ในส่วนที่ 2 รัฐธรรมนูญอเมริกา ผมได้แบ่งกล่าวออกเป็น 11 ตอน คือ
-รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาและการให้สัตยาบัน
-แนวคิดและหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกา
-สภาคองเกรส:สภาใดมีอำนาจมากกว่ากัน
-ประธานาธิบดี : ผู้กุมชะตาโลก
-ศาลสูง : ศาลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก
-การถ่วงดุลอำนาจ : เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต
-ระบบราชการ : เครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ
-มลรัฐ: ระบบอำนาจอธิปไตยคู่ (Dual Sovereignty)
-สงครามกลางเมืองกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
-การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ :แก้ไขตามความจำเป็น
-สรุปส่วนที่ 2
อย่างไรก็ตาม อาจมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมชื่อตอนหรือหัวข้อใหญ่ได้ใหม่ตามความเหมาะสม
ในที่นี้จะเริ่มเล่าส่วนที่ 2 ด้วยตอนที่ 8 คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาและการให้สัตยาบัน
คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง
เจมส์ เมดิสัน (James Madison) และอาเล็กซานเดร์ แฮมิลตัน (Alexander
Hamilton) ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับเพื่อใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญฉบับแรก
มิใช่เพียงแต่แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น
ทั้งนี้เพื่อสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งกว่าเดิม
หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาได้ใช้บังคับสักระยะเวลาหนึ่งแล้ว
ผู้คนจำนวนมากเห็นว่า การที่รัฐบาลกลางของสมาพันธรัฐมีอำนาจน้อยและอ่อนแอ
คงไม่สามารถแก้ปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศได้
จึงเห็นว่าน่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ในหัวข้อนี้
ผมจะเล่าให้ท่านฟังในประเด็นดังต่อไปนี้
- การประชุมผู้แทนของมลรัฐทั้ง
๑๓ แห่ง ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย
- การนำข้อความในร่างรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชน
- การต่อสู้ทางความคิดระหว่างสองฝ่าย
คือ ฝ่าย Federalists และฝ่าย
Anti-Federalists
- การประนีประนอมครั้งใหญ่
- การให้สัตยาบันของมลรัฐต่าง
ๆ
การประชุมผู้แทนของมลรัฐต่าง
ๆ ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย
ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ ( Akhil
Reed Amar, 2005,p.5) กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนของปีค.ศ.1787 มลรัฐจำนวน 12 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 13 แห่ง ยกเว้นมลรัฐโรด ไอส์แลนด์ (Rhode
Island) ได้มาประชุมกันเป็นกรณีพิเศษที่เมืองฟิลาเดลเฟีย
มลรัฐเพนซิลเวเนีย
เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐบัญญัติของสมาพันธรัฐ
หลังจากได้มีการประชุมลับถกเถียงกันเป็นเวลาหลายเดือน จนกระทั่งถึงกลางเดือนกันยายนของปีเดียวกัน
บุคคลสำคัญซึ่งเป็นตัวแทนจาก 12 มลรัฐ จำนวน 39 คน ได้ร่วมกันลงนามในเอกสาร
ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
บุคคลสำคัญเหล่านั้น
รวมถึงจอร์จ วอชิงตัน (George
Washington) เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) เจมส์ วิลสัน (James Wilson) โรเจอร์
เชอร์แมน (Roger Sherman)
เจมส์
เมดิสัน (James Madison) และ อเล็กซานเดอร์
แฮมิลตัน (Alexander
Hamilton)
การนำร่างรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชน
หลังจากตัวแทนจากมลรัฐต่าง ๆ
ได้ลงนามในเอกสารที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วผ่านไป 2 วัน
หนังสือพิมพ์ได้นำเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วประเทศอเมริกาทราบเมื่อวันที่ 17 กันยายน
ค.ศ.1787
โดยได้นำคำอารัมภบท( Preamble)ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นพาดหัวว่า
“ We, the people of the United
States, in order to form a more perfect Union, establish Justice, insure
domestic Tranquility, provide for the common Defence, promote the General
Welfare, and secure the Blessing of Liberty to ourselves and our Posterity, do
ordain and establish this Constitution for the United States of America ”
(Akhil Reed Amar, America’s Written Constitution, 2005,
p.4)
“ เราประชาชนชาวอเมริกัน
เพื่อสร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้มากยิ่งขึ้น สร้างความยุติธรรม
สร้างความสงบภายในประเทศ
สร้างการป้องกันประเทศร่วมกัน
ส่งเสริมสวัสดิการโดยทั่วไป
สร้างหลักประกันเสรีภาพให้แก่พวกเราและคนรุ่นหลัง
จึงได้บัญญัติและสร้างรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาขึ้นมา .”
ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์
ได้บรรยายผลของการที่หนังสือพิมพ์ได้พาดหัวข่าวของการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวว่า
ทำให้ประชาชนทั่วประเทศอเมริกาเกิดความตื่นตัวในเรื่องของการเมืองการปกครองเป็นอย่างมาก คนทั่วแผ่นดินในเวลานั้น จากเหนือจรดใต้
และจากตะวันออกจรดตะวันตกต่างพูดถึงแต่เรื่องนี้
เพราะนี่คือครั้งแรกของมนุษยชาติที่ประชาชนได้มีโอกาสเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญเอง
การต่อสู้ทางความคิดระหว่างสองฝ่าย Federalists
และ Anti-Federalists
ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ท่านคงพอจำได้ว่า
รัฐธรรมนูญฉบับแรกของอมริกาได้ออกแบบให้รัฐบาลกลาง
อ่อนแอและมีอำนาจน้อย
โดยให้อำนาจส่วนใหญ่เป็นของมลรัฐ มลรัฐคือผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง ดังนั้น
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องการแก้จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับแรกด้วยการออกแบบให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งและมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ
แต่ก็ยังมีอีกฝ่ายหนึ่งที่ยังต้องการให้มลรัฐมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลกลาง
ฝ่ายที่ต้องการให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งและมีอำนาจมากกว่ามลรัฐ
เรียกว่า ฝ่าย Federalists
ส่วนฝ่ายที่ต้องการให้มลรัฐมีอำนาจมากกว่ารัฐบาลกลางเรียกว่า
ฝ่าย Anti-Federalists
ทั้งสองฝ่ายได้ตอบโต้กันผ่านทางเอกสาร เพื่อขายความคิดของฝ่ายตนไปสู่ประชาชน
ผู้นำคนสำคัญของฝ่าย Federalists ได้แก่ จอห์น อดัมส์ (John Adams) จอห์น เจย์ (John Jay) เจมส์ เมดิสัน(James Madison) จอห์น มาร์แชล (John Marshall) และอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) พวกเขาได้ช่วยกันเขียนบทความให้ประชาชนสนับสนุนความคิดของฝ่ายตนผ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค (New York Newspaper) โดยใช้นามปากกาว่า พับลิอุส (Publius) และต่อมาได้ร่วมกันเขียนบทความทีเรียชื่อว่า The Federalist Papers จำนวนหลายบทความเพื่อเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่
ผู้นำคนสำคัญของฝ่าย Anti- Federalists ได้แก่ แพตริค เฮนรี (Patrick Henry) แซมวล อดัมส์ (Samual Adams) โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ริชาร์ด เฮนรี ลี (Richard Henry Lee) และเจมส์ มอนโร (James Monroe) ฝ่ายนี้ได้เขียนบทความในนามปากกาว่า บรูตุส (Brutus) เซ็นติเนล (Centinel) และเฟดดีรอล ฟาร์เมอร์ (Federal Farmer) โดยได้ร่วมกันเขียนบทความต่อต้านการสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง
การประนีประนอมครั้งใหญ่ (Great
Compromise)
แนวคิดหรือจุดยืนของฝ่าย Federalists
และฝ่าย Anti-Federalist
นับว่าอยู่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝ่าย
Federalists ต้องการให้รัฐบาลกลางมีอำนาจเข้มเข็งและมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ ในขณะที่ฝ่าย Anti-Federalists ต้องการให้คงรูปแบบของรัฐบาลกลางที่มีอำนาจน้อยกว่ามลรัฐตามบทบัญญัติของสมาพันธรัฐตามเดิม
สำหรับแนวคิดหรือจุดยืนของฝ่าย Anti-Federalists ในการคัดค้านในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในรูปแบบที่ให้รัฐบาลกลางเข้มแข็งมีอำนาจเหนือกว่ามลรัฐ
คือ (Thomas E. Patterson, 2017, pp.36-37)
ประการแรก เห็นว่า รัฐบาลแห่งชาติจะมีอำนาจมากจนเกินไป
