ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงหรือไม่ เพียงใด อยู่ที่รากฐานทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศนั้นว่า เอื้อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
รากฐานทางด้านการเมืองการปกครองที่สำคัญคือ อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมือง
ในทางตรงกันข้าม หากประเทศใดที่มีพื้นฐานทางด้านเมืองการปกครองหรืออุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองไม่เอื้อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย มักจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นสะดุดหรือล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง อย่างที่เรียกว่า ขาดเสถียรภาพทางการเมือง (Political Instability) ทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่อยู่บ่อย ๆ
ศาสตราจารย์ ดร.โทมัส อี. แพตเตอร์สัน (Thomas E. Patterson) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า อุดมการณ์ คือความเชื่อโดยทั่วไปเกี่ยวกับบทบาทและจุดมุ่งหมายในการปกครอง ( Patterson, 2015, p.570) โดยคนอเมริกันได้สร้างความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคที่ยังตกเป็นอาณานิคมของบริเตนจากรุ่นสู่รุ่น
สำหรับความเชื่อทางการเมืองร่วมกันของคนอเมริกาได้แก่ เสรีภาพ ความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียม และการปกครองคนเอง (Liberty, Individualism, Equality and Self-Government)
ความหมายของแต่ละคำ สรุปได้ดังนี้ (Patterson,pp.8-14)
เสรีภาพ (Liberty) หมายถึง การที่ปัจเจกชนมีอิสระในการคิดและการกระทำตามความต้องการของเจ้าตัว แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อทางด้านการเมืองหรือด้านศาสนา
ลัทธิปัจเจกชนนิยม (Individualism) หมายถึง แนวคิดที่ว่าประชาชนควรจะสามารถริเริ่ม มีความเป็นตัวของตัวเอง และสามารถสะสมทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่ดีกินดีของตน
ลัทธิปัจเจกชนนิยม ทำให้คนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีอิสระทางความคิดอย่างสร้างสรรค์
ความเท่าเทียม (Equality) เป็นความเชื่อที่ว่า ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มีคุณค่าเท่ากัน และจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย
การปกครองตนเอง (Self-Government) ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตนเอง ไม่ใช่เป็นผู้ถูกปกครอง โดยอาจเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน แต่รัฐบาลที่เกิดขึ้นเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ผู้ปกครองประชาชน
เพื่อให้ท่านมีความเข้าใจชัดเจนขึ้น ผมขออธิบายขยายความอีกเล็กน้อย
หากจะเปรียบเทียบอุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวของชาวอเมริกันที่มีอยู่ในเวลานั้นว่าแตกต่างไปจากอุดมกาณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในประเทศอื่น ๆ ของโลกในเวลาเดียวกันอย่างไร ก็พอจะเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้
ประการแรก ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องของการมีเสรีภาพ เพราะประเทศต่าง ๆ ยังมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจยังรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ตลอดจนขุนนางข้าราชการ
ประการที่สอง ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้มีความคิดในเรื่องความเท่าเทียม เพราะการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถือว่าพระมหากษัตริย์และขุนนางข้าราชการเป็นผู้ปกครอง ส่วนประชาชนถือผู้ถูกปกครอง ประชาชนยอมรับความไม่เท่าเทียมภายใต้ระบอบการปกครองประเทศที่เป็นอยู่ นอกจากนี้หลายประเทศก็ยังมีระบบทาสอยู่ด้วย
ประการที่สาม ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้มีความคิดในเรื่องลัทธิปัจเจกชน เพราะภายใต้ระบอบการปกครองในยุคนั้น ประชาชนมักจะเชื่อฟังคนเป็นนาย ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ประการสุดท้าย ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้มีความคิดและประสบการณ์ในการปกครองตนเอง อย่างที่เรียกว่า การปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจของรัฐไปให้ประชาชนได้ปกครองตนเอง
