล

            “ สภาผู้แทนราษฎร ชื่อก็ชัดอยู่บอกชัดอยู่แล้ว หากไม่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้ง จะใช้ชื่อสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไร  ผิดกับวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาที่เป็นตัวแทนมลรัฐ ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสมาชิกเป็นผู้รับการคัดเลือกจากสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐก็ย่อมทำได้ ” คุณอมรินทร์แจกแจงเหตุผล

            “ แล้วทำไมจึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกจากประชาชนโดยตรง แทนที่จะสภานิติบัญญัติของมลรัฐเป็นผู้เลือกต่อไปตามเดิม ” ผมถามอีกเพราะสงสัยอยู่

            “ เมื่อระยเวลาผ่านไปยาวนาน บ้านเมืองเจริญขึ้น ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองดีขึ้น ประชาชนย่อมต้องการมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง เพื่อให้วุฒิสมาชิกมีความรู้สึกผูกพันกับประชาชน ” คุณอมรินทร์ตอบง่าย ๆ

            “ ใช่แล้ว ผมคิดว่า คำตอบของคุณอมรินทร์ในเรื่องนี้ นับว่าชัดเจนและเข้าใจง่ายดี ” ผมกล่าวสรุปปิดฉากการสนทนา

            “ ขออีกนิดหนึ่ง เวลานี้ ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาของอเมริกาต่างก็มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเหมือนกัน  แล้วจุดแตกต่างอยู่ที่ตรงไหน ” ผมลองแหย่ความเข้าใจของคุณอมรินทร์ว่าจะเหมือนผมไหม

            “ ความแตกต่างอยู่ที่เขตเลือกตั้ง กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งแคบตามสัดส่วนของประชากร โดยเขตเลือกตั้งหนึ่ง ให้มีผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน ในทำนองเดียวกันกับเขตเลือกตั้งผู้แทนราษฎรของประเทศเราในเวลานี้  มลรัฐใดมีประชากรมาก ก็จะมีเขตเลือกตั้งหลายเขตตามสัดส่วนของประชากร

            ส่วนสมาชิกวุฒิสภา เขตเลือกตั้งคือ มลรัฐแต่ละมลรัฐ โดยให้ทุกมลรัฐมีสมาชิกวุฒิสภาเท่ากัน มลรัฐละ 2 คน เพราะสมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นตัวแทนมลรัฐ ” คุณอมรินทร์ตอบยืนยันหนักแน่น

            “ ถ้าเช่นนั้น เราก็เข้าใจตรงกันนะ” ผมยอมรับคำตอบของคุณอมรินทร์อย่างจริงใจ

ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาอเมริกา

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปสภาวะแวดล้อมหรือบริบทต่าง ๆ ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป    

                   ในทำนองเดียวกัน การที่รัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา 1 เดิมกำหนดไว้ว่า สภานิติบัญญัติของมลรัฐเป็นผู้คัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา มลรัฐละ 2 คน ซึ่งอาจจะมีความเหมาะสมในยุคสมัยนั้น และได้ใช้บังคับเรื่อยมาเป็นเวลายาวนานร่วม 124 ปี นับแต่ปลายศตวรรษที่ 18 คือเมื่อปีค.ศ.1789 จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อปีค.ศ.1913 จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง มลรัฐละ 2 คน และอยู่ในวาระ 6 ปีเช่นเดิม

11/2 อำนาจคองเกรสในการถอดถอนประธานาธิบดี(เผยแพร่วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2562)

แม้ว่าโดยหลักการของการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา รัฐสภาหรือสภาคองเกรสจะไม่สามารถได้ใช้เสียงข้างมากของสภาในการคว่ำร่างกฎหมายงบประมาณหรือร่างกฎหมายสำคัญอื่น ๆ  เพื่อให้ประธานาธิบดีพ้นตำแหน่งไปเหมือนอย่างระบบรัฐสภา  แต่สภาคองเกรสก็ยังมีอำนาจในการถอดถอนประธานาธิบดีกรณีถูกกล่าวว่า เป็นขบถ รับสินบน กระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง หรือกระทำความผิดอื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะนี้สภาคองเกรสกำลังใช้อำนาจตามกระบวนการถอดถอน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราลองมาดูว่า สภาคองเกรสจะสามารถใช้อำนาจสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ได้หรือไม่ เพียงใด เพราะเหตุใด

11/2-1 ความหมายของกระบวนการถอดถอน (Impeachment)

            หากจะแปลความหมายของคำว่า Impeachment ตามดิกชันนารีตรง ๆ จะได้ความหมายอยู่ 3 นัย คือ

            ความหมายแรก แปลว่า การกล่าวหา (calling in question)

            ความหมายที่สอง แปลว่า การตำหนิ การปรักปรำ ( finding of fault)

            ความหมายที่สาม แปลว่า การนำคดีขึ้นพิจารณา การฟ้องเพื่อให้ขับออกจากตำแหน่ง

            ในสหรัฐอเมริกา การถอดถอนออกจากตำแหน่ง เป็นกระบวนการของสภานิติบัญญัติ คือ สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร ( House of Representatives) เป็นผู้กล่าวหา เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนของรัฐบาลว่าได้กระทำความผิดทางอาญา ในทำนองเดียวกันกับการกล่าวโทษของคณะลูกขุน (grand jury)

            ปกติการกล่าวหาดังกล่าวจะทำในขณะผู้นั้นยังดำรงตำแหน่งอยู่ แต่ก็มีอยู่บ้างที่เป็นกล่าวหาก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะยังสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนกว่าจะมีการตัดสินคดีความ(trial) ว่ากระทำความผิดจริง

            ผู้ทำหน้าที่ในการตัดสินคดี คือสภาสูง หรือวุฒิสภา (The Senate)

            อย่างไรก็ตาม กระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง มิใช่กระบวนการดำเนินคดีอาญา เพราะโทษจะมีเพียงการถอดถอนออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ต้องมีคะแนนให้ถอดถอนไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในตำแหน่ง

            นอกจากการถอดถอนออกจากตำแหน่งของรัฐบาลกลางแล้ว อาจมีการถอดถอนออกจากตำแหน่งในระดับมลรัฐ ทั้งนี้ขึ้นอยู่รัฐธรรมนูญของแต่ละมลรัฐ

            11/2-2 การใช้อำนาจถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภคองเกรสในอดีต

          ในอดีต สภาคองเกรสเคยใช้อำนาจในการถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกลางหลายครั้ง กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มกระบวนการถอดถอนนับตั้งแต่ปีค.ศ.1789 จำนวน 62 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง 19 คน  ประกอบด้วย

           -ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง (federal judges) จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น (district court judges) จำนวน 13 คน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ (court of appeal judge) จำนวน 1 คน และผู้พิพากษาสมทบในศาลสูง (Supreme Court Associate Justice) จำนวน 1 คน

      – ประธานาธิบดี จำนวน 2 คน คือ ประธานาธิบดี แอนดรู จอห์นสัน (Andrew Johnson) และประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) ที่วุฒิสภามีโอกาสได้พิจารณา

    – เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (Cabinet secretary) จำนวน 1 คน

      – และวุฒิสภา จำนวน 1 คน

การสอบสวนเริ่มต้นทีสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 19 ครั้งดังกล่าวนั้น  มีอยู่ 2 ครั้งที่เรื่องไม่ได้ส่งไปถึงวุฒิสภา เพราะเจ้าตัวได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อน  มีอยู่ 7 รายที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าไม่มีความผิด และมีอยู่ 8 ราย ที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่ามีความผิด ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้พิพากษา

ในกรณีประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ได้มีการสอบสวนโดยคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร แต่การสอบสวนยังไม่ทันแล้วเสร็จ เขาได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้ลงมติ

      นับจากอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีคนใดที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

       การสอบสวนของสภาผู้แทนราษฎร อาจจะสิ้นสุดลงได้หลายกรณี กล่าวคือ เจ้าตัวได้พ้นตำแหน่งไปก่อน  หรือคณะกรรมาธิการที่ทำการสอบสวนเห็นว่า ไม่มีความผิด หรือคณะกรรมาธิการได้ส่งเรื่องเข้าสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่สภามีมติเสียงข้างมากว่าไม่มีมูลแห่งความผิด

.

            11/2-3 การใช้อำนาจถอดถอนประธานาธิบดีในอดีต

                        ในอดีตเคยมีประธานาธิบดีอเมริกาได้ถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งมาแล้ว 4  คน   แต่ยังไม่มีประธานาธิบดีคนใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ได้แก่

                     ประธานิบดีเจมส์ บูชานัน (James Buchanan) ประธานาธิบดี คนที่ 15  ถูกกล่าวหาเมื่อปีค.ศ.1860 ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่คณะกรรมาธิการที่สภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้ง (Covode Committee) มีความเห็นว่า เขาไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลของเขามีการ กระทำทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุดตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาเมื่อปี ค.ศ.1789   

                        ประธานาธิบดีแอนดรู จอห์นสัน(Andrew Johnson) ประธานาธิบดีคนที่ 17 ( ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 7 มาแล้วเป็นเวลา 8 ปี)  ถูกกล่าวหาเมื่อปีค.ศ.1866 ว่าละเมิดกฎหมายวาระในการดำรงตำแหน่ง (Tenure of Office Act) ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกลาง  มติถอดถอนในวุฒิสภาขาดไปเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้น (ในเวลาต่อมา ศาลสูงได้ตัดสินว่า กฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ)

                 ประธานาธิบดี นิกสัน (Richard Nixon) ประธานาธิบดีคนที่ 37 ถูกกล่าวหาเมื่อปีค.ศ.1974 ในคดีลักลอบโจรกรรมข้อมูลของพรรคเดโมแครต ณ อาคารที่ทำการใหญ่ของพรรคซึ่งตั้งอยู่ที่ตึกวอเตอร์ เกต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  นับเป็นคดีอื้อฉาวมาก(Water Gate Scandal) ในยุคสมัยนั้น หลังจากคณะกรรมาธิการด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ได้สอบสวนแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ทำให้ประธานาธิบดีนิกสันได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่จะมีการพิจารณาโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (Wikipedia, Impeachment Process against Richard Nixon, 11th December 2019)

ประธานาธิบดี บิล คลินตัน (Bill Clinton) ประธานาธิบดีคนที่ 42 เมื่อปีค.ศ.1998 ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรงและประพฤติชั่ว (high crimes and misdemeanors)  ในการละเมิดทางเพศ จึงถูกฟ้องสองข้อกล่าวหา คือ ข้อหาผิดคำสาบานในตอนเข้ารับตำแหน่ง (Perjury) โดยเขาได้ปฏิเสธว่า มิได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักศึกษาสาวที่มาฝึกงานชื่อโมนิก้า เลวินสกี (Monica Lewinsky) ตามที่ถูกกล่าวหา และข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม (Obstruction of Justice)

            วุฒิสภาได้ลงมติในข้อหาแรก เห็นชอบ 45 ไม่เห็นชอบ 55 ส่วนข้อหาที่สอง เห็นชอบ 50 ไม่เห็นชอบ 50

(Wikipedia, Impeachment of Bill Clinton, 11th December 2019)

              สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  (Donald Trump) ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน (คนที่ 45 ) กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอนจากตำแหน่งของสภาคองเกรส ในข้อหาให้รัฐบาลยูเครนช่วยเหลือในการที่จะทำให้เขาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปีค.ศ.2020 และขัดขวางการสอบสวน นับเป็นประธานาธิบดีคนที่ 5 ของอเมริกาที่ถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนออกาจากตำแหน่ง

            ขณะนี้เรื่องกำลังอยู่ในชั้นสอบสวนของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2019  (Wikipedia, Impeachment Inquiry against Donald Trump, 11th November 2019)

11/2-4 กระบวนการถอดถอน (Procedure)

            กระบวนการในการถอดถอนประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกาโดยสภา คองเกรส มีอยู่ 3  ขั้นตอน คือ

            ขั้นตอนที่หนึ่ง สภาคองเกรสสอบสวน ปกติการสอบสวนจะเริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมาธิการด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎร (The House Judiciary Committee) แต่บางครั้งอาจจะเริ่มต้นที่อื่นก็ได้ เช่น  การสอบสวนประธานาธิบดี บิล คลินตัน เริ่มต้นที่อัยการอิสระ ชื่อ เคนเนธ สตาร์ (Independent Counsel Kenneth Starr)

            ขั้นตอนที่สอง สภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีมติให้ผ่านด้วยคะแนนเสียงข้างมาก

            ขั้นตอนที่สาม วุฒิสภาพิจารณาตัดสินคดี กรณีประธานาธิบดีถูกกล่าวหา ประธานศาลสูง (The Chief Justice of the United States) จะทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ไม่ใช่ประธานวุฒิสภา (รองประธานาธิบดีเป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง)

            หากวุฒิสภามีมติด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกทีอยู่ในตำแหน่ง จะทำให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไป

ตอนนี้คงได้เวลาที่ผมจะได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์เสียที

          “ตามที่ได้เล่าเรื่องการใช้อำนาจถอดถอนประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยสภาคองเกรสมาแล้วข้างต้น คุณอมรินทร์คิดว่า โอกาสที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอเมริกาและสังกัดพรรครีพับลิกัน จะถูกถอดถอนโดยสภาคองเกรสมีหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ” ผมเปิดคำถามอย่างตรงประเด็น

            “ ก่อนอื่นเราคงต้องทบทวนกระบวนการถอดถอนของสภาคองเกรสเสียก่อนว่า มีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นตอน โอกาสที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะสามารถผ่านด่านแต่ละด่านได้มากน้อยเพียงใด” คุณอมรินทร์ได้เริ่มต้นด้วยหลักการ

            “ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์นะ ถ้าเช่นนั้น เชิญนำเสนอเลย” ผมมีความเห็นสอดคล้องกับแนวทางพิจารณาของคุณอมรินทร์

            “ด่านแรก คือ สภาผู้แทนราษฎร  กระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ต้องเริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎรก่อน  คือหลังจากมีผู้กล่าวหาว่า ประธานาธิบดีหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ กระทำความผิดฐานเป็นขบถ ฐานรับสินบน ฐานกระทำความผิดทางอาญาที่มีโทษร้ายแรง หรือมีความประพฤติชั่วอย่างอื่น

            สภาผู้แทนราษฎรจะต้องมอบหมายคณะกรรมาธิการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า มีมูลความผิดตามข้อกล่าวหาไหม

            หากคณะกรรมาธิการสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูล เรื่องก็จะจบไป  แต่ถ้าเห็นว่ามีมูล ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาลงมติว่า เห็นชอบตามข้อเสนอข้องคณะกรรมาธิการหรือไม่ ” คุณอมรินทร์อธิบายพอเข้าใจ

            “ ขณะนี้การดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังอยู่ในด่านแรก คือ ด่านของสภาผู้แทนราษฎร คุณอมรินทร์คิดว่า โอกาสที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถผ่าด่านนี้ได้หรือไม่ ” ผมพยายามบีบคำถามให้แคบเข้า

            “ผมคิดว่า เราคงต้องเอาข้อมูลจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่า มีสมาชิกอยู่ในสังกัดพรรคการเมืองใดบ้าง

            เท่าที่ผมดูข้อมูล พบว่า ปัจจุบันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีทั้งหมด 435 คน ประกอบด้วยสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครต  233  คน  พรรครีพับลิกัน 197   คน อิสระ 1 และยังเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ 4 ตำแหน่ง หากดูเคร่า ๆ จำนวนสมาชิกสภาพรรคเดโมแครตมากกว่าจำนวนสมาชิกสภาพรรครีพับลิกันถึง 36 คน

            ถ้าคณะกรรมาธิการที่สภาผู้แทนมอบหมายให้สอบสวนข้อเท็จจริงพบว่า ข้อกล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์มีมูล ขั้นตอนต่อไปได้คือการส่งเรื่องไปให้สภาผู้แทนลงมติ ” คุณอมรินทร์หยุดนิดหนึ่งเพื่อดูทีท่าของผม

            “ ถ้าเรื่องผ่านขึ้นไปถึงขั้นสภาผู้แทนจะต้องลงมติ คุณอมรินทร์คิดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถผ่านด่านแรกนี้ไปได้ไหม ” ผมถามแบบชี้เป้า

            “ ผมคิดว่า ตามข้อมูลที่เห็น ไม่น่าจะรอดนะ เพราะจำนวนสมาชิกสภาของพรรค เดโมแครตมีอยู่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดและคะแนนก็เหนือกว่าพรรค รีพับลิกันมาก โอกาสที่จะพลิกล็อคเป็นอย่างอื่นยาก ” คุณอมรินทร์ยืนยัน

          “ ผมคิดว่า เหตุผลของคุณอมรินทร์น่าจะมีน้ำหนักเพียงพอ” ผมมีความเห็นสอดคล้องกับคุณอมรินทร์

            “ ถ้าหากสภาผู้แทนราษฎรมีมติว่า ข้อกล่าวหาประธานาธิบดีทรัมป์มีมูลความผิด ขั้นต่อไปคือ ส่งคำฟ้องคดีไปให้วุฒิสภาพิจารณาติดสินซึ่งเป็นด่านที่สองและด่านสุดท้าย คุณอมรินทร์คิดว่า ผลน่าจะเป็นอย่างไร ” ผมเปิดประเด็นต่อ

          “ ผมคิดว่า เราต้องดูข้อมูลว่า ในวุฒิสภาหรือสภาซีเนต มีวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคการเมืองใดบ้าง จำนวนพรรคละเท่าใด  ” คุณอมรินทร์ตอบในหลักการก่อน

            “ เท่าที่ผมดูข้อมูลพบว่า ขณะนี้ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกัน 53 คน   พรรคเดโมแครต 45 คน และเป็นวุฒิสมาชิกอิสระ 2 คน “ ผมช่วยนำเสนอข้อมูล