ซึ่งจะเป็นการคุกคามการปกครองตนเองในหลาย ๆ มลรัฐ และเสรีภาพของประชาชน
ประการที่สอง เห็นว่า
ในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้รวมเอาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน (Bill of
Rights) เข้าไว้ด้วย จึงเกรงว่า
รัฐบาลกลางไม่มีหลักประกันในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
ประการที่สาม เกรงว่า
รัฐบาลกลางอาจจะตกอยู่ในกำมือของชนชั้นนำทางการเมือง
ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ
อาจจะเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจกดขี่ และสมาชิกสภาคองเกรสก็จะกลายเป็นสภาของ
ชนชั้นสูงหรือชนชั้นขุนนาง
ประการที่สี่
ตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะตามบทบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐที่ใช้บังคับอยู่ไม่มีตำแหน่งฝ่ายบริหาร ซึ่งอาจจะมีวิวัฒนาการกลายเป็นระบบกษัตริย์อเมริกันได้ในภายหลัง ดังนั้น
ตำแหน่งประธานาธิบดีจึงควรจะเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งซึ่งมลรัฐเป็นผู้แต่งตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง
ประการสุดท้าย แม้จะยอมรับว่า
มีความจำเป็นที่ต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระหว่างมลรัฐต่าง ๆ มากขึ้นและมีความจำเป็นที่ต้องมีระบบการป้องกันประเทศที่เข้มแข็งขึ้น
แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นด้วยกับการสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง
ด้วยเหตุนี้
ทั้งงสองฝ่ายจึงได้ทำการตกลงประนีประนอมครั้งใหญ่
เพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ในการตกลงประนีประนอมครั้งใหญ่ (Great
Compromise) มีสาระสำคัญ
คือ (Thomas E. Patterson, 2017, pp.33-38) สรุปได้ดังนี้
ประการแรก องค์ประกอบของสภาคองเกรส เพื่อมิให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างมลรัฐใหญ่และมลรัฐเล็กจึงได้ข้อยุติว่า
ให้สภาคองเกรสประกอบด้วย ๒ สภา สภาแรก เรียกชื่อว่า สภาผู้แทนราษฎร
ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
มีจำนวนตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละมลรัฐ หากมลรัฐใดมีประชากรมาก
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีมากกว่ามลรัฐที่มีจำนวนประชากรน้อย แต่มลรัฐหนึ่งต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยหนึ่งคน
ส่วนอีกสภาหนึ่ง เรียกชื่อว่า สภาซีเนตหรือวุฒิสภาแต่ละมลรัฐจะมีจำนวนสมาชิกสภาซีเนตเท่ากัน คือมลรัฐละ ๒ คน
ประการที่สอง ปัญหาการนับจำนวนทาส
เพื่อประโยชน์ในการกำหนดจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทาสคนหนึ่งไม่ให้นับเป็นหนึ่งคน
แต่ให้นับทาสตามอัตราส่วน โดยทาสจำนวน ๕ คน นับเป็นทาสจำนวน ๓ คน
เพราะมลรัฐทางเหนือมีจำนวนทาสน้อยจะเสียเปรียบมลรัฐทางใต้ กล่าวคือ หากนับจำนวนทาสตามอัตราส่วนดังกล่าว
มลรัฐทางใต้จะมีจำนวนที่นั่งเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด
หากนับไม่นับจำนวนทาสเลย อเมริกาทางภาคใต้จะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด
แต่ถ้านับจำนวนทาสเต็มจำนวน
จะทำให้มลรัฐทางใต้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
ประการสุดท้าย ปัญหาที่มาของประธานาธิบดี
หากให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง อาจจะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีพัฒนาไปสู่การเป็นระบบกษัตริย์ของอเมริกา
(American monarchy) ดังนั้น
จึงให้มลรัฐแต่ละแห่งเป็นผู้แต่งตั้งคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี ( The