ประชาชนในยุคนั้น ยอมรับว่าตนเป็นผู้ถูกปกครอง การดูแลทุกข์สุขให้แก่ประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ปกครอง
นอกจากนี้ ในส่วนของวัฒนธรรมทางการเมือง ประชาชนในยุคนั้น เคยชินกับการเป็นผู้ถูกปกครอง ไม่ใช่เป็นผู้ปกครองตนเอง
ดังนั้น การที่ชาวอเมริกันมีอุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองแตกต่างไปจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในเวลานั้น จึงถือว่า ชาวอเมริกันมีความคิดและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ก้าวหน้ากว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ยกเว้นบางประเทศที่อาจมีความเจริญก้าวหน้าด้านการปกครองท้องถิ่นอยู่ก่อนอเมริกา เนื่องจากเป็นประเทศเกิดก่อนอเมริกาอย่างเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่มีการประกาศอิสรภาพไม่ยอมเป็นอาณานิคมของบริเตนต่อไป อเมริกาก็มีความเจริญมากตั้งแต่ตอนยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษหรือ บริเตนอยู่ เพราะได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายแห่งแล้ว
เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์
“คำว่า รากฐานหรือพื้นฐาน คุณอมรินทร์ เข้าใจว่าอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไร” ผมชวนคุยในสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันก่อน
“ผมคิดว่า รากฐานหรือพื้นฐาน หมายถึงสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ และจำเป็นต้องมีก่อนสิ่งอื่น ๆ เพราะถ้าขาดรากฐานหรือพื้นฐานหรือมีรากฐานหรือพื้นฐานที่ไม่ดี สิ่งที่เราจะทำต่อไป ก็ยากที่จะดีได้ อย่างเช่น คะแนนประเมินขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งมาก่อน
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพื้นฐานของสังคมไทย มิได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ภาษาราชการก็คือภาษาไทย ผิดกับหลายประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งมาก่อน ชีวิตประจำวันมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาประจำของชาติตนเอง และบางประเทศยังยอมรับภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาประจำชาติเป็นภาษาราชการด้วย เช่น สิงคโปร์มีภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการอย่างเดียว ฟิลิปปินส์มีภาษาตากาล็อค และภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการคู่กัน ส่วนมาเลเซียและเวียดนาม แม้มิได้กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาที่ใช้สื่อการกันโดยทั่วไปในประเทศทั้งสอง” คุณอมรินทร์ชี้แจงรายละเอียดให้ฟังอย่างน่าสนใจ
“เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ โอกาสที่คนไทยจะมีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษจึงมีไม่มาก แม้อาจจะเคยเรียนมาหรือฝึกอบรมมา หากมิได้ทำงานในองค์กรที่ต้องติดกับชาวต่างชาติเป็นประจำ ไม่นานก็ลืม คนไทยที่เก่งหรือทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษจึงมีไม่มาก เว้นแต่คนที่มีความสนใจและฝึกฝนตนเองอย่างจริงจัง” คุณอมรินทร์แสดงความเห็นตอกย้ำ
“ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์นะ อย่างเราสองคนนี้ก็สนใจพัฒนาตนเองในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษมาโดยตลอด แต่อาชีพของเราก็มิได้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติมากนัก เราจึงพัฒนาตนเองได้ในระดับหนึ่ง คงไม่มีทางจะเก่งเทียบเท่ากับคนที่เขามีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันเป็นแน่” ผมแสดงความเห็นสอดคล้องและยอมรับความจริง
“ถ้าอย่างงั้น เราหันมาคุยกันเรื่องอุมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของคนอเมริกันดีกว่า คุณอมรินทร์คิดว่า อุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองหรือวัฒนธรรมทางการเมืองของคนอเมริกันจำนวน ๔ ประการ ตามที่ศาสตราจารย์ ดร.โทมัส อี. แพตเตอร์สัน ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีความสำคัญต่อระบบการเมืองการปกครองของอเมริกาอย่างไรบ้าง ”
คุณอมรินทร์ให้ความเห็นว่า