            “ ถ้าเช่นนั้น เราต้องทราบเสียก่อนว่า การลงมติในวุฒิสภาเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี ฝ่ายเสียงข้างมากที่ลงมติให้ถอดถอน ต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่า 2/3  คือไม่ต่ำกว่า 67 ” คุณอมรินทร์ตอบกว้าง ๆ

            “ ในความเห็นของคุณอมรินทร์ คิดว่า การที่พรรคเดโมแครตจะสามารถรวบรวมเสียงในวุฒิสภาให้ได้มากถึง 67 เสียง มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ” ผมถามความเห็นในเชิงลึก

            “ผมคิดว่ายากมาก เพราะเวลานี้พรรคเดโมแครตมีคะแนนเสียงในวุฒิสภาเพียง 45 เสียง ยังขาดอีก 22 เสียง จะหามาจากไหน ” คุณอมรินทร์ทำท่าหนักใจแทนพรรคเดโมแครตที่ต้องการจะถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

            “อยากให้คุณอมรินทร์สรุปเรื่องนี้อีกทีว่า ผลน่าจะเป็นอย่างไร ” ผมขอให้สรุปเพื่อความชัดเจน

            “ ตามที่เราได้คุยกันเรื่องการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง น่าจะเป็นดังนี้

            ด่านแรก หากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร สอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า ข้อกล่าวหามีมูล สภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องลงมติว่า จะส่งเรื่องไปให้วุฒิสภาหรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบัน พรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในสภา มีคะแนนมากกว่า พรรค รีพับลิกันของประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 36 เสียง (233:197)  ดังนั้น ด่านแรกนี้พรรคเดโมแครตคงจะสามารถฝ่าด่านไปได้แน่ เพราะใช้คะแนนเสียงข้างมากธรรมดาเท่านั้น

            ส่วนด่านที่สอง โอกาสที่วุฒิสภาจะมีมติให้ถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่า 67 แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเวลานี้พรรค เดโมแครตมีคะแนนเสียงในวุฒิสภาเพียง 45 เสียงเท่านั้น ”

คุณอมรินทร์ตอบทำนายผลล่วงหน้าตามนัยรัฐธรรมนูญอเมริกาอย่างมั่นใจ

            “ ขอบคุณ คุณอมรินทร์มาก ที่กรุณาให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และมีข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดเจน” ผมกล่าวสรุปอีกทีหนึ่ง

            กระบวนการถอดถอนโดยสภาคองเกรส เป็นกระบวนการทางการเมือง เพื่อใช้เป็นกลไกอย่างหนึ่งในการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติคือสภาคองเกรส กับฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดี โดยสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในการพิจารณาว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ และสภาสูงหรือวุฒิสภา ทำหน้าที่ตัดสินว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ หากฝ่ายเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในตำแหน่งเห็นว่า ประธานาธิบดีมีความผิดตามฟ้อง ก็จะส่งผลทำให้ประธานาธิบดีพ้นตำแหน่ง

             ผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา คือสมาชิกของแต่ละสภา มิใช่คนกลางอย่างศาล การแพ้ชนะจึงอยู่ที่ฝ่ายใดมีคะแนนเสียงในแต่ละสภามากกว่า

            จากผลการเลือกตั้งครั้งสมาชิกสภาคองเกรสครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2018 ทำให้สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกจากพรรคเดโมแครต  233 คน พรรครีพับลิกัน 197 คน อิสระ 1 คน และยังมีตำแหน่งว่าอยู่ 4 ตำแหน่ง ส่วนวุฒิสภาหรือสภาซีเนตประกอบด้วยสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน 53 คน พรรคเดโมแครต 45 คน และอิสระ 2 คน (Wikipedia, United States Congress, 12th December 2019)

            ตามข้อมูลข้างต้น คงจะพอชี้ให้เห็นได้ว่า โอกาสที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสังกัดพรรครีพับลิกันจะสามารถรอดพ้นจากการถอดถอนออกจากตำแหน่ง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาชุดปัจจุบันคือรีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรคที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สังกัดอยู่

11/1 ข้อสังเกตและข้อควรทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาคองเกรส

(นำออกเผยแพร่เป็นตอนพิเศษ วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒)

เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวกับสภาคองเกรสซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติตามมาตรา 1 มีความยาวมากที่สุดถึง 10 อนุมาตรา ดังนั้น เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอนำข้อสังเกตและข้อควรทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาคองเกรสมาเล่าในตอนพิเศษ คือ ตอน 11/1

11/1-1 อาคารสภาคองเกรส (United States Capitol Building)

                อาคารสภาคองเกรส ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นสัญลักษณ์ของกรุงวอวชิงตัน  นับว่าเป็นอาคารรัฐสภาที่สวยงามมาก ใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 7 ปี ระหว่างปีค.ศ.1793-1800 ตัวอาคารมีลักษณะเป็นอาคารสูง 5 ชั้น  ยาว 750 ฟุต  กว้าง 375 ฟุต และมีโดมอยู่ตรงกลาง สูง 268 ฟุต  ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สไตล์นีโอ คลาสสิก (American neo-classism) และแกะสลักลวดลายเสาแบบกรีก ยิ่งกว่านั้น ยังมีภาพสีน้ำมันที่เป็นสถาปัตยกรรมสวยงามด้วย

          นอกจากนี้ สภาคองเกรส ยังมีห้องสมุดที่เรียกชื่อว่า หอสมุดสภาคองเกรส (Library of Congress)  นับเป็นหอสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อให้สมาชิกสภาคองเกรส และเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ของสภาใช้เป็นที่ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลที่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ในการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยอาคารหอสมุดสภาคองเกรสเป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 ชั้น 

bird's eye view color postcard of Library of Congress Jefferson building
อาคารหอสมุดสภาคองเกรส
(Wikipedia, Library of Congress, 29 th November 2019)

            อาคารสภาคองเกรสได้กลายเป็นต้นแบบในการออกแบบสร้างอาคารของรัฐบาลอื่น ๆ รวมทั้งทำเนียบขาว และศาลสูง

            ผู้ออกแบบสร้างอาคารสภาคคองเกรสชื่อวิลเลียม ธอร์นตัน (William Thornton)

            อนึ่ง ในช่วงที่มีการก่อวินาศกรรมมหานครนิวยอร์ค และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี สหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 อาคารสภาคองเกรสรอดพ้นจากการถูกทำลายไปอย่างหวุดหวิด เนื่องจากเครื่องบินที่ตั้งใจจะพุ่งเข้าชนอาคารสภาคองเกรส ได้ตกลงพื้นดินในเขตมลรัฐเพนซิลเวเนียเสียก่อนจะเดินทางถึงเป้าหมายคือ อาคารสภาคองเกรส ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

(Wikipedia, United States Congress, 28th November, 2019)

          11/1-2 อำนาจสภาคองเกรสเกี่ยวกับกองทัพ

                ในช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกานั้น ยังไม่มีกองทัพอากาศ คงมีเฉพาะกองทัพบกและกองทัพเรือเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญอเมริกากล่าวถึงอำนาจสภากองเกรสในส่วนที่เกี่ยวกับกองทัพบกและกองทัพเรือแตกต่างกัน กล่าวคือ ในการจัดตั้งงบประมาณให้กองทัพบก จะต้องไม่ให้มีระยะเวลายาวนานเกินกว่า 2 ปี แต่กองทัพเรือไม่ได้อยู่ในข้อห้ามดังกล่าว

            เพราะเหตุใด รัฐธรรมนูญอเมริกาจึงกำหนดไว้เช่นนั้น

ในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ ได้อธิบายไว้ว่า เหตุที่รัฐธรรมนูญอเมริกา

กำหนดข้อห้ามในการตั้งงบประมาณให้กองทัพบกเกินกว่า 2 ปี ก็ด้วยเหตุผลทางด้านภูมิยุทธศาสตร์ (geo-strategic idea) กล่าวคือกองทัพบกมีอำนาจในการคุกคามเสรีภาพภายในมากกว่ากองทัพเรือ   ดังนั้น จึงต้องมีการพิจารณากำหนดอำนาจหน้าที่ของกองทัพบกใหม่ทุก 2 ปี ส่วนหตุที่ต้องกำหนดไว้ทุก 2 ปี ก็เพื่อให้สอดคล้องกับวาระการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องเลือกใหม่ทุก 2 ปีเช่นกัน

            นอกจากนี้ศาสตราจารย์อมาร์ได้ชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนมีอำนาจในการควบคุมกองทัพบกมิให้เติบใหญ่จนเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ  ด้วยการนำกำลังกองทัพบกก่อรัฐประหาร (attempted national coup) และสร้างระบบเผด็จการทหาร (national military despotism) ขึ้นมา

            ดังนั้น ทุก ๆ 2 ปี การตั้งงบประมาณให้กองทัพบก จึงต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์  และงบประมาณก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาทั้งสอง ก่อนจะส่งไปให้ประธานาธิบดีอนุมัติ นี่คือการนำแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย และความมั่นคงของชาติในด้านภูมิยุทธศาสตร์มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน

(Akhil Reed Amar, 2005, pp.114-119)

          11/1-3 กระบวนการผ่านร่างกฎหมาย

                ตามรัฐธรรมนูญอเมริกา สภาคองเกรสประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในการเสนอร่างกฎหมายแต่ละฉบับ สภาใดจะเป็นฝ่ายนำเสนอก่อนก็ได้ ยกเว้นร่างกฎหมายเกี่ยวกับประมาณหรือร่างกฎหมายในการขึ้นภาษี ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายริเริ่มก่อน

แผนภาพที่่ 1 กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายฯ
แผนภาพที่ 1 แสดงกระบวนการผ่านร่างกฎหมายของสภาคองเกรส

            หลังจากสภาแรกได้ให้ความเห็นชอบในการผ่านร่างกฎหมาย จะต้องส่งร่างกฎหมายไปสภาที่สองพิจารณาต่อไป  หากสภาที่สองไม่เห็นชอบด้วย ร่างกฎหมายนั้นก็จะตกไป

หลังจากร่างกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภาแล้ว ให้เสนอไปยังประธานาธิบดี

            หลังจากร่างกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบของสภาที่สองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ นำเสนอร่างกฎหมายที่สภาทั้งสองได้ให้ความเห็นชอบแล้วไปยังประธานาธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติและลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

แผนภาพที่ 2 กรณีประธานาธิบดีใช้อำนาจวีโต้ร่างกฎหมาย
ผนภาพที่ 2 การใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) ของประธานาธิบดี

            หากประธานาธิบดีไม่เห็นชอบด้วยก็จะใช้อำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายและส่งคืนไปยังสภาแรก

            หากสภาแรกและสภาที่สองมีการพิจารณาทบทวนและยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกสภาที่มีอยู่ของแต่ละสภา ร่างกฎหมายนั้นก็จะมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่ต้องนำเสนอประธานาธิบดีอีก

            11/1-4 ความแตกต่างในอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                แม้โดยหลักการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาชองอเมริกาจะมีอำนาจเท่ากันในการผ่านร่างกฎหมาย กล่าวคือ ก่อนจะส่งร่างกฎหมายไปให้ประธานาธิบดีพิจารณาอนุมัติและลงนามประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาทั้งสองก่อน หากสภาใดสภาหนึ่งไม่ให้ความเห็นชอบ ร่างกฎหมายนั้นจะตกไป

            อย่างไรก็ตาม มีอำนาจบางอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีแตกต่างกัน

            สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาที่มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณหรือกฎหมายในการขึ้นภาษี

            ส่วนวุฒิสภาเป็นสภาที่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบในการทำสนธิสัญญา (Treaties) 

และวุฒิสภามีอำนาจในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเอกอัครราชทูต  รัฐมนตรี กงสุล ผู้พิพากษาศาลสูง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกลาง

            11/1-5 กลไกการทำงานของสภาคองเกรส

            เนื่องจากเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรสในแต่ละปีมีเป็นจำนวนมาก  ดังนั้น สภา คองเกรสจึงต้องมีกลไกในการพิจารณากลั่นกรองก่อนที่จะส่งเรื่องไปให้สภาพิจารณาลงมติ กลไกดังกล่าวคือ คณะกรรมาธิการ (Committee)

            หากปราศจากระบบคณะกรรมาธิการ สภาคองเกรสจะไม่สามารถบริหารงานได้เลย เพราะในแต่ละช่วงเวลา 2 ปีของการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส จะมีร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรสมากถึงประมาณ 10,000 ฉบับ

            ในแต่ละสภามีคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา (standing committees) ซึ่งรับผิดชอบงานในแต่ละด้าน โดยสภาผู้แทนราษฎรมีคณะกรรมาธิการสามัญ จำนวน 20 คณะ และวุฒิสภามีคณะกรรมาธิการสามัญจำนวน 16 คณะ แต่ละคณะมีจำนวนกรรมาธิการประมาณ 35-40 คน  โดยขนาดคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรจะมีขนาดเป็นสองเท่าของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา

            คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาที่สำคัญ ได้แก่ คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการด้านการเกษตร คณะกรรมาธิการด้านการพาณิชย์ คณะกรรมาธิการกิจการภายใน (ทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินสาธารณะ) คณะกรรมาธิการการป้องกันประเทศ คณะกรรมาธิการการคลัง คณะกรรมาธิการแรงงาน คณะกรรมาธิการยุติธรรม และคณะกรรมาธิการภาษีอากร

            ความสำคัญของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะอยู่ที่การมีอำนาจร่างและแก้ไขร่างกฎหมายที่จะนำเสนอต่อสภา โดยอาศัยแหล่งข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายที่ประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ ไม่มี

            นอกจากนี้ ยังมีคณะอนุกรรมาธิการ (subcommittees)  ต่าง ๆ คอยช่วยเหลือคณะกรรมาธิการแต่ละคณะด้วย

(Thomas E. Patterson, pp.321-323)

            11/1-6 อำนาจในการสอบสวนเพื่อถอดถอนของสภาคองเกรส (Impeachment)

            อำนาจในการสอบสวนของสภาคองเกรส นับเป็นอำนาจถ่วงดุลที่สำคัญอย่างหนึ่งของสภาคองเกรส โดยสภาคองเกรสมีอำนาจสอบสวนประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่น ๆ ของรัฐบาลกลาง ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด

ในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่จะถูกสอบสวนดังกล่าว ต้องมีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิด

ฐานขบถ รับสินบน หรือกระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง หรือการกระทำความผิดอย่างอื่น

(Treason, Bribery, or other high crimes and misdemeanors)

กระบวนการสอบสวนของสภาคองเกรส เริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎร หากสภา

ผู้แทนราษฎรได้ไต่สวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวหามีมูล ก็จะส่งเรื่องไปยังวุฒิสภาให้พิจารณาตัดสิน (try all impeachments) หากวุฒิสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2/3 ของจำนวนสมาชิกที่อยู่ในตำแหน่ง ก็จะมีผลให้ผู้นั้นถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง      

            กรณีประธานาธิบดีเป็นผู้ถูกกล่าวหา ประธานศาลสูง (The Chief Justice) จะทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตัดสินในเรื่องดังกล่าว   ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 1 อนุมาตรา 2 และ 3

            ในอดีตเคยมีประธานาธิบดีอเมริกาถูกสอบสวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งมาแล้ว 3 คน คือ ประธานาธิบดีแอนดรู จอห์นสัน (Andrew Johnson) เมื่อปีค.ศ.1868 ประธานาธิบดี ริชาร์ด เอ็ม. นิกสัน (Richard M. Nixon) เมื่อปีค.ศ.1974 และประธานาธิบดี บิล คลินตัน (Bill Clinton) เมื่อปีค.ศ.1999 แต่ยังไม่มีประธานาธิบดีคนใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

      ประธานาธิบดีแอนดรู จอห์นสัน มติถอดถอนในวุฒิสภาขาดไปเพียงหนึ่งเสียงเท่านั้น            ประธานาธิบดี นิกสัน ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อน            ขณะนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  (Donald Trump) กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอนจากตำแหน่งของสภา คองเกรส(Wikipedia, Impeachment in the United States, 29th November 2019)

ได้เวลาที่ผมจะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์แล้ว

“ คุณอมรินทร์ เราได้คุยกันเรื่องสภาคองเกรสมาแล้ว 2 ตอน คือตอนที่ 10 และ 11 ส่วนตอนที่

11/1 นี้ เป็นตอนเสริมพิเศษ เนื่องจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอเมริกาในส่วนที่เกี่ยวกับสภาคองเกรสมีมากที่สุด

            ฉะนั้น ผมเลยอยากถามความเห็นของคุณอมรินทร์ว่า ในมุมมองของคุณอมรินทร์นั้น คิดว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับสภาคองเกรส มีจุดใดน่าสนใจเป็นพิเศษ ” ผมเปิดประเด็นขึ้นก่อน

            “ผมสนใจอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือเหตุผลที่สภาคองเกรสจำเป็นต้องประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

            หากสภาคองเกรสมีอยู่เพียงสภาเดียว ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะการมีสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างเดียว มลรัฐขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากย่อมมีจำนวนผู้แทนที่จะเข้าไปนั่งในสภามาก ซึ่งมลรัฐขนาดเล็กย่อมไม่ยอมแน่ถ้าหากจะให้มีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรในรัฐบาลกลาง

            ตามข้อมูลจำนวนประชากรอเมริกาปีล่าสุด คือปีค.ศ.2019  จะเห็นได้ชัดเจนว่า บางมลรัฐมีจำนวนประชาการมาก อย่างมลรัฐคาลิฟอร์เนีย (California) ทุกวันนี้มียอดประชากรร่วม 40 ล้านคน แต่หลายมลรัฐมีจำนวนประชากรเพียงเล็กน้อย เช่น มลรัฐเดลาแวร์ (Delaware) มีประชากร 975,033 คน ส่วนมลรัฐที่มียอดประชากรน้อยที่สุดในปัจจุบันคือ มลรัฐไวโอมิง (Wyoming) มีประชากรเพียง 572,381 คน รองลงมาคือมลรัฐเวอร์มองต์ (Vermont) มีประชากร 627,180 คน