Electoral College) เพื่อทำหน้าที่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีแทนประชาชน
การให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญ
เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นที่ยอมรับของมลรัฐต่าง
ๆ
สภาคองเกรสของสมาพันธรัฐจึงได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้สภานิติบัญญัติของมลรัฐดำเนินการให้สัตยาบัน
กระบวนการให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญ
สภานิติบัญญัติของมลรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการให้ประชาชนในแต่ละมลรัฐเลือกตั้งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในที่ประชุมพิจารณาให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญ
โดยหลายมลรัฐได้ลดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบุคคลดังกล่าวให้ต่ำกว่าคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอยู่ตามปกติเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด
(Akhil Reed Amar,2005)
ศาสตราจารย์โทมัส อี.แพตเตอร์สัน (Thomas E.
Patterson,2017, pp.38-39) ได้กล่าวถึงผลของการให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญ
สรุปได้ดังนี้
ผลของการให้สัตยาบันดังกล่าวในมลรัฐต่าง ๆ ฝ่ายที่สนับสนุนให้รับรองรัฐธรรมนูญประสบชัยชนะอย่างง่ายดาย ยกเว้นในมลรัฐนิวยอร์ค และเวอร์จิเนีย ที่ผลของการลงคะแนนออกมาสูสี แต่มีคำมั่นสัญญาไว้ว่า จะต้องมีการนำสิทธิขั้นพื้นฐาน (Bill of Rights) บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
มีอยู่ 2 มลรัฐที่ได้ปฏิเสธการให้สัตยาบันมาแต่ต้น คือ
มลรัฐนอร์ธ คาโรไลนา และมลรัฐโรด
ไอส์แลนด์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลรัฐโรด ไอส์แลนด์
ไม่ยอมส่งตัวแทนไปร่วมประชุมที่เมืองฟิลาเดลเฟีย
แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ทั้งสองมลรัฐทั้งสองก็ได้ยอมให้สัตยาบันในภายหลัง
มีข้อสังเกตว่า
ประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่หรือโดยทั่วไปไม่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญ
แต่เสียงในที่ประชุมของการพิจารณาให้สัตยาบันของมลรัฐ
น้ำหนักเสียงสู้กลุ่มผลประโยชน์ที่ร่ำรวยไม่ได้
เพราะมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งในที่ประชุมพิจารณาให้สัตยาบันของมลรัฐ
(State Ratifying Convention) *โดยส่วนใหญ่เลือกพ่อค้าที่ร่ำรวย
เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ และข้ารัฐการระดับสูง
ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้สนับสนุนการรับรองรัฐธรรมนูญมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ
รวมทั้งชาวนารายย่อย พวกประกอบอาชีพด้านงานฝีมือ และบรรดาเจ้าของร้านรายย่อย
*หมายความว่า
ประชาชนไม่ได้มีสิทธิในการให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่มีสิทธิโดยทางอ้อม
ด้วยการไปออกเสียงเลือกตัวแทนเข้าไปใช้สิทธิให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญของแต่ละมลรัฐ
ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์เห็นว่า การที่จอร์จ
วอชิงตัน เข้าไปนั่งเป็นประธานในที่ประชุม ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย
เท่ากับเป็นหลักประกันว่า จะต้องให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญนี้
ผลของการลงคะแนนให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง
ๆ เรียงตามลำดับวัน เดือน ปีทีให้สัตยาบัน คือ (ตัวเลขในวงเล็บต่อท้าย เป็น จำนวนผู้ที่เห็นด้วย