            ดังนั้น การยอมให้มีวุฒิสภา ให้มีจำนวนสมาชิกวุฒิสภามลรัฐละ 2 คน จึงทำให้มลรัฐขนาดเล็กยอมรับได้ ” คุณอมรินทร์ได้พยายามอธิบายเหตุผล

            “เหตุผลมีเท่านี้หรือที่ทำให้มลรัฐขนาดเล็กยอมรับได้” ผมตั้งคำถามในเชิงลึก

            “อ๋อ ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มลรัฐขนาดเล็กยอมรับได้ คือ การกำหนดให้สภาทั้งสองมีอำนาจเท่ากัน หมายความว่า การผ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาทั้งสองก่อน จึงจะเสนอไปให้ประธานาธิบดีพิจารณาอนุมัติและลงนามประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้” คุณอมรินทร์อธิบายเพิ่มเติม

            “ ที่คุณอมรินทร์ว่ามาในเรื่องเหตุผลที่สภาคองเกรสจำเป็นต้องประกอบด้วย 2 สภาดังกล่าว ผมคิดว่า ชัดเจนดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจบ้างไหม” ผมกระตุ้นให้คิดต่อ

            “ผมคิดว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ การที่รัฐธรรมนูญอเมริกาได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า สภาคองเกรสจะตั้งงบประมาณให้กองทัพบกติดต่อกันเกินกว่า 2 ปีไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้กองทัพเติบใหญ่จนอาจมีใครใช้กำลังกองทัพบกยึดอำนาจรัฐประหารและนำไปสู่การปกครองในระบบเผด็จการ

            ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถทำได้เช่นนี้  เพราะอเมริกาเป็นประเทศเกิดใหม่ ทุกอย่างถือได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์ ประกอบในขณะนั้นประชาชนชาวอเมริกันกำลังตื่นตัวทางการเมืองตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ เมื่อคิดอยากจะทำอะไรที่เห็นว่าดี ย่อมทำได้หมด โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้ยกร่างขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศอเมริกา ณ เวลานั้น แต่บรรดาประเทศอื่น ๆ ที่ตั้งมานานแล้ว ย่อมยากที่จะทำได้เนื่องจากหลายอย่างได้ฝังรากมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อยู่ ๆ จะไปรื้อทิ้งแล้วสร้างระบบขึ้นใหม่ตามใจชอบคงเป็นเรื่องใหญ่มาก

            อีกอย่างประเทศอื่น ๆ ก็คงมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำตามอย่างอเมริกาไปเสียทุกเรื่อง เพราะแต่ละประเทศย่อมมีบริบทหรือสภาวะแวดล้อมแตกต่างกัน ” คุณอมรินทร์แสดงความคิดเห็นอย่างน่าฟัง

            “นั่นสินะ การออกแบบสร้างบ้านใหม่ ย่อมง่ายกว่าการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเดิมที่มีอยู่ เพราะการสร้างบ้านใหม่เริ่มต้นจากศูนย์ ทุกอย่างยังว่างเปล่า จึงสามารถออกแบบให้ถูกใจผู้สร้างได้ง่าย แต่การปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเก่าที่มีอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นบ้านหลังใหญ่ สร้างมานาน ย่อมต้องดูประวัติความเป็นมาและสภาพเดิมของบ้านด้วย ” ผมกล่าวตบท้ายไปในทิศทางเดียวกันกับคุณอมรินทร์

            “ผมขอแสดงความเห็นอีกนิดหนึ่งว่า หากรัฐธรรมนูญอเมริกา มิได้ยกร่างขึ้นในช่วงที่มีการก่อตั้งประทศขึ้นใหม่ ๆ แต่ได้ยกร่างขึ้นหลังจากตั้งประเทศไปแล้วสักระยะหนึ่ง เช่น หลังจากตั้งประเทศไปแล้วเป็นเวลา 50 ปี การออกแบบโครงร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาอาจจะไม่เป็นอย่างที่พวกเราเห็นในปัจจุบันก็ได้ ” คุณอมรินทร์อดตอดท้ายไม่ได้

            รัฐธรรมนูญอเมริกาได้ยกร่างขึ้นด้วยความเห็นชอบของประชาชนทั้งประเทศ โดยคณะผู้ยกร่างต้องการสร้างประเทศอเมริกาซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่เมื่อปีค.ศ.1776 ให้เป็นประเทศทีมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นระบบสาธารณรัฐ มีการแบ่งแยกอำนาจ และถ่วงดุลอำนาจ มิให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งมีอำนาจเหนืออำนาจอื่นโดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

11.สภาคองเกรส:สภาใดมีอำนาจมากกว่ากัน (2)

(กำหนดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562)

United States Capitol west front edit2.jpg
รัฐสภาอเมริกา ( Wikipedia, United States Congress, 22 th November 2019)

ในการยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกา คณะผู้ยกร่างได้ให้ความสำคัญแก่สภาคองเกรสซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาของมาตรา 1 มีความยาวกว่าทุกมาตรา ดังนั้น จึงเห็นควรนำเสนอเป็น 2 ตอน   โดยตอน 2 นี้ จะได้เล่าถึงอำนาจของสภาคองเกรส
            แท้ที่จริงอำนาจของสภาคองเกรสก็คืออำนาจของรัฐบาลกลางที่มลรัฐต่าง ๆ ยินยอมพร้อมใจมอบให้นั่นเอง โดยระบุรายการอำนาจที่มอบให้ไว้อย่างชัดเจน อย่างที่เรียกว่า เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด (Limited Government) กล่าวคือ รัฐบาลกลางมีอำนาจเท่าที่กำหนดรายการไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น





11.1 อำนาจของคองเกรส (Powers of Congress) อนุมาตรา 8

อำนาจของสภาคองเกรส เป็นอำนาจที่มลรัฐต่าง ๆ ยินยอมพร้อมใจมอบให้เป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง โดยระบุบัญชีอำนาจไว้อย่างชัดเจน (Enumerated Powers)

          อนุมาตรานี้ เป็นอำนาจที่มลรัฐต่าง ๆ ยินยอมมอบให้รัฐบาลกลางเป็นผู้ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสหรัฐอเมริกา  โดยวางหลักไว้ว่า สภาคองเกรสมีอำนาจในการวางระบบการจัดเก็บภาษี การชำระหนี้ การสร้างระบบป้องกันประเทศ และสวัสดิการทั่วไปของสหรัฐอเมริกา

            อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

            ประการแรก คือ อำนาจในด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังของสหรัฐอเมริกา เช่น

  • การวางกฎเกณฑ์ในด้านการค้าต่างประเทศ การค้าระหว่างมลรัฐ และการค้ากับชนเผ่าดินเดียแดง
  • การจัดพิมพ์ธนบัตรและเงินตราของสหรัฐอเมริกา

ประการที่สอง คือ ด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เช่น

  • การประกาศสงคราม
  • การจัดตั้งและบำรุงกองทัพบก แต่จะตั้งงบประมาณผูกพันเกินกว่า ๒ ปีไม่ได้
  • การจัดให้มีและบำรุงกองทัพเรือ
  • การออกกฎควบคุมกำลังทางบกและทางเรือ
  • การจัดให้มีการระดมกองกำลังทหารอาสาสมัคร
  • การจัดให้มีการรวมพลติดอาวุธ
  • การกำหนดความผิดและโทษของโจรสลัด
  • การกำหนดกฎเกณฑ์ในการแปลงสัญชาติ (Rule of Naturalization)
  • การออกกฎหมายเกี่วกับการล้มละลาย (Laws on the subject of Bankruptcies)

ประการที่สาม  คือ ด้านตุลาการและอื่น ๆ เช่น

  • การจัดตั้งศาลยุติธรรมในระดับรองลงมาจากศาลสูง
  • การส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปะ
  • การไปรษณีย์ และถนนหนทาง (Post Offices and Pos Roads)
  • ออกกฎหมายต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ข้างต้น

เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผมขอสอดแทรกบทสนทนากับคุณอมรินทร์เล็กน้อย

“ คุณอมรินทร์ คิดว่า อำนาจของสภาคองเกรสตามอนุมาตรา 8 ของมาตรา 1 นี้เป็นอย่างไร”  ผมเริ่มบทสนทนาก่อน

            คุณอมรินทร์ตอบคำถามผมว่า

“ อำนาจของสภาคองเกรสตามอนุมาตรา 8 นี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า รัฐรวมซึ่งมีรัฐบาลอยู่ 2 ระดับ  คือรัฐบาลกลาง (Federal Government) และรัฐบาลมลรัฐ (State Governments)  ตัวรัฐบาลกลางจะมีอำนาจมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่ามลรัฐต่าง ๆ ที่พร้อมใจกันมารวมตัวเป็นรัฐรวมจะมอบอำนาจให้มากน้อยเพียงใด ซึ่งการมอบอำนาจนี้ต้องชัดเจนอย่างที่เรียกว่า Enumerated Powers

            อย่างกรณีสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญได้กำหนดอำนาจที่มลรัฐยินยอมให้รัฐบาลกลางใช้อำนาจเป็นไปตามอนุมาตรา 8 ของมาตรา 1 ”

“ อำนาจที่ว่า รวมถึงอำนาจในการจัดเก็บภาษี การวางกฎเกณฑ์ด้านการค้า รวมทั้งอำนาจในการสร้างระบบการป้องกันประเทศใช่ไหม” ผมตั้งคำถามให้แน่ใจ

“ ใช่ หากจะกล่าวโดยรวม น่าจะเป็นเช่นนั้น ” คุณอมรินทร์ตอบยืนยัน

11.2 ข้อจำกัดอำนาจของสภาคอง เกรสตามอนุมาตรา 9

          อนุมาตรา 9  ได้กำหนดข้อจำกัดในการใช้อำนาจของสภาคองเกรสในด้านต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้

  • ห้ามยกเลิกเอกสิทธิ์ในการใช้หมายศาลการจับกุมคุมขัง (The Writ of Habeas Corpus)  เว้นแต่กรณีมีการขบถหรือการรุกรานอันอาจจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของส่วนรวม นอกจากนี้ยังห้ามการออกกฎหมายในการทำให้สูญเสียสิทธิและกรรมสิทธิ์ครอบครองภายหลังการขบถย้อนหลัง
  • ห้ามจัดเก็บภาษีในสินค้าที่นำเข้าจากมลรัฐใด ๆ
  • ห้ามเลือกปฏิบัติในการออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการพาณิชย์หรือเงินได้จากท่าเรือมลรัฐใดมลรัฐหนึ่งด้วยความเสน่าเป็นพิเศษมากกว่าของมลนรัฐอื่น ๆ
  • ห้ามเบิกเงินคงคลัง นอกเหนือไปจากกรณีที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้
  • ห้ามสหรัฐอเมริกาให้ฐานันดรศักดิ์ (No Title or Nobility) แก่บุคคลใด ๆ และห้ามบุคคลใดที่ดำรงตำแหน่งอันเกี่ยวข้องความน่าเชื่อถือของสหรัฐ รับของขวัญ หรือยศฐาบันดาศักดิ์จากกษัตริย์ เจ้าผู้ครองนครรัฐต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส

           

11.3 ข้อห้ามในการใช้อำนาจของมลรัฐตามอนุมาตรา 10

          ตามอนุมาตรา 10 นี้ มีข้อห้ามมลรัฐจากการใช้อำนาจบางประการ สรุปดังนี้ คือ

            ประการแรก ห้ามมลรัฐเข้าไปทำสนธิสัญญา ผูกพันธมิตร หรือร่วมสมาพันธรัฐ (Treaty, Alliance, or Confederation)  การผลิตเงินตรา การออกบัตรสินเชื่อ ใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือไปจากทองและเงิน ในการชำระหนี้ตามกฎหมาย การออกฎหมายย้อนหลัง หรือกฎหมายที่ทำให้ข้อผูกผันตามสัญญาลดน้อยลง หรือการให้ยศถาบรรดาศักดิ์

            ประการที่สอง หากไม่ได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส ห้ามมลรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าหรือสินค้าส่งออก

            ประการที่สาม หากไม่ได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส ห้ามมลรัฐใดเก็บอากรค่าระวางเรือ (Duty of Tonnage) คงไว้ซึ่งกำลังทหาร (Keep Troops) หรือกองเรือรบ (Ships of War) ในยามสงบ ห้ามมลรัฐใดเข้าไปทำความตกลงกับมลรัฐอื่น หรืออำนาจต่างชาติ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำสงคราม  เว้นแต่จะเป็นกรณีถูกรุกรานหรือตกอยู่ในอันตรายฉุกเฉินจนไม่อาจรอได้

            ผมได้เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกามาตรา 1 มาพอสมควร เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ขอสอดแทรกบทสนทนากับคุณอมรินทร์ ดังนี้

            “ นอกจากประเด็นที่เราได้พูดคุยกันมาทั้งหมดเกี่ยวกับสภาคองเกรสมาแล้วนั้น คุณอมรินทร์คิดว่า น่าจะมีประเด็นไหนที่สมควรจะกล่าวถึงเพิ่มเติมไหม ”

            คุณอมรินทร์ได้แสดงข้อมูลเพิ่มเติมว่า

            “ ผมคิดว่า ยังมีสาระสำคัญตามอนุมาตรา 4 และ5ของมาตรา 1 อีกเล็กน้อยที่เรายังไม่ได้พูดถึง กล่าวคือ การกำหนดเวลา สถานที่และวิธีการที่จะใช้ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นอำนาจของสภานิติบัญญัติแต่ละมลรัฐ  แต่ในเรื่องนี้สภาคองเกรสอาจะออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงเมื่อใดก็ได้

            นอกจากนี้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกสภา  ให้เป็นอำนาจของแต่ละสภา หมายถึง สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี เป็นผู้ตัดสินใจ  โดยใช้เสียงข้างมากตัดสิน ”

            ตามมาตรา 1 เป็นเรื่องของอำนาจนิติบัญญัติ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจของสภาคองเกรส และสภาคองเกรสประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา

            สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในแต่ละมลรัฐโดยตรง มีจำนวนตามสัดส่วนของประชากร  อยู่ในวาระ 2 ปี มีจำนวนทั้งหมด 435 คน ปัจจุบันสังกัดพรรคดีโมแครต 233 คน และพรรครีพับลิกัน 197 คน

            *นอกจากนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังมีสมาชิกประเภทที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจำนวน 6 คน ในฐานะตัวแทนจากปัวเตอริโก ซามัว กวม หมู่เกาะมาเรียนาเหนือ หมู่เกาะเวอร์จิน และเขตโคลัมเบีย (District of Columbia) ซึ่งเป็นที่ตั้งกรุงวอชิงตัน

            ส่วนวุฒิสภา ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจากมลรัฐ ๆ ละ 2 คน มีจำนวนรวม 100 คน ปัจจุบัน สังกัดพรรครีพับลิกัน 53 คน พรรคดีโมแครต 45 คน และอิสระ 2 คน   โดยสภานิติบัญญัติมลรัฐเป็นผู้เลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติ (ในเรื่องนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง)

(Wikipedia, United States Congress, 16 th November 2019)

            สภาทั้งสองมีอำนาจเท่ากัน โดยร่างกฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ต้องผ่านความเห็นชอบของแต่ละสภาก่อน จึงจะส่งขึ้นไปให้ประธานาธิบดีพิจารณาลงนามอนุมัติประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ ยกเว้นร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินหรือการขึ้นภาษีอากรให้สภา ผู้แทนราษฎรเป็นผู้มีอำนาจในการเสนอก่อน

            ยิ่งกว่านั้น รัฐธรรมนูญตามมาตรา 1 อนุมาตรา 8 ยังบัญญัติไว้ชัดเจนว่า สภา คองเกรสมีอำนาจออกกฎหมายอะไรได้บ้าง ซึ่งอำนาจเหล่านี้ก็คืออำนาจของรัฐบาลกลางที่มลรัฐต่าง ๆ ยินยอมยกให้นั่นเอง (enumerated powers)

10.สภาคองเกรส:สภาใดมีอำนาจมากกว่ากัน (1)

 

ตามรัฐธรรมนูญอเมริกา มาตรา 1 กำหนดไว้ชัดเจนว่า  อำนาจนิติบัญญัติเป็นของสภา คองเกรส ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา  สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในมลรัฐต่าง ๆ โดยตรง ส่วนวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับเลือกจากมลรัฐ ๆ ละ 2 คน

            ในการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว คณะผู้ยกร่างให้ความสำคัญแก่อำนาจนิติบัญญัติคือสภาคองเกรสเป็นอันดับแรก และเป็นมาตราที่มีความยาวมากที่สุดถึง  10 อนุมาตรา  โดยผมจะขอเล่าให้ฟังตามประเด็นดังนี้

  • ความนำ                                                                                         
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • วุฒิสภา
  • ค่าตอบแทน
  • การเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กระบวนการทางนิติบัญญัติ และอำนาจยับยั้งของประธานาธิบดี
  • อำนาจของสภาคองเกรส
  • ข้อจำกัดของสภาคองเกรส
  • ข้อห้ามของมลรัฐ

ความนำ

                มีคำถามอยู่ว่า การเป็นสมาชิกสภาคองเกรสถือเป็นงานอาสาสมัครหรืองานอาชีพ  ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์โทมัส อี.แพตเตอร์สัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ  การได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาคองเกรสยังไม่ถือเป็นงานอาชีพ  ก่อนปีค.ศ.1900 เมื่อมีการเลือกตั้งแต่ละครั้ง จะมีสมาชิกหน้าใหม่เข้ามาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3  เพราะการเดินทางไปเมืองหลวงในยุคนั้น ยังยากลำบาก ต้องอยู่ห่างไกลจากครอบครัวเป็นเวลาหลายเดือน และที่สำคัญคือ รัฐบาลแห่งชาติ ยังไม่ได้เป็นศูนย์กลางอำนาจเหมือนอย่างทุกวันนี้ ทำให้นักการเมืองพอใจที่จะเล่นการเมืองในตัวเมืองหลวงของแต่ละมลรัฐมากกว่า

            แต่ทุกวันนี้ การเป็นสมาชิกสภาคองเกรส คืองานอาชีพ ประกอบกับการได้รับค่าตอนแทนประมาณปีละ 175,000 ดอลลาร์ต่อปี (หรือประมาณ 5,307,750 บาท) ทำให้พวกเขาพยายามรักษาตำแหน่งไว้ให้ได้นานที่สุดด้วยการทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งพึงพอใจ

            สมาชิกสภาคองเกรสมีโอกาสได้รับเลือกตั้งกลับมาราว ๆ ร้อยละ 90 อย่างเช่น ในการเลือกตั้งเมื่อปีค.ศ.2014 มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งกลับมาจำนวน 376 คน สอบตกเพียง 16 คน เป็นต้น

(Thomas E. Patterson, p.309)

          10.1สภาผู้แทนราษฎร (The House of Representatives) ตามอนุมาตรา 2

สภาผู้แทนราษฎรอเมริกา มีทั้งหมด 435 คน แยกเป็นสังกัดพรรคดีโมแครต 233 คน พรรครีพับลิกัน 197 คน อิสระ 1 คน และตำแหน่งว่างอยู่4 ตำแหน่ง (Wikipedia, United States Congress, 16 th November 2019)

                สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย สมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในแต่ละมลรัฐทุก 2 ปี ส่วนคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐเป็นผู้กำหนด ซึ่งปกติได้กำหนดตามคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐ

            ผู้ที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี และต้องเป็นคนสัญชาติอเมริกามาได้อย่างน้อย 7 ปี 

            ให้มีการคำนวณประชากรต่อจำนวนสมาชิกสภาราษฎรหนึ่งคนใหม่ทุกระยะเวลาสิบปี

            ให้สภาผู้แทนราษฎรมีประธานสภาหนึ่งคน

            จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญอเมริกากำหนดวาระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้สั้นมาก คือ ต้องมีการเลือกตั้งทุก 2 ปี ในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ โทมัส อี. แพตเตอร์สัน (Thomas E. Patterson) ได้ชี้เห็นว่า การที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 2 ปี ทำให้ ส.ส.แต่ละคนต้องหมั่นเดินทางกลับไปยังเขตเลือกตั้งของตนตลอดเวลาที่ว่างเว้นจากการทำหน้าที่ในสภาคองเกรสในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อพบปะผู้สนับสนุน หัวคะแนน และประชาชน มิฉะนั้นแล้ว โอกาสที่จะได้รับเลือกตังกลับเข้าสภาอีกก็จะยากขึ้น

            เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามสัดส่วนของประชากร  ดังนั้น หากมลรัฐใดเป็นมลรัฐใหญ่และมีจำนวนประชากรมาก มลรัฐนั้นก็จะมีจำนวนผู้แทนราษฎรในสภามาก ทำให้รัฐใหญ่มีปากเสียงในสภามากกว่ามลรัฐ เล็ก ๆ   

                 เล่ามาถึงตรงนี้ ผมขอคุยสอดแทรกแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์ในเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติม ดังนี้

          “ คุณอมรินทร์คิดว่า การที่รัฐธรรมนูญอเมริกากำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ทุก 2 ปี แทนที่จะเป็นวาระ 4 ปีเหมือนอย่างหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย น่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด ”

            “ ในความเห็นของผม เข้าใจว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรของอเมริกามีวาระเพียง 2 ปี แทนที่จะเป็น 4 ปีเหมือนอย่างในหลายประเทศ  น่าจะเนื่องจากการที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความใกล้ชิดกับประชาชน สมควรจะรับรู้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนอยู่ตลอดเวลา

            แต่ถ้ากำหนดวาระไว้ 4 ปี ความใกล้ชิดกับประชาชนในเขตเลือกตั้งก็จะลดน้อยลง เพราะส.ส.น่าจะมีแนวโน้มเดินทางเข้าเขตเลือกตั้งบ่อยเฉพาะในปีสุดท้ายที่จะมีการเลือกตั้ง เท่านั้น”

            คุณอมรินทร์ได้พยายามอธิบายให้ผมเข้าใจ

            “ การที่ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกาเลือกใช้ระบบใหม่อย่างที่เรียกว่า ระบบการแบ่งแยกอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจ  แทนที่จะเลือกใช้ระบบรัฐสภาเหมือนบริเตนที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมมาก่อน น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไหม ” ผมอดซักต่อไม่ได้

            “ ก็น่าจะเกี่ยวข้องอยู่เหมือนกัน เพราะระบบการแบ่งแยกอำนาจนี้ ประธานาธิบดีจะอยู่ในตำแหน่งจนครบ 4 ปี  สภาคองเกรสไม่สามารถใช้เสียงข้างมากล้มประธานาธิบดีเหมือนอย่างระบบรัฐสภาได้  ดังนั้น ในการลงมติในสภาของ ส.ส.แต่ละคน จึงจำเป็นต้องลงมติให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้ง เพื่อให้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้าสภาอีก

            การให้เลือกตั้งส.ส.ทุกระยะ 2 ปี จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบหรือแสดงออกถึงความพอใจหรือไม่พอใจที่ต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดี ”

            คุณอมรินทร์ตอบอย่างค่อนข้างมั่นใจ

            “ เพราะถ้าประธานาธิบดีบริหารงานไม่ดี ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. สังกัดพรรคการเมืองเดียวกับประธานาธิบดี ก็จะได้รับเลือกตั้งน้อยลง ” คุณอมรินทร์ขยายความต่อ

            “ ผมเห็นด้วยกับเหตุผลข้อหลังของคุณอมรินทร์เป็นอย่างมาก  เพราะถ้าส.ส.สังกัดพรรคการเมืองเดียวกับประธานาธิบดีได้รับเลือกตั้งน้อยลง ประธานาธิบดีก็จะบริหารงานประเทศยากยิ่งขึ้น เนื่องจากเสียงในสภาลดน้อยลง  อีกอย่างเป็นการสะท้อนต่อความนิยมในการบริหารงานของประธานาธิบดีได้อย่างดี ”  ผมกล่าวสนับสนุนคุณอมรินทร์ด้วยความจริงใจ

10.2 วุฒิสภา (The Senate) อนุมาตรา 3

สภาซีเนตหรือวุฒิสภาอเมริกา สมาชิกมีทั้งหมด 100 คน แยกเป็นสังกัดพรรครีพับลิกัน 53 คน พรรคดีโมแครต 45 คน และอิสระ 4 คน (Wikipedia, United Stats Congress, 16 th November 2019)

                วุฒิสภาหรือสภาซีเน็ต ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวนมลรัฐละ 2 คน ซึ่งได้รับเลือกจากสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐ อยู่ในวาระ 6 ปี วุฒิสมาชิกคนหนึ่งสามารถออกเสียได้หนึ่งเสียง

            ผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกต้องมีอายุอย่างน้อย 30 ปี ต้องเป็นพลเมืองอเมริกามาแล้วไม่น้อยกว่า 9 ปี

            เพื่อให้สามารถเลือกวุฒิสมาชิกได้ทุก 2 ปีในทำนองเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้แบ่งวุฒิสมาชิกออกเป็น 3 กลุ่ม

            กลุ่มแรก ให้เลือกออกเมื่อดำรงตำแหน่งได้ 2 ปี

            กลุ่มที่สอง ให้เลือกออกเมื่อดำรงตำแหน่งได้ 4 ปี

            และกลุ่มที่สาม  ให้เลือกออกเมื่อดำรงตำแหน่งได้ 6 ปี

            รองประธานาธิบดีอเมริกาเป็นประธานวุฒิสภา (President of the Senate) โดยตำแหน่ง แต่ปกติจะไม่ออกเสียง เว้นแต่กรณีการลงคะแนนเสียงในวุฒิสภาเท่ากัน

            ให้มีประธานวุฒิสภาชั่วคราว (President pro tempore) เพื่อทำหน้าประธานวุฒิสภากรณีรองประธานาธิบดีไม่อยู่อย่างเช่น รองประธานาธิบดีต้องทำหน้าที่ประธานาธิบดีอเมริกา

            ให้วุฒิสภามีอำนาจในการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอย่างที่เรียกว่า Impeachments  กรณีประธานาธิบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานที่ประชุม  และให้ตัดสินว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ ด้วยคะแนนเสียง 2/3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่

            จะเห็นได้ว่า วุฒิสภาคือตัวแทนของมลรัฐ ดังจะเห็นได้จากทุกมลรัฐมีวุฒิสมาชิกได้มลรัฐละ 2 คน  ไม่ว่ามลรัฐนั้นจะเป็นมลรัฐใหญ่หรือมลรัฐเล็ก อันเป็นการแสดงความเท่าเทียมกันของมลรัฐ ส่วนประธานวุฒิสภา รัฐธรรมนูญกำหนดให้รองประธานาธิบดีเป็นโดยตำแหน่ง  แต่ไม่ต้องออกเสียงในการลงมติในที่ประชุม ยกเว้นแต่กรณีการลงมติในที่ประชุมวุฒิสภา มีคะแนนเสียงเท่ากัน จึงให้รองประธานาธิบดีในฐานะประธานวุฒิสภาออกเสียงชี้ขาด

            วุฒิสภามีอำนาจพิเศษอยู่ประการหนึ่ง คือ อำนาจในการสอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แต่ถ้ากรณีคนถูกกล่าวหาคือประธานาธิบดี ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานที่ประชุมวุฒิสภา 

            เพื่อความชัดเจน ผมขอคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์ในเรื่องเกี่ยวกับวุฒิสภาเล็กน้อย

          “คุณอมรินทร์เข้าใจว่า การสอบสวนอย่างที่เรียกว่า Impeachment ตามรัฐธรรมนูญอเมริกานั้น หมายความว่าอย่างไร และมีความจำเป็นอย่างไรต้องมี  ” ผมเปิดฉากถาม

            “ ผมเข้าใจว่า การที่ระบอบการเมืองการปกครองอเมริกาเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ  หมายความว่า อำนาจนิติบัญญัติก็ดี อำนาจบริหารก็ดี และอำนาจตุลาการก็ดี ต่างฝ่ายต่างอิสระต่อกัน ไม่มีฝ่ายใดขึ้นต่อฝ่ายใด แต่ก็มิได้หมายความว่า ต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องกันนะ 

            แต่ละฝ่ายย่อมสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้  อย่างกรณีฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีถูกกล่าวว่าว่ากระทำความผิดกฎหมาย  รัฐธรรมนูญให้อำนาจวุฒิสภาในการสอบสวนประธานาธิบดีว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่  โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานในที่ประชุมวุฒิสภาในการสอบสวนดังกล่าว”  คุณอมรินทร์อธิบายให้ผมฟังอย่างมั่นใจ

            “ อ้าว แล้วทำไม่ให้ประธานวุฒิสภา เป็นประธานที่ประชุมวุฒิสภาในการสอบสวน ” ผมอดซักถามเพื่อคลายความสงสัยไม่ได้

            “ จะให้เป็นได้อย่างไร เพราะตามรัฐธรรมนูญอเมริกา รองประธานาธิบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีพร้อมกับ  เป็นประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง  และอีกอย่างก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียกรณีที่ประธานาธิบดีถูกสอบสวนแล้ววุฒิสภาเห็นว่ามีความผิดจริง ตำแหน่งประธานาธิบดีก็ต้องว่างลง และรองประธานาธิบดีก็จะมีสิทธิได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน ” คุณอมรินทร์ชี้แจงข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญอย่างเชื่อมั่น

            “ ผมคิดว่า คำตอบของคุณอมรินทร์ชัดเจนดีนะ “ ผมยอมรับคำชี้แจงของคุณอมรินทร์

10.3 ค่าตอบแทน (Compensation) อนุมาตรา 6

                วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับค่าตอบแทนตามกฎหมายจากงบประมาณแผ่นดิน

            แต่วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารไม่ได้

            ในประเด็นนี้ หมายความว่า เป็นการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างเด็ดขาด  ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งสองอย่างไปพร้อมกันได้เหมือนระบบรัฐสภา

10.4 การเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร กระบวนการนิติบัญญัติ และอำนาจยับยั้งกฎหมายของประธานาธิบดี (Revenue Bills, Legislative Process, Presidential Veto)

อนุมาตรา 7

                การเสนอร่างกฎหมายในการขึ้นภาษีอากรหรือจัดตั้งงบประมาณแผ่นดิน ให้ทำได้โดยการริเริ่มของสภาผู้แทนราษฎร  แต่วุฒิสภาอาจให้ข้อเสนอหรือให้ความเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมได้เหมือนอย่างร่างกฎหมายอื่น ๆ ได้

            กระบวนการนิติบัญญัติ หลังจากร่างกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบของสภาใดสภาหนึ่ง จะต้องเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวไปให้อีกสภาหนึ่งเห็นชอบด้วย  ต่อจากนั้น ให้เสนอร่างกฎหมายนั้นไปยังประธานาธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติ  หากประธานาธิบดีพิจารณาแล้ว อนุมัติ ก็จะลงนามในร่างกฎหมายนั้น  อันจะทำให้ร่างกฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ

            แต่ถ้าประธานาธิบดีไม่เห็นด้วย ก็จะส่งร่างกฎหมายนั้นกลับคืนไปยังสภาที่เป็นผู้เริ่มต้นในเสนอร่างกฎหมายนั้นพร้อมด้วยข้อคัดค้านเพื่อนำลงในรายงานประชุมของสภานั้น สภานั้นก็จะต้องมีการพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายนั้นใหม่  โดยสภาจะต้องผ่านร่างกฎหมายนั้นด้วยมติไม่น้อยกว่า 2/3 โดยในการพิจารณาทบทวนนี้ สมาชิกสภาแต่ละคนจะต้องถูกเรียกขานชื่อให้แสดงความเห็นเป็นรายบุคคลว่า เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ (Yeas and Nays) ต่อจากนั้นให้นำรายชื่อสมาชิกผู้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไปตีพิมพ์ลงในรายงานประชุมของแต่ละสภา

            ต่อจากนั้น สภาแรกก็จะส่งร่างกฎหมายนั้นพร้อมด้วยข้อคัดค้านไปยังอีกสภาหนึ่งเพื่อให้พิจารณาทบทวน  หากสภาหลังพิจารณาทบทวนและเห็นชอบด้วยคะแนนเสียไม่ต่ำกว่า 2/3 จะมีผลทำให้ร่างกฎหมายนั้นใช้บังคับได้ทันที โดยไม่ต้องส่งกลับไปยังประธานาธิบดีอีก

            นอกจากนี้ กรณีร่างกฎหมายที่ได้ส่งไปยังประธานาธิบดีหลังจากผ่านความเห็นชอบจากสภาทั้งสองแล้ว หากประธานาธิบดีไม่ยอมลงนามในร่างกฎหมายนั้น ภายในเวลา 10 วัน (ไม่รวมวันอาทิตย์) นับแต่วันที่ประธานาธิบดีได้รับร่างกฎหมายนั้น จะมีผลทำให้ร่างกฎหมายนั้นใช้บังคับได้เสมือนหนึ่งประธานาธิบดีได้ลงนามแล้ว  เว้นแต่สภา คองเกรสจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

            อนึ่ง ในวรรคท้ายของอนุมาตรานี้ ได้วางหลักการไว้ว่า คำสั่งทุกคำสั่ง มติทุกมติ หรือการลงคะแนนเสียงทุกครั้ง (Every Order, Resolution, or Vote) ที่สภาทั้งสองเห็นชอบร่วมกัน จะต้องส่งไปให้ประธานาธิบดีพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ หากประธานาธิบดีไม่อนุมัติ สภาทั้งสองทั้งสองก็จะต้องยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 2/3 ในทำนองเดียวกับการพิจารณาร่างกฎหมาย

            ในประเด็นนี้ผมได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์ ดังนี้

          “ ตามที่ผมได้เล่ามานี้ คุณอมรินทร์คิดว่า ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ใครน่าจะมีอำนาจเหนือใคร ” ผมยิงคำถามเปิดประเด็น

            คุณอมรินทร์แสดงความเห็นว่า

            “ ตามปกติเราจะคุ้นเคยกรณีประเทศใดที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภามีอยู่ 2 สภา สภาผู้แทนราษฎรมักจะมีอำนาจเหนือวุฒิสภา  เพราะวุฒิสภามักจะมีไว้เป็นสภาพี่เลี้ยงหรือช่วยพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย  แต่อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร

            แต่กรณีอเมริกาใช้ระบบการแบ่งแยกอำนาจ มิใช่ระบบรัฐสภา  ดังนั้น จึงกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีฐานะเท่ากัน ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้ร่างกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภาก่อนจึงจะส่งไปให้ประธานาธิบดีพิจารณาลงนามอนุมัติได้ ”

            “ แล้วการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการขึ้นภาษีอากร ไม่ได้แสดงว่า สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเหนือกว่า วุฒิสภาหรือ ” ผมถามด้วยความสงสัย

            “ ผมคิดว่า แม้สภาผู้แทนราษฎรจะมีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการขึ้นภาษีแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะสภาผู้แทนราษฎรมีความใกล้ชิดประชาชนมากกว่า แต่ก่อนจะส่งไปให้ประธานาธิบดีพิจารณาอนุมัติ ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยเช่นกัน ”

            ระบบการเมืองการปกครองของอเมริกา เป็นระบบแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจ ไม่ต้องการให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือกว่าองค์กรอื่น กรณีสภาคองเกรสซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งสองสภามีฐานะเท่าเทียมกัน ไม่มีสภาใดมีอำนาจเหนือกว่าอีกสภาหนึ่ง