ต่อ จำนวนผู้ไม่เห็นด้วยในแต่ละมลรัฐ)
1.Delaware December 12, 1787 (46: 23)
2.Pennsylvania December 17, 1787 (30: 0)
3.New Jersey December 18, 1787 (30: 0)
4.Georgia January 2, 1788 (26: 0)
5.Connecticut January 9, 1788 (128: 40)
6.Massachusetts February 6, 1788 (187: 168)
7.Maryland April 28, 1788 (63: 11)
8.South Carolina May 23, 1788 (149: 73)
9.New Hampshire June 21, 1788 (57: 47)
10.Virginia June 25, 1788 (89: 79)
11.New York July 26, 1788 (30: 27)
12.North Carolina November, 21, 1789 (194: 77)
13.Rhode Island May 29, 1790 (34: 32)
เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้
ผมเลยชวนคุณอมรินทร์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเล็กน้อย
“ ในความเห็นของคุณอมรินทร์ คิดว่า
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับที่ 2 นี้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ” ผมเริ่มยิงคำถามที่คิดว่า น่าจะครอบคลุม
“ ผมคิดว่า
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับที่ 2 นี้ มีหลายอย่างที่น่าสนใจ
แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่แท้จริง เพราะพอมีการยกร่างเสร็จ ก็ได้มีการนำลงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ ทำให้คนทั้งแผ่นดินได้ทราบข่าวการยกร่างรัฐธรรมนูญ “
“ ผมเห็นด้วยนะ
เพราะการที่ประชาชนในยุคเมื่อปีค.ศ.1787 หรือเมื่อ 232 ปี สามารถได้รับทราบข่าวคราวในการปกครองบ้านเมืองอย่างเปิดเผยพร้อมกันเช่นนี้
ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของประเทศอเมริกา ”
ผมกล่าวสนับสนุนความเห็นของคุณอมรินทร์อย่างจริงใจ
“ ใช่ นอกจากนี้ การที่แต่ละมลรัฐกำหนดให้ประชาชนผู้มีคุณสมบัติในทำนองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เลือกบุคคลเข้าไปนั่งในที่ประชุมพิจารณารับรองหรือให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นของประชาชนชางอเมริกันอย่างแท้จริง เพราะถ้าที่ประชุมพิจารณารับรองหรือให้สัตยาบันของแต่ละมลรัฐ มีมติเห็นชอบไม่ถึงจำนวน 9 มลรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้
นั่นคือ อาจต้องนำกลับไปยกร่างกันใหม่
” คุณอมรินทร์ได้อธิบายอย่างยืดยาว
เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ชัดเจน
รัฐธรรมนูญของอเมริกาฉบับใหม่ได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยที่เมืองฟิลาเดลเฟีย
มลรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อกลางเดือนกันยายน
ค.ศ.1787
หลังจากนั้นได้มีการนำออกเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์เมื่อวันที 17 กันยายน ค.ศ.1787
ทำให้คนอเมริกันทั่วทั้งแผ่นดินเกิดความตื่นตัวในด้านการเมืองการปกครองประเทศเป็นอย่างมาก
กระบวนการให้สัตยาบัน
เริ่มด้วยแต่ละมลรัฐเป็นผู้ดำเนินการให้ประชาชนผู้มีคุณสมบัติตามแต่มลรัฐจะกำหนด
เป็นผู้ออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่พิจารณาให้สัตยาบันรัฐธรรมนูญ
(State Ratifying Convention)
โดยร่างรัฐธรรมนูญวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า
จะต้องมีมลรัฐให้การรับรองอย่างน้อย 9 มลรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงจะนำไปใช้บังคับได้
ในขณะจอร์จ วอชิงตัน
ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก เมื่อปีค.ศ.1789 นั้น มีมลรัฐที่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญแล้วเพียง
11 มลรัฐ
ยังขาดอีก 2 มลรัฐที่ยังไม่ให้การรับรอง