 

พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562
ในตอนที่ 11 สภาคองเกรส (2)

9.แนวคิดและหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกา

(กำหนดนำออกเผยแพร่วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562)

                การที่อเมริกาต้องต่อสู้กับบริเตนเพื่อประกาศอิสรภาพเป็นประเทศใหม่ มิใช่ ดินแดนอาณานิคมอีกต่อไป ทำให้เกิดแนวคิดและหลักการใหม่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมหรือบริบทของประเทศในเวลานั้น

            แนวคิดใหม่และหลักการสำคัญดังกล่าว ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ แห่งมหาวิทยาลัยเยล เรียกว่า เป็นนวัตกรรมทางการเมือง (political innovation) ในยุคนั้นเลยทีเดียว

            คนที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกา ส่วนใหญ่เป็นขาวยุโรปที่ต้องการไปแสวงหาเสรีภาพและความมั่งคั่งในดินแดนที่เรียกว่า โลกใหม่

            หลังจากประกาศอิสรภาพเป็นประเทศเอกราชไม่เป็นอาณานิคมของบริเตนอีกต่อไป ทำให้คนอเมริกันในดินแดนอิสระทั้ง ๑๓ แห่ง ต้องร่วมกันคิดสร้างรูปแบบในการปกครองแบบใหม่ที่เชื่อว่า น่าจะสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขามากที่สุด

            ดังนั้น ในหัวข้อนี้ ผมจะเล่าถึงแนวคิดและหลักการในการยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกา

แนวคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญ

 ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ กล่าวว่า ตามอารัมภบท (Preamble) ชี้ชัดว่า รัฐธรรมนูญนี้ประชาชนชาวอเมริกัน (We the People  of the United States) เป็นผู้ยกร่างและสร้างขึ้นมา เพื่อสร้างรัฐรวมที่สมบูรณ์กว่าเดิม (More perfect Union) ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความยุติธรรม ความสงบภายใน การสร้างระบบป้องกันประเทศร่วมกัน ส่งเสริมสวัสดิการ เชิดชูเสรีภาพและความมั่งคั่งร่ำรวยแก่ชาวอเมริกัน

ส่วนแนวคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะผู้ยกร่างได้มาจากการเห็นแบบอย่างที่อังกฤษและ สก็อตแลนด์ได้รวมเข้าเป็นชาติเดียวกัน (The invisible union of England and Scotland) เมื่อปีค.ศ.1707 ทำให้อังกฤษและสก็อแลนด์ไม่ต้องรบกันอีกเหมือนอย่างในอดีต  นับเป็นจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 18 ที่ทำให้ประชาชนทั้งสองชาติรู้สึกปลอดภัย (Akhil Reed Amar,2005,p.45)

ในทำนองเดียวกัน หากมลรัฐต่าง ๆ ไม่ยอมรวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน ก็จะต้องรบพุ่งกันเอง หรือไม่ก็เมื่อมีข้าศึกจากภายนอก แต่ละมลรัฐก็คงต้องต่อสู้โดยลำพัง แทนที่จะผนึกกำลังกัน

ในช่วงที่กำลังมีการยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกานั้น ทั่วโลกไม่มีประเทศใดที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะในยุคสมัยนั้น ประเทศต่าง ๆ มีรูปแบบของการปกครองโดยกษัตริย์ จักรพรรดิ ซาร์ เจ้าชาย สุลต่าน โมกุล ขุนนาง และหัวหน้าชนเผ่า (Kings, emperors, czars, princes, sultans, moguls, feudal lords, and tribual chiefs)  แม้อังกฤษจะได้มีการปกครองแบบกษัตริย์ที่มีอำนาจจำกัด (limited monarchy) ร่วมกับชนชั้นสูงในสภาผู้แทนราษฎร แต่อำนาจก็ยังไม่ลงถึงประชาชนในระดับล่าง

ในยุคโบราณ โลกอาจมีเคยการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาบ้าง แต่เป็นการปกครองในระดับเล็กอย่างเช่น การปกครองแบบนครรัฐ (city-state) ของกรีก หรือการปกครองของกรุงโรมในยุคก่อนเป็นจักรวรรดิ (pre-imperial Rome) และไม่ได้เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ  นอกจากนี้ในอดีตอาจเคยมีการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นเพียงของการร่างรัฐธรรมนูญของนักกฎหมายอย่างเช่น รัฐธรรมนูญของกรุงเอเธนส์(Athens)  และรัฐธรรมนูญของกรุสปาร์ต้า (Sparta)  นั่นคือก่อนการปฏิวัติอเมริกาประชาชนทั่วไปไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงคะแนนเห็นชอบในการร่างรัฐธรรมนูญของตนเองอย่างชัดเจน

(Akhil Reed Amar, America’s Constitution, 2005, p.8)

            นอกจากการได้แนวคิดของการเป็นรัฐรวมจากการที่อังกฤษและสก็อตแลนด์ได้รวมตัวเป็นประเทศเดียวกันเมื่อปีค.ศ.1707 ทำให้อังกฤษและสก็ตแลนด์ไม่ต้องรบหรือทำสงครามกันเหมือนอย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว  คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังได้ศึกษารูปแบบรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเวลานั้น อย่างเช่น มลรัฐเพนซิลเวเนีย  แมสซาจูเซตส์ และนิว แฮมเชียร์ เป็นต้น (Amar,2005, p.18)

          คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาได้ใช้แนวคิดในการยกร่างรัฐธรมรมนูญดังนี้ (Thomas E. Patterson, 2017, pp.27-28)

            ประการแรก ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด (limited government) และเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตัวแทน (representative government)

            ประการที่สอง การสร้างรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด สามารถทำได้โดยกำหนดอำนาจตามกฎหมายและต้องมีการแบ่งแยกอำนาจของสถาบันที่เป็นคู่แข่งกัน (dividing those powers among competing institutions ) ออกจากกัน นอกจากนี้ในตัวรัฐธรรมนูญจะต้องคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน (Bill of Rights)ของประชาชนด้วย

            ประการที่สาม ในช่วงเริ่มต้น ให้รัฐบาลได้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมก่อน ยกเว้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง

          ประการสุดท้าย ในส่วนตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารนั้น คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ควรจะมีอำนาจมากกว่าผู้ว่าการมลรัฐเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ แต่ต้องมีอำนาจน้อยกว่ากษัตริย์เพื่อป้องกันการหลงอำนาจ มิให้เป็นเผด็จการหรือทรราชย์ โดยคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประธานาธิบดีต้องเป็นประมุขของสาธารณรัฐที่สามารถปกป้องประเทศจากการคุกคามของพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งบริเตน แต่ต้องมิใช่กลายเป็นพระเจ้าจอร์จเสียเอง  (Akhil Reed Amar, p.131 )

หลักการสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญอเมริกา

          ในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คณะผู้ยกร่างได้นำเสนอต่อที่ประชุมเมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลวาเนีย เมื่อกลางเดือนกันยายน ปีค.ศ.1787 อยู่ภายใต้หลักการดังนี้

            ประการแรก การปกครองประเทศใช้ระบบการแบ่งแยกอำนาจและถ่วงดุลอำนาจ (Separation of Powers, Checks and Balances) ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

            ประการที่สอง สร้างระบบรัฐบาลสองระดับ คือ รัฐบาลกลาง (Federal Government) และรัฐบาลมลรัฐ (State Governments)   ซึ่งเป็นระบบอำนาจอธิปไตยคู่ (Dualism of Sovereignty) โดยให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ เพื่อแก้จุดอ่อนของรัฐบัญญัติของสมาพันธรัฐอเมริกาที่ใช้บังคับมาก่อนหน้านี้

            ประการที่สาม รัฐบาลกลางมีอำนาจจำกัด (Limited Government) ตามบัญชีที่มลรัฐมอบให้เท่านั้น (Enumerated powers) อำนาจที่เหลือนอกจากนั้น ให้เป็นอำนาจของมลรัฐและประชาชน

            ประการทีสี่ ให้สภาคองเกรสประกอบด้วย 2 สภา สภาแรก คือสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และวุฒิสภา (House of Senate) ซึ่งเป็นสภาตัวแทนมลรัฐ

            ประการที่ห้า ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม

            ประการที่หก ศาลสูงเป็นฝ่ายตุลาการ ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของวุฒิสภา

            ประการที่เจ็ด รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน

            ภายใต้แนวคิดและหลักการดังกล่าว ทำให้รัฐธรรมนูญอเมริกาเป็นรัฐธรรมนูญ สั้น ๆ มีเพียง 7 มาตรา และมีความยาวประมาณ 4,000 คำ  อาจสรุปสาระสำคัญของแต่ละมาตราได้ดังนี้

            มาตรา 1 เป็นมาตราที่ว่าด้วยอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Powers) ให้เป็นอำนาจของ สภาคองเกรส ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) และวุฒิสภา (Senate)

            มาตรา (Article) นี้ นับเป็นมาตราที่ความยาวมากที่สุด ประกอบด้วย 10 อนุมาตรา (Section)

            มาตรา 2 เป็นมาตราที่ว่าด้วยอำนาจบริหาร (Executive Power) ให้เป็นอำนาจของ ประธานาธิบดี (President) ประกอบด้วย 4 อนุมาตรา

            มาตรา 3 เป็นมาตราที่ว่าด้วยอำนาจตุลาการ (Judicial Power)  ให้เป็นอำนาจของศาลสูง ( Supreme Court)  ประกอบด้วย 3 อนุมาตรา

            มาตรา 4 เป็นมาตราที่ว่าด้วยอำนาจในการรับดินแดนเพิ่ม เป็นอำนาจของสภาคองเกรส และการกำหนดรูปแบบการปกครองของแต่ละมลรัฐไว้ว่า ต้องเป็นรูปแบบสาธารณรัฐ (Republic Form of Government) เท่านั้น  ประกอบด้วย 4 อนุมาตรา

            มาตรา 5 เป็นมาตราที่ว่าด้วยอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

            มาตรา 6 เป็นมาตราที่ว่าด้วยการเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดิน (The Supreme Law of the Land) ของรัฐธรรมนูญ

            มาตรา 7 เป็นมาตราที่ว่าด้วยการให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญนี้ ต้องได้รับการรับรองอย่างน้อย ๙ มลรัฐ (จากจำนวนทั้งหมด 13 มลรัฐ)

            โดยในตอนท้ายของรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ด้วยว่า เพื่อเป็นสักขีพยานว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากมลรัฐต่าง ๆ ที่มาร่วมประชุมจำนวน 12 แห่ง (ยกเว้นมลรัฐโรด ไอส์แลนด์ไม่ได้ส่งตัวแทนมาร่วมประชุมในครั้งนั้น)  ผู้แทนจากมลรัฐดังกล่าวจึงได้ลงนามท้ายร่างรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งมีจอร์จ วอชิงตัน จากมลรัฐเวอร์จิเนียลงนามในฐานะประธานที่ประชุมและในฐานะตัวแทนคนหนึ่งจามมลรัฐเวอร์จิเนียด้วย เมื่อวันที่  17 กันยายน ค.ศ.1787

            เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ผมได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์ในบางประเด็น ดังนี้

            “ คุณอมรินทร์ มีความเห็นอย่างไรกับแนวคิดและหลักการของรัฐธรรมนูญอเมริกา ”

            “ ผมคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญของอเมริกาในยุคนั้น เป็นความคิดใหม่ที่กล้าหาญมาก เพราะเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธระบอบกษัตริย์อันเป็นระบอบการปกครองที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ในเวลานั้น ” คุณอมรินทร์ตอบคำถามโดยไม่ลังเล

            ผมถามต่อเพื่อให้คลายสงสัย

            “ คุณอมรินทร์คิดว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันในยุคนั้น กล้าปฏิเสธระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือระบอบกษัตริย์ ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ ณ เวลานั้น ”

            คุณอมรินทร์ได้แสดงความเห็นไว้อย่างแหลมคมว่า

            “ ผมเชื่อว่า การคนยุโรปที่กล้าทิ้งบ้านเมืองของตนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอันกว้างใหญ่ไพศาล เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในดินแดนที่เรียกว่าโลกใหม่นั้น

            คนพวกนี้ น่าจะมีความต้องการเสรีภาพเป็นอันดับแรก  เพราะในระบอบการปกครองที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกเวลานั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้พวกเขามีเสรีภาพเท่าที่พวกเขาต้องการ

            ประการที่สอง คือ พวกเขามีความรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบอบกษัตริย์ของบริเตนในยุคนั้น ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 3 (King George III) พวกเขาจึงเชื่อว่า การปกครองระบอบกษัตริย์มิใช่การปกครองที่พึงประสงค์สำหรับพวกเขา  ดังนั้น จึงต้องคิดค้นระบอบการปกครองขึ้นมาใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ของพวกเขาได้  นันคือ การปกครองในรูปแบบของสาธารณรัฐ (Republic) ”

            ผมอดแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกับคุณอมรินทร์ไม่ได้

            “ใช่ ผมคิดว่า คำตอบของคุณอมรินทร์ น่าจะถูกต้องและตรงประเด็น

            ผมขอแสดงความชื่นชมในคำตอบของคุณอมรินทร์ด้วย เพราะถ้าบริเตนปกครองอเมริกาให้ประชาชนอเมริกาในยุคนั้นมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตัวแทนไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรของบริเตน  เรื่องราวอาจจะพลิกโฉมไปอีกแบบหนึ่งก็ได้ ”

                        รัฐธรรมนูญอเมริกานับเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกที่ยังสามารถใช้บังคับมาเป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่ปีค.ศ.1789 มาจนถึงกระทั่งปัจจุบัน รวมระยะเวลา 230 ปี  แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญนี้ได้รับการออกแบบอย่างสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของสังคมอเมริกาในเวลานั้นมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของจิตวิญญาณประชาธิปไตย

                        ส่วนใดที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม ก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามความจำเป็นในเวลาต่อมา  โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิมและยกร่างขึ้นใหม่ทั้งหมดเหมือนอย่างที่บางประเทศนิยมกัน

8.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาและการให้สัตยาบัน (กำหนดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562)

ในส่วนที่ 2 รัฐธรรมนูญอเมริกา ผมได้แบ่งกล่าวออกเป็น 11 ตอน คือ

-รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาและการให้สัตยาบัน

-แนวคิดและหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกา

-สภาคองเกรส:สภาใดมีอำนาจมากกว่ากัน

-ประธานาธิบดี : ผู้กุมชะตาโลก

-ศาลสูง : ศาลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

-การถ่วงดุลอำนาจ : เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต

-ระบบราชการ : เครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ

-มลรัฐ: ระบบอำนาจอธิปไตยคู่ (Dual Sovereignty)

-สงครามกลางเมืองกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

-การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ :แก้ไขตามความจำเป็น

-สรุปส่วนที่ 2

อย่างไรก็ตาม อาจมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมชื่อตอนหรือหัวข้อใหญ่ได้ใหม่ตามความเหมาะสม

ในที่นี้จะเริ่มเล่าส่วนที่ 2 ด้วยตอนที่ 8 คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาและการให้สัตยาบัน

คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง เจมส์ เมดิสัน (James Madison) และอาเล็กซานเดร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับเพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับแรก มิใช่เพียงแต่แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งกว่าเดิม

            หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาได้ใช้บังคับสักระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผู้คนจำนวนมากเห็นว่า การที่รัฐบาลกลางของสมาพันธรัฐมีอำนาจน้อยและอ่อนแอ  คงไม่สามารถแก้ปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศได้  จึงเห็นว่าน่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้เหมาะสมกับสถานการณ์

            ในหัวข้อนี้ ผมจะเล่าให้ท่านฟังในประเด็นดังต่อไปนี้

  • การประชุมผู้แทนของมลรัฐทั้ง ๑๓ แห่ง ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย  มลรัฐเพนซิลเวเนีย
  • การนำข้อความในร่างรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชน
  • การต่อสู้ทางความคิดระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่าย Federalists และฝ่าย Anti-Federalists
  • การประนีประนอมครั้งใหญ่
  • การให้สัตยาบันของมลรัฐต่าง ๆ

การประชุมผู้แทนของมลรัฐต่าง ๆ ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย

            ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ ( Akhil Reed Amar, 2005,p.5)  กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนของปีค.ศ.1787 มลรัฐจำนวน 12 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 13 แห่ง ยกเว้นมลรัฐโรด ไอส์แลนด์ (Rhode Island) ได้มาประชุมกันเป็นกรณีพิเศษที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย  เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐบัญญัติของสมาพันธรัฐ หลังจากได้มีการประชุมลับถกเถียงกันเป็นเวลาหลายเดือน  จนกระทั่งถึงกลางเดือนกันยายนของปีเดียวกัน บุคคลสำคัญซึ่งเป็นตัวแทนจาก 12 มลรัฐ  จำนวน 39 คน ได้ร่วมกันลงนามในเอกสาร ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

            บุคคลสำคัญเหล่านั้น รวมถึงจอร์จ วอชิงตัน (George Washington)  เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)  เจมส์ วิลสัน (James Wilson) โรเจอร์ เชอร์แมน (Roger Sherman) เจมส์ เมดิสัน (James Madison) และ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton)

การนำร่างรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชน

            หลังจากตัวแทนจากมลรัฐต่าง ๆ ได้ลงนามในเอกสารที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วผ่านไป 2 วัน  หนังสือพิมพ์ได้นำเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วประเทศอเมริกาทราบเมื่อวันที่  17 กันยายน  ค.ศ.1787 โดยได้นำคำอารัมภบท( Preamble)ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นพาดหัวว่า

            “ We, the people of the United States, in order to form a more perfect Union, establish Justice, insure domestic Tranquility, provide for the common Defence, promote the General Welfare, and secure the Blessing of Liberty to ourselves and our Posterity, do ordain and establish this Constitution for the United States of America ”

(Akhil Reed Amar, America’s Written Constitution, 2005, p.4)

              “ เราประชาชนชาวอเมริกัน เพื่อสร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้มากยิ่งขึ้น  สร้างความยุติธรรม สร้างความสงบภายในประเทศ  สร้างการป้องกันประเทศร่วมกัน  ส่งเสริมสวัสดิการโดยทั่วไป สร้างหลักประกันเสรีภาพให้แก่พวกเราและคนรุ่นหลัง จึงได้บัญญัติและสร้างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาขึ้นมา .”

            ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ ได้บรรยายผลของการที่หนังสือพิมพ์ได้พาดหัวข่าวของการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวว่า ทำให้ประชาชนทั่วประเทศอเมริกาเกิดความตื่นตัวในเรื่องของการเมืองการปกครองเป็นอย่างมาก  คนทั่วแผ่นดินในเวลานั้น จากเหนือจรดใต้ และจากตะวันออกจรดตะวันตกต่างพูดถึงแต่เรื่องนี้ เพราะนี่คือครั้งแรกของมนุษยชาติที่ประชาชนได้มีโอกาสเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญเอง

การต่อสู้ทางความคิดระหว่างสองฝ่าย Federalists และ Anti-Federalists

          ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ท่านคงพอจำได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับแรกของอมริกาได้ออกแบบให้รัฐบาลกลาง

อ่อนแอและมีอำนาจน้อย โดยให้อำนาจส่วนใหญ่เป็นของมลรัฐ มลรัฐคือผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องการแก้จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับแรกด้วยการออกแบบให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งและมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ แต่ก็ยังมีอีกฝ่ายหนึ่งที่ยังต้องการให้มลรัฐมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลกลาง

            ฝ่ายที่ต้องการให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งและมีอำนาจมากกว่ามลรัฐ เรียกว่า ฝ่าย Federalists  ส่วนฝ่ายที่ต้องการให้มลรัฐมีอำนาจมากกว่ารัฐบาลกลางเรียกว่า ฝ่าย Anti-Federalists

            ทั้งสองฝ่ายได้ตอบโต้กันผ่านทางเอกสาร เพื่อขายความคิดของฝ่ายตนไปสู่ประชาชน

            ผู้นำคนสำคัญของฝ่าย Federalists ได้แก่ จอห์น อดัมส์ (John Adams) จอห์น เจย์ (John Jay) เจมส์ เมดิสัน(James Madison) จอห์น มาร์แชล (John Marshall)  และอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) พวกเขาได้ช่วยกันเขียนบทความให้ประชาชนสนับสนุนความคิดของฝ่ายตนผ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค (New York Newspaper) โดยใช้นามปากกาว่า พับลิอุส (Publius) และต่อมาได้ร่วมกันเขียนบทความทีเรียชื่อว่า The Federalist Papers จำนวนหลายบทความเพื่อเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่

            ผู้นำคนสำคัญของฝ่าย  Anti- Federalists ได้แก่ แพตริค เฮนรี (Patrick Henry) แซมวล อดัมส์ (Samual Adams) โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)  ริชาร์ด เฮนรี ลี (Richard Henry Lee) และเจมส์ มอนโร (James Monroe) ฝ่ายนี้ได้เขียนบทความในนามปากกาว่า บรูตุส (Brutus)   เซ็นติเนล (Centinel) และเฟดดีรอล ฟาร์เมอร์ (Federal Farmer) โดยได้ร่วมกันเขียนบทความต่อต้านการสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง

การประนีประนอมครั้งใหญ่ (Great Compromise)

            แนวคิดหรือจุดยืนของฝ่าย Federalists และฝ่าย Anti-Federalist นับว่าอยู่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง   โดยฝ่าย Federalists ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเข้มเข็งและมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ  ในขณะที่ฝ่าย Anti-Federalists ต้องการให้คงรูปแบบของรัฐบาลกลางที่มีอำนาจน้อยกว่ามลรัฐตามบทบัญญัติของสมาพันธรัฐตามเดิม

            สำหรับแนวคิดหรือจุดยืนของฝ่าย Anti-Federalists  ในการคัดค้านในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในรูปแบบที่ให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ คือ (Thomas E. Patterson, 2017, pp.36-37)

            ประการแรก เห็นว่า รัฐบาลแห่งชาติจะมีอำนาจมากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นการคุกคามการปกครองตนเองในหลาย ๆ มลรัฐ และเสรีภาพของประชาชน

            ประการที่สอง เห็นว่า ในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้รวมเอาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน (Bill of Rights) เข้าไว้ด้วย  จึงเกรงว่า รัฐบาลกลางไม่มีหลักประกันในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

            ประการที่สาม เกรงว่า รัฐบาลกลางอาจจะตกอยู่ในกำมือของชนชั้นนำทางการเมือง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ  อาจจะเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจกดขี่  และสมาชิกสภาคองเกรสก็จะกลายเป็นสภาของ

ชนชั้นสูงหรือชนชั้นขุนนาง

            ประการที่สี่ ตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะตามบทบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐที่ใช้บังคับอยู่ไม่มีตำแหน่งฝ่ายบริหาร  ซึ่งอาจจะมีวิวัฒนาการกลายเป็นระบบกษัตริย์อเมริกันได้ในภายหลัง  ดังนั้น ตำแหน่งประธานาธิบดีจึงควรจะเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งซึ่งมลรัฐเป็นผู้แต่งตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง

            ประการสุดท้าย แม้จะยอมรับว่า มีความจำเป็นที่ต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระหว่างมลรัฐต่าง ๆ มากขึ้นและมีความจำเป็นที่ต้องมีระบบการป้องกันประเทศที่เข้มแข็งขึ้น แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นด้วยกับการสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง

            ด้วยเหตุนี้ ทั้งงสองฝ่ายจึงได้ทำการตกลงประนีประนอมครั้งใหญ่ เพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

            ในการตกลงประนีประนอมครั้งใหญ่ (Great Compromise) มีสาระสำคัญ คือ (Thomas E. Patterson, 2017, pp.33-38) สรุปได้ดังนี้  

               ประการแรก องค์ประกอบของสภาคองเกรส  เพื่อมิให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างมลรัฐใหญ่และมลรัฐเล็กจึงได้ข้อยุติว่า ให้สภาคองเกรสประกอบด้วย ๒ สภา สภาแรก เรียกชื่อว่า            สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีจำนวนตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละมลรัฐ หากมลรัฐใดมีประชากรมาก จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีมากกว่ามลรัฐที่มีจำนวนประชากรน้อย แต่มลรัฐหนึ่งต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยหนึ่งคน

            ส่วนอีกสภาหนึ่ง เรียกชื่อว่า สภาซีเนตหรือวุฒิสภาแต่ละมลรัฐจะมีจำนวนสมาชิกสภาซีเนตเท่ากัน คือมลรัฐละ ๒ คน

            ประการที่สอง ปัญหาการนับจำนวนทาส เพื่อประโยชน์ในการกำหนดจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร  ทาสคนหนึ่งไม่ให้นับเป็นหนึ่งคน แต่ให้นับทาสตามอัตราส่วน โดยทาสจำนวน ๕ คน นับเป็นทาสจำนวน ๓ คน เพราะมลรัฐทางเหนือมีจำนวนทาสน้อยจะเสียเปรียบมลรัฐทางใต้  กล่าวคือ หากนับจำนวนทาสตามอัตราส่วนดังกล่าว มลรัฐทางใต้จะมีจำนวนที่นั่งเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด    

             หากนับไม่นับจำนวนทาสเลย อเมริกาทางภาคใต้จะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด  แต่ถ้านับจำนวนทาสเต็มจำนวน จะทำให้มลรัฐทางใต้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

            ประการสุดท้าย ปัญหาที่มาของประธานาธิบดี หากให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง  อาจจะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีพัฒนาไปสู่การเป็นระบบกษัตริย์ของอเมริกา (American monarchy) ดังนั้น จึงให้มลรัฐแต่ละแห่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี ( The Electoral College) เพื่อทำหน้าที่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแทนประชาชน

การให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญ         

          เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นที่ยอมรับของมลรัฐต่าง ๆ สภาคองเกรสของสมาพันธรัฐจึงได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้สภานิติบัญญัติของมลรัฐดำเนินการให้สัตยาบัน

            กระบวนการให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติของมลรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการให้ประชาชนในแต่ละมลรัฐเลือกตั้งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในที่ประชุมพิจารณาให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญ โดยหลายมลรัฐได้ลดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบุคคลดังกล่าวให้ต่ำกว่าคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอยู่ตามปกติเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด (Akhil Reed Amar,2005)

            ศาสตราจารย์โทมัส อี.แพตเตอร์สัน (Thomas E. Patterson,2017, pp.38-39) ได้กล่าวถึงผลของการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญ สรุปได้ดังนี้

            ผลของการให้สัตยาบันดังกล่าวในมลรัฐต่าง ๆ ฝ่ายที่สนับสนุนให้รับรองรัฐธรรมนูญประสบชัยชนะอย่างง่ายดาย ยกเว้นในมลรัฐนิวยอร์ค และเวอร์จิเนีย ที่ผลของการลงคะแนนออกมาสูสี แต่มีคำมั่นสัญญาไว้ว่า จะต้องมีการนำสิทธิขั้นพื้นฐาน (Bill of Rights) บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

            มีอยู่ 2 มลรัฐที่ได้ปฏิเสธการให้สัตยาบันมาแต่ต้น คือ มลรัฐนอร์ธ คาโรไลนา และมลรัฐโรด                 ไอส์แลนด์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลรัฐโรด ไอส์แลนด์ ไม่ยอมส่งตัวแทนไปร่วมประชุมที่เมืองฟิลาเดลเฟีย  แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ทั้งสองมลรัฐทั้งสองก็ได้ยอมให้สัตยาบันในภายหลัง

            มีข้อสังเกตว่า ประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่หรือโดยทั่วไปไม่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญ แต่เสียงในที่ประชุมของการพิจารณาให้สัตยาบันของมลรัฐ น้ำหนักเสียงสู้กลุ่มผลประโยชน์ที่ร่ำรวยไม่ได้  เพราะมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งในที่ประชุมพิจารณาให้สัตยาบันของมลรัฐ (State Ratifying Convention) *โดยส่วนใหญ่เลือกพ่อค้าที่ร่ำรวย เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ และข้ารัฐการระดับสูง ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้สนับสนุนการรับรองรัฐธรรมนูญมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งชาวนารายย่อย พวกประกอบอาชีพด้านงานฝีมือ และบรรดาเจ้าของร้านรายย่อย

            *หมายความว่า ประชาชนไม่ได้มีสิทธิในการให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่มีสิทธิโดยทางอ้อม ด้วยการไปออกเสียงเลือกตัวแทนเข้าไปใช้สิทธิให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญของแต่ละมลรัฐ

            ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์เห็นว่า การที่จอร์จ วอชิงตัน เข้าไปนั่งเป็นประธานในที่ประชุม ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย เท่ากับเป็นหลักประกันว่า จะต้องให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญนี้

            ผลของการลงคะแนนให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง ๆ เรียงตามลำดับวัน เดือน ปีทีให้สัตยาบัน คือ (ตัวเลขในวงเล็บต่อท้าย เป็น จำนวนผู้ที่เห็นด้วย ต่อ จำนวนผู้ไม่เห็นด้วยในแต่ละมลรัฐ)

            1.Delaware                 December 12, 1787 (46: 23)

            2.Pennsylvania            December 17, 1787 (30: 0)

  3.New Jersey               December 18, 1787 (30: 0)

            4.Georgia                    January 2, 1788 (26: 0)

            5.Connecticut              January 9, 1788 (128: 40)

            6.Massachusetts         February 6, 1788 (187: 168)

            7.Maryland                 April 28, 1788 (63: 11)

    8.South Carolina         May 23, 1788 (149: 73)

     9.New Hampshire       June 21, 1788 (57: 47)

            10.Virginia                  June 25, 1788 (89: 79)

    11.New York               July 26, 1788 (30: 27)

      12.North Carolina       November, 21, 1789 (194: 77)

         13.Rhode Island          May 29, 1790 (34: 32)

            เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผมเลยชวนคุณอมรินทร์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเล็กน้อย

          “ ในความเห็นของคุณอมรินทร์ คิดว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับที่ 2 นี้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ”  ผมเริ่มยิงคำถามที่คิดว่า น่าจะครอบคลุม

            “ ผมคิดว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับที่ 2 นี้ มีหลายอย่างที่น่าสนใจ

แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่แท้จริง เพราะพอมีการยกร่างเสร็จ ก็ได้มีการนำลงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์  ทำให้คนทั้งแผ่นดินได้ทราบข่าวการยกร่างรัฐธรรมนูญ “

            “ ผมเห็นด้วยนะ เพราะการที่ประชาชนในยุคเมื่อปีค.ศ.1787 หรือเมื่อ 232 ปี สามารถได้รับทราบข่าวคราวในการปกครองบ้านเมืองอย่างเปิดเผยพร้อมกันเช่นนี้ ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของประเทศอเมริกา ” ผมกล่าวสนับสนุนความเห็นของคุณอมรินทร์อย่างจริงใจ

            “ ใช่ นอกจากนี้ การที่แต่ละมลรัฐกำหนดให้ประชาชนผู้มีคุณสมบัติในทำนองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เลือกบุคคลเข้าไปนั่งในที่ประชุมพิจารณารับรองหรือให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นของประชาชนชางอเมริกันอย่างแท้จริง  เพราะถ้าที่ประชุมพิจารณารับรองหรือให้สัตยาบันของแต่ละมลรัฐ มีมติเห็นชอบไม่ถึงจำนวน 9 มลรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้ 

            นั่นคือ อาจต้องนำกลับไปยกร่างกันใหม่ ”  คุณอมรินทร์ได้อธิบายอย่างยืดยาว เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ชัดเจน

            รัฐธรรมนูญของอเมริกาฉบับใหม่ได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย  เมื่อกลางเดือนกันยายน ค.ศ.1787 หลังจากนั้นได้มีการนำออกเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์เมื่อวันที 17 กันยายน ค.ศ.1787 ทำให้คนอเมริกันทั่วทั้งแผ่นดินเกิดความตื่นตัวในด้านการเมืองการปกครองประเทศเป็นอย่างมาก

            กระบวนการให้สัตยาบัน เริ่มด้วยแต่ละมลรัฐเป็นผู้ดำเนินการให้ประชาชนผู้มีคุณสมบัติตามแต่มลรัฐจะกำหนด เป็นผู้ออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่พิจารณาให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญ (State Ratifying Convention)  โดยร่างรัฐธรรมนูญวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า จะต้องมีมลรัฐให้การรับรองอย่างน้อย 9 มลรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงจะนำไปใช้บังคับได้

            ในขณะจอร์จ วอชิงตัน ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก เมื่อปีค.ศ.1789 นั้น มีมลรัฐที่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญแล้วเพียง 11 มลรัฐ ยังขาดอีก 2 มลรัฐที่ยังไม่ให้การรับรอง

7.สรุปส่วนที่หนึ่ง กำเนิดอเมริกาและรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา (กำหนดนำออกเผยแพร่ในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2562)

เพื่อให้ท่านสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอเมริกาได้ง่ายเข้า ผมจึงได้นำเสนอ ส่วนที่หนึ่ง กำเนิดอเมริกาและรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกาจำนวน 6 ตอน  ก็เพื่อให้ท่านได้ทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับอเมริกาก่อนที่จะได้เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกาในลำดับถัดไป คือ

  • ความนำ
  • ก่อนจะเป็นประเทศอเมริกา
  • อาณานิคม 13 แห่งผู้ให้กำเนิดอเมริกา
  • สงครามปฏิวัติอเมริกาและการประกาศอิสรภาพของอเมริกา
  • อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองของอเมริกา
  • รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา

1.ความนำ

                ในความนำ ได้ชี้ให้ท่านเห็นว่า อเมริกาเป็นประเทศเกิดใหม่ เมื่อปีค.ศ.1776 ด้วยการประกาศอิสรภาพไม่ยอมเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน อีกต่อไป ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีของไทยเรา และเป็นระยะเวลาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 6 ปี  นับอายุของประเทศอเมริกาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ได้ 236 ปี

            แม้จะเป็นประเทศเกิดใหม่มีอายุไม่นาก แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ประเทศนี้สามารถพัฒนาและยกระดับประเทศให้เป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงก่อนที่จะสิ้นศตวรรษที่ 20 เมื่อปีค.ศ.1991 ทำให้ประเทศนี้ได้กลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของโลก

            เหตุที่เป็นเช่นนี้ นอกจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ จะเอื้ออำนวยแล้ว การที่ประเทศนี้สามารถวางรูปแบบการปกครองของประเทศให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะการที่ประเทศอเมริกาได้สร้างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมนับตั้งแต่ตอนตั้งประเทศใหม่ ๆ ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศไปสู่ความเป็นมหาอำนาจได้อย่างรวดเร็วและอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง

2.ก่อนจะเป็นประเทศอเมริกา

                ก่อนจะเป็นประเทศอเมริกา ดินแดนที่เรียกว่า อเมริกา เคยเป็นถิ่นยึด่ครองของคนพื้นเมืองที่เรียกว่า ชนเผ่าอินเดียแดง สันนิษฐานว่า เป็นชนเผ่าที่ได้อพยพไปจากทวีปเอเชียเมื่อราว 20,000 ปีที่ผ่านมาแล้ว

            คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Cristopher Columbus) นักสำรวจชาวอิตาลีซึ่งได้รับจ้างกษัตริย์สเปน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบโลกใหม่ที่เรียกว่าอเมริกา เมื่อปีค.ศ.1492 โดยเขาได้ค้นพบหมู่เกาะอินดีสตะวันตก ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แต่การเรียกชื่อโลกใหม่ว่า อเมริกา เป็นการเรียกชื่อเพื่อให้เกียรตินักสำรวจชาวอิตาลีที่เคยเดินทางไปสำรวจโลกใหม่ก่อนหน้านั้น ช่วงปีค.ศ.1487 คือ อเมริโก เวสปุชชี( Amerigo Vespucci)

3.อาณานิคม 13 แห่ง ผู้ให้กำเนิดอเมริกา

            หลังจากการค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัสเมื่อปีค.ศ.1492 ชาวยุโรปก็ได้หลั่งไหลเดินทางไปแสวงหาโชคลาภและความมั่งคั่ง ณ ดินแดนโลกใหม่ จนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ 18 ดินแดนโลกใหม่ได้กลายเป็นดินแดนอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปหลายประเทศ ได้แก่ สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้งเนเธอร์แลนด์ เยอรมัน และสวีเดน

            ในช่วงระยะเวลา 150 ปี ระหว่างปีค.ศ.1625-1775 ประชากรของอาณานิคมได้เติบโตจากจำนวนราว 2,000 คน เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ล้านคน

            ในระหว่างปีค.ศ.1756-1763 ได้เกิดสงครามเจ็ดปีระหว่างบริเตนฝ่ายหนึ่ง กับฝรั่งเศสและอินเดียนฝ่ายหนึ่ง เรียกชื่อว่า สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน (The French and Indian War) เพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนอาณานิคม ผลปรกฏว่า บริเตนเป็นฝ่ายชนะ  ทำให้บริเตนมีอาณานิคมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกด้านทิศเหนือจำนวน 13  แห่ง ส่วนฝรั่งเศสต้องถอยร่นออกไปทางตะวันตก

4.สงครามปฏิวัติอเมริกาและการประกาศอิสรภาพของอเมริกา

            ในช่วงหลังปีค.ศ.1750 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเจ็ดปี ทำให้เกิดความตรึงเครียดระหว่างบริเตนกับอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง โดยอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง เห็นว่าบริเตนเอารัดเอาเปรียบพวกตน มาก จึงรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวในการติดต่อกับบริเตน มิใช่แต่ละแห่งติดต่อกับบริเตนเหมือนอย่างในอดีต เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองกับบริเตน

            การที่บริเตนได้ให้อาณานิคมทั้ง 13 แห่งรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากสงครามเจ็ดปี ด้วยการขึ้นภาษีชนิดใหม่ ฝ่ายอาณานิคมเห็นว่า ไม่เป็นธรรม เพราะพวกตนไม่ได้มีสิทธิในการเลือกตั้งตัวแทนไปนั่งในสภาของบริเตน ทำให้เกิดความรู้สึกว่า พวกตนเป็นเพียงพลเมืองชั้นสองของบริเตนเท่านั้น จึงต้องการแยกตัวออกเป็นเอกราชตั้งเป็นประเทศใหม่ขึ้นมา ดังนั้น อาณานิคม 13 แห่ง จึงรวมตัวกันเป็นสภาแห่งภาคพื้นทวีปเพื่อต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากบริแตนใหญ่

            สงครามปฏิวัติได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1775 โดยทหารบริเตนซึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงและกองกำลังชาวอาณานิคม ได้ยิงปืนใส่กันที่เล็กซิงตัน (Lexinton) และคอนคอร์ด (Concord) ในแมสซาจูเซตส์ (Massachusetts)   หลังจากนั้น ชาวอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง ได้พร้อมกันประกาศอิสรภาพ ไม่ยอมขึ้นต่อบริเตนใหญ่อีกต่อไป เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 ซึ่งถือเป็นวันชาติของอเมริกาในเวลาต่อมา

            การทำสงครามปฏิวัติอเมริกาใช้เวลาทั้งหมดร่วม 9 ปี นับตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1775 – 3 กันยายน ค.ศ.1783 ฝ่ายอเมริกาได้แต่งตั้งนายพลจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เป็นผู้บัญชาการรบ ส่วนฝ่ายบริเตนใหญ่มีพระเจ้าจอร์จที่ 3 (King George III) เป็นผู้บัญชาการรบ   

               ภายหลังการรบชี้ขาดชัยชนะที่เมืองยอร์คทาวน์ ปรากฏว่า บริเตนใหญ่เป็นฝ่ายปราชัยอย่างยับเยิน จึงได้ยอมทำสนธิสัญญาสงบศึก ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1783  และบริเตนใหญ่ยอมรับเอกราชของอเมริกา

4/1จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน (British Empire) อันยิ่งใหญ่ในอดีต

            หากไม่ทราบความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตน ในอดีต ก็จะไม่ทราบถึงความยากลำบากของชาวอาณานิคมทั้ง 13 แห่งในการทำสงครามปฏิวัติ

            จักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตน ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา กล่าวคือในช่วงที่จักรวรรดิแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด คือช่วงปีค.ศ.1815-1914 หลังจากการมีชัยชนะเหนือสงครามนโปเลียนแห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส ทำให้บริเตนไม่มีคู่แข่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เป็นมหาอำนาจทางทะเล ทำให้บริเตนได้แสดงบทบาทตำรวจโลกในยุคนั้น

            เมื่อปีค.ศ.1914 จักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตนมีประชากรรวมกันราว 412 ล้านคน คิดเป็นประชากราวร้อยละ 23 ของยอดประชากรโลกในขณะนั้น  และมีพื้นที่ดินแดนที่อยู่ในความครอบครองเมื่อปีค.ศ.1920 ราว 35,500,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 13,700,000 ตารางไมล์ คิดเป็นพื้นที่ราวร้อยละ 24 ของพื้นแผ่นดินโลก

4/2 ผลของสงครามปฏิวัติอเมริกา         

                ผลของสงครามปฏิวัติอเมริการะหว่างปีค.ศ.1775-1783 คิดเป็นระยะเวลาร่วม 9 ปี ได้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อประวัติศาสตร์โลก กล่าวคือ สงครามปฏิวัติอเมริกา ไม่ได้เป็นการต่อสู้กันโดยลำพังระหว่างอเมริกากับบริเตนเท่านั้น  หากแต่เป็นการาต่อสู้ระหว่างอเมริกาและพันธมิตร ( ฝรั่งเศสและสเปน) ฝ่ายหนึ่ง กับบริเตนและพันธมิตร(เยอรมัน) อีกฝ่ายหนึ่ง

            หลังสงครามปฏิวัติสิ้นสุดด้วยการทำสนธิสัญญา ณ กรุงปารีส อเมริกาได้รับผลตอบแทนเกินคาดหมาย กล่าวคือ นอกจากบริเตนยอมรับเอกราชของอเมริกาแล้ว ยังยอมรับดินแดนของอเมริกาที่ขยายกว้างออกไปตามแนวแม่น้ำมิสซิปปี้จากทิศเหนือจรดใต้

            ส่วนบริเตน การสูญเสียดินแดนอาณานิคมในอเมริกาเหนือถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ ทำให้บริเตนมุ่งความสนใจในการแสวงหาอาณานิคมเพิ่มเติมในทวีปเอเชีย อาฟริกา และออสเตรเลีย

            ส่วนประเทศฝรั่งเศสที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับอเมริกา จนทำให้ได้รับชัยชนะในสงครามปฏิวัติอเมริกา แต่สงครามดังกล่าวได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของฝรั่งเศสอยู่ในภาวะล้มละลาย  ทำให้คนชั้นกลางหรือพ่อค้านายทุน ไม่พอใจและได้ทำการปฏิวัติล้มล้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปลี่ยนเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐเมื่อปีค.ศ.1788-1789

            อย่างไรก็ดี การปฏิวัติฝรั่งเศสดังกล่าว ทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่สงบ มีการยึดอำนาจรัฐประหารกันเอง จนเป็นทำให้พระเจ้านโปเลียนมหาราชได้ทำการยึดอำนาจและสถาปนาตนขึ้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิฝรั่งเศสเมื่อปีค.ศ.1799

5.อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองของอเมริกา

            ศาสตราจารย์ดร.โทมัส อี.แพตเตอร์สัน ได้กล่าวไว้ว่า คนอเมริกันมีอุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นดินแดนอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปจากรุ่นสู่รุ่น ได้แก่ การมีเสรีภาพ ความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียม และการปกครองตนเอง (Liberty, Individualism, Equality, and Self-Government)

            การที่คนอเมริกันต้องการเป็นเอกราช ไม่ต้องการเป็นอาณานิคมของบริเตนอีกต่อไป ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งอุดมการณ์ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อเสร็จสิ้นสงครามปฏิวัติอเมริกา ชาวอเมริกันจึงมีความพร้อมที่จะปกครองตนเองตามอุดมการณ์ที่ตั้งไว้ได้ทันที

6.รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา

                ในระหว่างทำสงครามปฏิวัติเพื่อเอกราชนั้น อดีตอาณานิคมทั้ง 13 แห่งซึ่งได้รวมตัวกันเป็นสภาแห่งภาคพื้นทวีป ได้ร่วมกันร่างรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐขึ้นมาใช้บังคับ โดยการสร้างรัฐบาลกลางที่มีอำนาจน้อยหรือรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ  และอำนาจอธิปไตยและอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงอยู่มลรัฐแต่ละแห่งว่าจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางหรือไม่ เพียงใด เพราะมลรัฐต่าง ๆ เกรงว่า หากรัฐบาลกลางมีอำนาจมาก อาจจะกลายเป็นรัฐบาลที่ชั่วร้ายได้

            โครงสร้างของรัฐบาลกลางมีแต่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เรียกว่า สภาคองเกรส ไม่มีฝ่ายบริหารและไม่มีฝ่ายตุลาการแยกออกมาต่างหาก โดยให้สภาคองเกรสทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการไปในตัวด้วย

            การที่มลรัฐทั้ง 13 แห่ง ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมาก ก็ด้วยประสบการณ์ในระหว่างยังเป็นอาณานิคมของบริเตน รัฐบาลบริเตนเอารัดเอาเปรียบกดขี่ข่มเหงพวกตนทุกวิถีทาง ดังนั้น จึงเกรงว่า หากรัฐบาลกลางมีอำนาจมาก ก็อาจจะเอารัดเอาเปรียบข่มเหงพวกตนในทำนองเดียวกันกับบริเตนภายใต้พระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งชาวอาณานิคมถือว่า เป็นกษัตริย์ที่หลงอำนาจ เป็นทรราชย์ ทั้ง ๆ ที่ประเทศเกิดใหม่อย่างอเมริกา ณ เวลานั้น การมีกองทัพที่เข้มแข็งเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการป้องกันประเทศ

            การที่รัฐบาลกลางอ่อนแอ มีอำนาจน้อย ไม่มีรายได้และงบประมาณเป็นของตนเอง ต้องรอรับการสนับสนุนจากมลรัฐต่าง ๆ เมื่อมีภัยจากข้าศึก รัฐบาลกลางจึงไม่มีกำลังของกองทัพที่เข้มแข็งพอจะเข้าต่อสู้กับข้าศึกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานั้น กองทัพบริเตนและกองทัพสเปนก็ยังตั้งอยู่ในอเมริกาเหนือ  หรือแม้แต่มีขบถเชย์เกิดขึ้นในมลรัฐแมสซาจูเซตส์  รัฐบาลกลางก็ไม่มีกองกำลังที่จะยกออกไปปราบปรามได้

            การที่รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ เพราะรัฐบาลกลางมีอำนาจน้อยหรืออ่อนแอมากจนเกินไป จึงนำไปสู่ข้อเรียกร้องของมลรัฐให้มีการยกเลิกรัฐบัญญัติดังกล่าวและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทน หลังจากใช้บังคับได้เพียง 9 ปีเท่านั้น ระหว่างปีค.ศ.1781-1789

            เพื่อให้ท่านเข้าใจชัดจนขึ้น ผมจึงได้สนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นเป็นการปิดท้ายของส่วนที่หนึ่ง กับคุณอมรินทร์ เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย

            “คุณอมรินทร์คิดว่าในส่วนที่หนึ่ง กำเนิดอเมริกา และรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา มีประเด็นใดที่น่าสนใจเป็นพิเศษบ้าง” ผมตั้งคำถามเปิด

            “ในความเห็นของผม น่าจะมีอยู่สัก 3 ประเด็นคือ ความสำคัญของสงครามปฏิวัติอเมริกา อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองของอเมริกา และจุดอ่อนของรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา ” คุณอมรินทร์ตอบย่อ ๆ ก่อน

            “ ผมเห็นด้วยนะ แต่อยากให้คุณอมรินทร์มีคำอธิบายในแต่ละประเด็นเพิ่มเติมสักเล็กน้อยพอจะได้ไหม”  ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์แสดงความเห็นต่อ

            “ ได้เลย ขอขยายความประเด็นแรกก่อน คือ สงครามปฏิวัติอเมริกา เป็นการชี้ให้เห็นว่า กว่าอเมริกาจะสามารถตั้งประเทศขึ้นมาได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะต้องทำสงครามปฏิวัติต่อสู้กับจักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน ซึ่งเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของโลกในเวลานั้น โดยต้องใช้เวลาทำสงครามร่วม 9 ปีระหว่างปีค.ศ.1775-1783 จึงประสบชัยชนะ จนบริเตนยอมทำสนธิสัญญาสงบศึกและยอมรับเอกราชของอเมริกา ” คุณอมรินทร์ขยายความอย่างคล่องแคล่ว

            “ใช่ ผมเห็นด้วยนะ นี่หากไม่ได้พันธมิตรอย่างฝรั่งเศสและสเปนช่วย คงไม่มีทางรบชนะแน่เลย ” ผมกล่าวเสริมคุณอมรินทร์เล็กน้อยเพื่อสร้างบรรยากาศอันดีในการสนทนากัน

            “สำหรับประเด็นที่สอง คือ อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองของอเมริกา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยยังเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปอยู่จากรุ่นสู่รุ่น ได้แก่ ความมีเสรีภาพ((Liberty) ความเป็นปัจเจกชน(Individualism) ความเท่าเทียม(Equality) และการปกครองตนเอง(Self-Government)

            อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าว เป็นอุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น หลังจากสงครามปฏิวัติอเมริกาได้เสร็จสิ้นลง คนอเมริกันจึงพร้อมใจกันที่ให้ประเทศของตนมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบของสาธารณรัฐทันที ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรอีก ” คุณอมรินทร์ตอกย้ำอย่างมั่นใจโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ

            “คุณอมรินทร์หมายความว่า หากประเทศใดที่ประชาชนยังไม่มีอุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ก่อนแล้ว ครั้นเมื่อประเทศนั้นได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย  การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมักจะล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม ” ผมอดถามเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้

            “ใช่ ผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ  เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะเวลาไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้น แต่หมายความว่า จิตวิญญาณของสังคมนั้นหรือประเทศนั้นต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า วิถีชีวิตของประชาชนของประชาชนในประเทศนั้น ต้องเป็นวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

                 เช่น ใช้เสียงข้างมากในการตัดสินปัญหา แต่ก็เคารพเสียข้างน้อย ถือว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน แม้ว่าอาจจะมีเชื้อชาติ ศาสนา และเพศแตกต่างกัน  ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนต้องมีเสรีภาพในการคิด การพูด การเขียน หรือการแสดงออกต่าง ๆ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  ประชาชนต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมให้ใครมาครอบงำ และประชาชนต้องรู้จักการปกครองตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์ในการปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับและรูปแบบต่าง ๆ  เป็นต้น ” คุณอมรินทร์สาธยายพร้อมกับยกตัวอย่างประกอบเพื่อความชัดเจน

            “ สำหรับประเด็นที่สาม คือ จุดอ่อนของรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา ที่วางรูปแบบให้รัฐบาลกลางมีอำนาจน้อยและอ่อนแอจนเกินไป อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถใช้บังคับได้นาน ต้องยกเลิกไป หลังจากใช้บังคับมาได้เพียง 9 ปี ระหว่างปีค.ศ.1781-1789 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินหรือประเทศ จำเป็นต้องบัญญัติไว้ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของสังคมและประเทศ มิฉะนั้นแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่อาจใช้บังคับได้ยาวนาน เนื่องจากรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่อาจจะใช้แก้ปัญหาของประเทศได้ ” คุณอมรินทร์กล่าวปิดท้ายเบา ๆ

            “เยี่ยมเลย คุณอมรินทร์ ผมคิดว่าเป็นความเห็นที่เฉียบคมมากนะ” ผมแสดงความเห็นปิดท้ายในเชิงเอาใจคุณอมรินทร์แบบกันเอง

            แม้รัฐธรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศใดประเทศหนึ่ง หากไม่สามารถใช้บังคับในการแก้ปัญหาของประเทศนั้น ๆ ได้ ตามสภาวะแวดล้อมหรือบริบทของสังคมที่เป็นอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไป อาจจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือแม้แต่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้น แล้วร่างฉบับใหม่ขึ้นมาใช้บังคับแทน

 (โปรดติดตาม เล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา ส่วนที่สอง รัฐธรรมนูญอเมริกา จะนำเสนอเป็นตอน ๆ นับตั้งแต่ตอนประจำวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน  2562 เป็นต้นไป)

6.รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา (The Articles of Confederation) (ออกเผยแพร่วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม 2562)

หลังจากได้ประกาศอิสรภาพของอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง เมื่อวันที่  4 กรกฎาคม 1776 ทำให้อาณานิคมทั้ง 13 แห่ง แต่ละแห่งกลายเป็นดินแดนอิสระ  ยังไม่ได้รวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน 

            ด้วยเหตุนี้ ดินแดนอิสระทั้ง 13 แห่ง ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นสภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีป (Continental Congress) ในช่วงต่อสู้กับบริเตนใหญ่ จึงได้ตกลงร่วมกันจะรวมตัวกันเป็นประเทศเดียวกันในรูปแบบของสมาพันธรัฐ  ซึ่งเป็นรูปแบบของรัฐรวมประเภทรัฐบาลกลางมีอำนาจน้อย

             สมาพันธรัฐ  (Confederation)  เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบรัฐรวม  ซึ่งเป็นการรวมตัวของมลรัฐต่าง ๆ อย่างหลวม ๆ โดยอำนาจตัดสินใจที่แท้จริงยังอยู่ที่แต่ละมลรัฐ

            หลังจากได้ประกาศอิสรภาพได้  2  ปี  สภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งสมาพันธรัฐขึ้นมา เมื่อวันที่  15 พฤศจิกายน 1777  โดยมลรัฐแต่ละแห่งได้ให้สัตยาบันครบ 13 แห่ง เมื่อวันที่  1 มีนาคม  1781  และได้ใช้บังคับไปจนถึงปีค.ศ.1789

            การร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาที่เรียกชื่อว่า รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐ คณะผู้ยกร่างไม่ต้องการให้รัฐบาลที่เกิดใหม่มีอำนาจมากจนเกินไปและต้องการให้อำนาจอยู่ที่มลรัฐเป็นหลัก ซึ่งเป็นรูปแบบของสมาพันธรัฐของมลรัฐที่มีอำนาจอธิปไตย (Confederation of sovereign states) โดยการมีรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ

หลักการและสารสำคัญของรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐ

            หลักการสำคัญของรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา คือ สร้างรัฐบาลกลางอย่างหลวม ๆ และมีอำนาจน้อย (Loose confederation of sovereign state and a weak central government)  เพราะอำนาจส่วนใหญ่ยังอยู่กับรัฐบาลมลรัฐ (State Governments)

            รัฐบัญญัติดังกล่าวมีจำนวน 13 มาตรา  มีสาระสำคัญ ดังนี้ (Wikipedia, Articles of Confederation)

            มาตรา 1 ให้เรียกชื่อประเทศว่า สหรัฐอเมริกา (United States of America)

            มาตรา 2 ยืนยันความมีอำนาจอธิปไตยของแต่ละมลรัฐยังคงมีอยู่  ยกเว้นเฉพาะอำนาจในส่าวนที่ได้มอบให้รัฐบาลกลาง (Confederation Government)  ส่วนอำนาจส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจที่ได้มอบให้แก่สมาพันธรัฐ ย่อมเป็นอำนาจของมลรัฐ

            มาตรา 3 กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาพันธรัฐไว้ว่า แต่ละมลรัฐได้มารวมกันเป็นสันนิบาตแห่งมิตรภาพอย่างถาวร (firm league of friendship) เพื่อประโยชน์ในการป้องกันประเทศร่วมกัน (common defense)  ความมั่นคงแห่งเสรีภาพ (security of liberties) การมีสวัสดิการร่วมกัน (mutual and general welfare)

            มาตรา 4 ประชาชนในแต่ละมลรัฐภายใต้สมาพันธรัฐ สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ แต่ถ้ามีอาชญากรกระทำความผิดในมลรัฐหนึ่งได้หนีไปสู่อีกมลรัฐหนึ่ง มลรัฐนั้นจะต้องส่งตัวคืนอาชญากรคนนั้นไปยังมลรัฐที่เป็นต้นสังกัดของบุคคลที่เป็นอาชญากรนั้นเพื่อดำเนินคดีต่อไป

            มาตรา 5 ในการประชุมสภาคองเกรส แต่ละมลรัฐมีสิทธิออกเสียงได้หนึ่งเสียงเท่ากัน โดยสมาชิกสภาคองเกรสได้รับแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติของแต่ละมลรัฐมีจำนวน 2-7 คน  และให้อยู่ในวาระไม่เกิน 3 ปี ของอายุสภาคองเกรส 6 ปี

            มาตรา 6 กำหนดให้รัฐบาลกลางมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการด้านความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศ และรัฐบาลกลางเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม

            มาตรา 7 เมื่อใดมีการจัดตั้งกองทัพเพื่อการป้องกันประเทศ ให้สภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐเป็นผู้กำหนดตำแหน่งนายทหารตั้งแต่ยศนายพันเอกลงมา

            มาตรา 8 งบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศสหรัฐได้มาจากกองทุนซึ่งสภามลรัฐเป็นผู้รวบรวมส่งไปให้ตามที่รัฐบาลกลางร้องขอไป ตามอัตราส่วนของฐานะของแต่ละมลรัฐ

            มาตรา 9 กำหนดอำนาจหน้าที่ของสภาคองเกรส โดยให้สภาคองเกรสรับผิดชอบในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการประกาศสงคราม การทำสนธิสัญญา การสร้างเงินตรา และทำหน้าที่เป็นศาลระหว่างมลรัฐ

            ให้สภาคองเกรสแต่งตั้งประธาน (President) ขึ้นมาคนหนึ่ง อยู่ในวาระ 1 ปี

            มาตรา 10 หากสภาคองเกรสไม่อยู่ในระหว่างสมัยประชุม ให้การใช้อำนาจของสภาคองเกรสเป็นของคณะกรรมการแห่งมลรัฐหรือกรรมการคนใดคนหนึ่งของคณะกรรการแห่งมลรัฐ (Committee of the states, or any nine of them) ยกเว้นอำนาจที่จำเป็นต้องให้ 9 มลรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจ

            มาตรา 11 ถ้าแคนาดา (หมายถึงจังหวัดควิเบคของบริเตน British Province of Quebec) ต้องการจะเข้าร่วมกับสมาพันธรัฐ ก็ให้สามารถทำได้

            มาตรา 12 สมาพันธรัฐยอมรับบรรดาหนี้สินสงคราม ที่สภาคองเกรสได้ก่อขึ้นก่อนที่รัฐบัญญัตินี้จะมีผลใช้บงคับ

            มาตรา 13 รัฐบัญญัตินี้จะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสและสภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐได้ให้สัตยาบันแล้วเท่านั้น

จุดอ่อนของรัฐบัญญัติในภาพรวม

                เนื่องจากรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกา  ได้ยกร่างขึ้นในบรรยากาศของสงครามปฏิวัติเพื่อเรียกร้องเอกราชจากบริเตน ดังนั้น มลรัฐจำนวนทั้ง 13 แห่ง จึงต้องการรักษาความเป็นอิสระหรืออำนาจอธิปไตยของตนไว้ให้มากที่สุด ไม่ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจมาก ให้มีอำนาจได้เฉพาะส่วนที่จำเป็นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกมลรัฐ

ศาสตราจารย์ ดร.โทมัส แพตเตอร์สัน   ได้กล่าวถึงจุดอ่อนของรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา สรุปได้ว่า ( Thomas Patterson,pp.30-32)                                                                                                     

     รัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาได้สร้างรูปแบบของรัฐบาลกลางที่มีอำนาจน้อยกว่ามลรัฐ

กล่าวคือ ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าว มลรัฐแต่ละแห่งยังคงมีอำนาจอธิปไตย เสรีภาพ และอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ ( Full sovereignty, freedom, and independence)  โดยมลรัฐแต่ละแห่งยังเป็นอิสระต่อกัน และประชาชนในแต่ละมลรัฐยังถือว่า ตนเป็นของพลเมืองของแต่ละมลรัฐ

            แม้ว่าการปฏิวัติอเมริกาเกิดขึ้นจากความขมขื่นจากนโยบายบีบบังคับของพระเจ้าจอร์จที่ 3 (King George III) แต่คนอเมริกันในขณะนั้นยังไม่เกิดความรู้สึกที่อยากจะมีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง

            ภายใต้รัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่มีฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารของรัฐบาลกลาง อำนาจทั้งหมดของรัฐบาลกลางอยู่ที่สภาคองเกรส แต่ละมลรัฐมีหนึ่งเสียงในสภาคองเกรส  โดยแต่ละมลรัฐเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสภาคองเกรสของตนและรับผิดชอบในการจ่ายเงินเดือนให้แก่สมาชิกสภาคองเกรสดังกล่าว  ในการออกกฎหมาย ต้องการเสียงในการให้ความเห็นชอบเพียง ๙ เสียง จากจำนวนทั้งหมด ๑๓ เสียง

            เนื่องจากรัฐธรรมนูญดังกล่าวห้ามสภาคองเกรสเก็บภาษี ดังนั้น สภาคองเกรสจะต้องขอเงินจากมลรัฐต่าง ๆ  ส่วนจะได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละมลรัฐ อยางเช่น มีครั้งหนึ่งสภาคองเกรสขอเงินจากมลรัฐ 12 ล้านดอลล่าร์ แต่ได้มาเพียง 3 ล้านดอลลาร์เท่านั้น  ทำให้รัฐบาลกลางต้องลดกำลังกองทัพลง ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้น มีกองทัพบริเตนตั้งอยู่ที่แคนาดาและมีกองทัพสเปนตั้งอยู่ที่ฟลอริดา

              ด้วยเหตุนี้  จอร์จ  วอชิงตัน (George Washington) ได้ตั้งคำถามในจดหมายถึง โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ว่า อย่างนี้ยังจะเรียกว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศได้อยู่หรือ

จุดอ่อนของรัฐบัญญัติในแต่ละด้าน

                เนื่องจากรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกาไว้วางหลักการให้รัฐบาลกลางเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจน้อยหรือรัฐบาลที่อ่อนแอ  โดยให้มลรัฐแต่ละแห่งยังคงดำรงความเป็นอิสระและอำนาจอธิปไตยของตนไว้อย่างเต็มที่ ดังนั้น เมื่อนำรัฐบัญญัติดังกล่าวไปใช้บังคับจึงเกิดปัญหาหลายอย่าง ซึ่งอาจนำมากล่าวแยกเป็นด้าน ๆ ได้ดังนี้ (Wikipedia, Articles of Confederation)

            ด้านกองทัพ (The Army)

                ตามรัฐบัญญัติ สภาคองเกรสมีอำนาจในการสร้างกองทัพ แต่ไม่มีอำนาจในการบังคับมลรัฐต่างๆในการส่งกองกำลังทหารหรือส่งเงินงบประมาณไปสนับสนุน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กองทัพของสมาพันธรัฐอ่อนแอเพราะไม่มีงบประมาณ อาหารและยุทธปัจจัยอย่างเพียงพอนั่นเอง

            ในช่วงปีค.ศ.1786-1787 ได้เกิดขบถเชย์ (Shays’ Rebellion) ในมลรัฐแมสซาจูเซตส์ทางตะวันตก (Western Massachusetts) ที่ได้ประท้วงระบบศาลของมลรัฐ  รัฐบาลกลางก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ ทำให้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเรียกร้องให้แก้ไขรัฐบัญญัติ

            ด้านนโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy)

                สืบเนื่องมาจากความอ่อนแอด้านการทหารดังกล่าว ทำให้สภาคองเกรสไม่มีอำนาจใด ๆ ในบังคับให้ประเทศคู่สนธิสัญญาปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่ได้ทำต่อกันไว้

            ด้านภาษีอากรและการค้า (Taxation and Commerce)

              แม้รัฐบาลกลางมีอำนาจตัดสินใจด้านภาษีอากรและการค้า แต่ไม่มีอำนาจบังคับให้มลรัฐต่าง ๆ ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามการตัดสินใจดังกล่าว เว้นแต่มลรัฐทั้ง 13 แห่งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในเรื่องดังกล่าว

            ยิ่งกว่านั้น สภาคองเกรสไม่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี  ต้องขอเงินจากมลรัฐเท่านั้น  ในทางปฏิบัติมีหลายมลรัฐที่ปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือ อันเป็นสาเหตุทำให้สภาคองเกรสและกองทัพแห่งภาคพื้นทวีปขาดเงินอยู่บ่อย ๆ

            ในทางปฏิบัติ สภาคองเกรส ไม่มีอำนาจในด้านการค้าระหว่างประเทศหรือการค้าระหว่างมลรัฐอย่างแท้จริง เพราะแต่ละมลรัฐพยายามดำเนินการเอง นอกจากนี้มลรัฐและสภาคองเกรสแห่งสมาพันธรัฐต่างมีหนี้ก้อนโตในช่วงทำสงครามปฏิวัติ บางมลรัฐก็ยอมจ่ายหนี้ แต่บางมลรัฐก็ไม่ยอม ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่นำไปสู่การพิจารณาของที่ประชุมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา

            เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ผมจึงชวนคุณอมรินทร์สนทนาเล็กน้อย

            “คุณอมรินทร์คิดว่า ทำไมรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาจึงวางโครงสร้างให้รัฐบาลกลางมีอำนาจน้อยกว่า รัฐบาลมลรัฐ”

            คุณอมรินทร์ให้ความเห็นว่า

            “ต้องเข้าใจว่า มลรัฐทั้ง 13 แห่ง เพิ่งหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของบริเตนมาเป็นดินแดนอิสระ และแต่ละมลรัฐไม่ได้ขึ้นต่อกัน ดังนั้น ทุกมลรัฐจึงหวงแหนอำนาจของตน ยกเว้นเฉพาะอำนาจส่วนที่ทุกมลรัฐได้ยินยอมมอบให้รัฐบาลกลางเป็นผู้อำนาจแทน ซึ่งก็ไม่ได้มอบอำนาจอะไรมากนัก ดังนั้น จึงทำให้อำนาจส่วนใหญ่ยังเป็นอำนาจของมลรัฐ”

            ผมอดถามต่อไม่ได้

            “ถ้าเช่นนั้น ย่อมแสดงว่า หากมีภัยสงครามจากภายนอกมาโจมตี รัฐบาลกลางคงไม่มีขีดความสามารถเพียงพอใช่ไหม”

            “ใช่ เพราะตัวรัฐบาลกลางภายใต้รัฐธรรมนูญของสมาพันธรัฐนี้ ไม่มีกำลังกองงทัพ ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะนำไปใช้ตอบโต้กับข้าศึกได้อย่างทันทีทันใด ต้องรอความช่วยเหลือจากแต่ละมลรัฐ อย่างกรณีเกิดขบถเชย์เมื่อ่ปีค.ศ.1786-1787 รัฐบาลกลางก็ไม่สามารถทำอะไร เพราะกองทัพไม่มีงบประมาณ ต้องรอมลรัฐสนับสนุน” คุณอมรินทร์ตอบผมอย่างมั่นใจ

            คุณอมรินทร์กล่าวเสริมว่า

            “ในเรื่องนี้ ผมอยากจะเทียบเคียงกรณีแผ่นดินสยาม ก่อนที่จะมีการปฏิรูปสยามประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ 5 อำนาจของรัฐไทยก็อ่อนแอเช่นกัน เพราะอำนาจในการปกครองกระจายไปอยู่ตามประเทศราชและหัวเมืองต่าง ๆ ไม่เป็นเอกภาพ

            ดังนั้น พระองค์จึงทรงให้รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อให้รัฐไทยมีความเข้มแข็งและเป็นเอกภาพเพียงพอที่จะรักษาเอกราชของชาติจากการรุกรานของมหาอำนาจตะวันตกในยุคนั้น

            แต่ทั้งนี้ผมมิได้หมายความว่า รัฐไทยเป็นรัฐรวมเหมือนอย่างอเมริกานะ ผมเพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลกลางมีอำนาจน้อยหรืออ่อนแอ ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการรักษาความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามมีข้าศึกจากภายนอกที่มีกำลังกล้าแข็งเข้ามาคุกคาม”

            ผมกล่าวเสริมความเห็นของคุณอมรินทร์ว่า

            “ผมคิดว่า ความเห็นตรงนี้ของคุณอมรินทร์ชัดเจนมาก”

            “ ผมขอเสริมอีกนิดหนึ่งว่า ในเมื่อรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาได้ออกแบบให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแบบรัฐรวมโดยให้รัฐบาลกลางมีอำนาจน้อยหรืออ่อนแอ  รัฐบัญญัติดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ไม่นาน เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาที่สหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานั้นได้” คุณอมรินทร์กล่าวเสริมอีกเล็กน้อย

            “ ถูกต้องแล้ว เพราะเวลานั้นอเมริกาก็เพิ่งเป็นประเทศตั้งใหม่ ความมั่นคงของชาติจึงเป็นเรื่องใหญ่  หากรัฐบาลกลางมีอำนาจไม่เข้มแข็งพอ ก็จะไม่สามารถต่อสู้เอาชนะข้าศึกที่มีกองกำลังกล้าแข็งได้ ไม่ว่าจะเป็นบริเตนหรือสเปน ซึ่งเวลานั้นก็ยังตั้งกองทัพบนแผ่นดินอเมริกาอยู่ ” ผมแสดงความเห็นปิดท้ายการสนทนา

            รัฐธรรมนูญแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา สภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปได้อนุมัติให้ใช้บังคับเมื่อวันที่  1 มีนาคม 1781 และใช้บังคับไปจนถึงปีค.ศ.1789

            โครงสร้างของสมาพันธรัฐอเมริกา ยังถือว่า อำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่แต่ละมลรัฐ  แต่ละมลรัฐยังคงมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ส่วนรัฐบาลกลางมีเพียงสภาคองเกรสของสมาพันธรัฐทำหน้าที่คล้าย ๆ เป็นศูนย์กลางในการประสานงานระหว่างมลรัฐ ไม่มีฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการของรัฐบาลกลาง

            ด้วยเหตุนี้รัฐบาลกลางในยุคนี้จึงเป็นรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สมาพันธรัฐอเมริกาก็เปรียบเสมือนสันนิบาตหรือสมาคมของมลรัฐต่าง ๆ นั่นเอง หากรัฐบาลกลางจะทำอะไรจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากแต่ละมลรัฐ เพราะรัฐบาลกลางไม่มีรายได้และกำลังกองทัพเพียงพอ 

            หากมลรัฐใดไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลกลางก็ไม่มีอำนาจบังคับแต่อย่างใด