“เรื่องนี้คงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์อเมริกาว่า คนอเมริกาก็คือคนจากยุโรป ที่ต้องการอิสรภาพจากปกครองในประเทศยุโรปซึ่งในยุคนั้น ยังไม่ได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ยังเป็นการปกครองแบบโบราณ คือ การปกครองในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ ที่อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ หรือแม้อาจจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยก็เป็นเพียงขั้นเริ่มต้น ประชาชนทั่วไปยังไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพมากพอ
ดังนั้น หลังจากทราบข่าวการค้นพบโลกใหม่ ชาวยุโรปคนใดที่ต้องการอิสรภาพหรือไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเดิม จึงต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกา เพื่อแสวงหาโชคลาภความร่ำรวย และอิสรภาพ ”
“ตามที่คุณอมรินทร์ว่ามา ผมก็เห็นด้วย แต่น่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นด้วยไหม” ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์แสดงความเห็นเพิ่มเติม
คุณอมรินทร์หยุดคิดนิดหนึ่งแล้วแสดงความเห็นว่า
“ การที่คนจากยุโรปที่กล้าทิ้งบ้านเมืองตนเองเพื่อไปแสวงหาโชคลาภและความมั่งคั่งร่ำรวยที่โลกใหม่ ผมคิดว่า นี่อาจเป็นความคับแค้นทางจิตใจที่มีอยู่เดิมที่มีความรู้สึกว่า ในประเทศเดิมของตน ตนยังไม่มีสิทธิเสรีภาพเท่าที่ควร จึงอยากอพยพไปสู่ดินแดนที่เรียกว่าโลกใหม่เพื่อแสวงหาสิทธิเสรีภาพ
ยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่า ปัจจัยทางด้านกายภาพก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันมีอุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองทั้ง ๔ ประการดังกล่าว นั่นคือ ดินแดนโลกใหม่ เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่ยังรกร้างว่างเปล่า มีชาวพื้นเมืองหรือพวกอินเดียแดงอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย จึงทำให้พวกเขาคิดถึงเสรีภาพอันไร้ขีดจำกัด คิดถึงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครคอยบังคับ คิดถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่เกิดมา และคิดถึงการปกครองตนเอง ไม่อยู่ภายใต้อำนาจปกครองของใคร”
ผมฟังเหตุผลของคุณอมรินทร์แล้ว อดชื่นชมไม่ได้
“ผมคิดว่าเหตุผลของคุณอมรินทร์นับว่าเข้าทีนะ เพราะการที่ชาวยุโรปยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายลงเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกฝั่งยุโรปไปยังอีกฝั่งหนึ่งของมหาสมุทร ซึ่งในยุคนั้นต้องใช้เวลายาวนานหลายเดือน หากโชคร้ายก็อาจประสบพายุหรือคลื่นซัดพาเรือจมตายเสียก่อนจะไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า พวกเขาคงมีความคับแค้นใจในการดำรงชีวิตต่อไปในบ้านเกิดเมืองนอนของตนหรือไม่ก็เป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าพร้อมที่จะไปตายเอาดาบหน้า ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปแน่”
“ใช่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนั้น การเดินทางจากข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากฝั่งยุโรปไปอเมริกา ทำได้ทางเดียวคือ ไปทางเรือเท่านั้น ไม่มีเครื่องบินเหมือนสมัยนี้” คุณอมรินทร์ตอกย้ำความเข้าใจให้ผมฟังอีกครั้งหนึ่ง
คุณอมรินทร์ได้กล่าวยืนยันเพิ่มเติมว่า
“ ส่วนการพบโลกใหม่หรืออเมริกาในเวลานั้น เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและรกร้างว่างเปล่า ยังไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ หากมีก็เป็นเพียงพวกชาวพื้นเมืองคือพวกอินเดียแดงจำนวนเพียงเล็กน้อย ก็ยิ่งทำให้เกิดความคิดแบบบรรเจิดจ้าไปในทางของการมีเสรีภาพในการจับจองที่ดินเป็นเจ้าของ การเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของใคร และมองเห็นความเท่าเทียมกันได้ชัดเจน และต้องการปกครองตนเอง ไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของใคร
เรียกว่า เป็นความคิดแบบมองเห็นสวรรค์รออยู่ข้างหน้า ขอเพียงแต่ข้ามมหาสมุทรไปให้ได้ก็แล้วกัน”
“ใช่ ผมคิดว่า ความเห็นในประการหลังนี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางกายภาพ คือ ความกว้างใหญ่ไพศาลของอเมริกา นับว่ามีส่วนสำคัญไม่แพ้ความคับแค้นทางจิตใจที่มีอยู่ในระบบการเมืองการปกครองในประเทศบ้านเกิดของตนเอง” ผมยืนยันความคิดของคุณอมรินทร์
“ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า การที่อเมริกาสามารถสถาปนาระบอบการปกครองประเทศเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ทันทีและอย่างมั่นคงจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เพราะคนอเมริกามีความพร้อมที่จะปกครองตนเองได้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ยังตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หรือบริเตน เพราะในขณะนั้น แต่ละอาณานิคมประชาชนได้มีโอกาสปกครองตนเองอยู่ก่อนแล้วในรูปแบบของการปกครองท้องถิ่นในระดับและรูปแบบต่าง ๆ
พอได้มีโอกาสปกครองตนเองในระดับชาติ คนอเมริกาจึงเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้เหมือนอย่างในหลาย ๆ ประเทศ ที่ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจการปกครองตนเองได้ดีพอ จึงมักจะทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศ มีอาการสะดุด ไม่ราบรื่น และไม่ต่อเนื่อง “ คุณอมรินทร์ร่ายยาว
“อีกอย่างผมเห็นว่า เมื่อตอนประกาศเอกราชหรืออิสรภาพไม่ขอเป็นอาณานิคมของบริเตนต่อไปเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 คือ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1775 อเมริกาถือได้ว่า มีความเจริญก้าวหน้ามากแล้ว ดังจะเห็นได้จากมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายแห่ง และหลายแห่งก็เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเราได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทางออนไลน์อยู่ในเวลานี้ไง เช่น
มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด (Harvard University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1636
มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1701
มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1740
มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1746 ”
คุณอมรินทร์ยกข้อมูลด้านความเจริญทางการศึกษามา สนับสนุนความเห็นของตนเพิ่มเติม
“ใช่ ถูกต้อง เพราะการปกครองท้องถิ่น คือรากฐานของการปกครองในระดับชาติ” ผมสรุปสั้น ๆ เพราะเห็นว่าคุณอมรินทร์กล่าวได้ชัดเจนแล้ว
หลังจากนั้น คุณอมรินทร์ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า
“ผมขอตั้งข้อสังเกตอีกนิดหนึ่งว่า หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า การที่ชาวอาณานิคม 13 แห่ง ได้ต่อสู้กับริเตน ก็เพราะต้องการตั้งประเทศขึ้นใหม่ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบสาธารณรัฐ หมายความว่า
ต้องการมีเสรีภาพ (liberty) เพราะถ้าเป็นอิสระจากการปกครองของบริเตน พวกเขาย่อมมีเสรีภาพ
ต้องการความเป็นปัจเจกชน (individualism) เพราะถ้าไม่ได้เป็นอาณานิคมของบริเตน พวกเขาย่อมเป็นตัวของตัวเองได้อย่างที่ต้องการ ไม่มีใครคอยบังคับ
ต้องการความเท่าเทียม (equality) เพราะถ้าไม่ได้เป็นอาณานิคมของบริเตน พวกเขาย่อมมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เป็นพลเมืองชั้นสองของบริเตนอีกต่อไป
ต้องการการปกครองตนเอง (self-government) เพราะถ้าไม่ได้เป็นอาณานิคมของบริเตน พวกเขาย่อมสามารถปกครองตนเองได้ ไม่ใช่เป็นผู้ถูกปกครองเหมือนเมื่อตอนตกเป็นอาณานิคมของบริเตน”
“คุณอมรินทร์ตั้งข้อสังเกตได้ดีมาก เป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ชาวอเมริกันมีความพร้อมที่จะเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐได้ทันทีที่ได้รับอิสรภาพจากบริเตน เพราะเมื่อมีพื้นฐานเป็นประชาธิปไตยดีก่อนอยู่แล้ว การต่อยอดจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้เหมือนประเทศต่าง ๆ ” ผมสรุปตบท้ายอย่างมั่นใจ
คนอเมริกันมีความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่ได้เริ่มอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาหรือโลกใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐได้ทันที หลังจากได้มีการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ หรือ บริเตนใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงของการทำสงครามปฏิวัติเป็นเวลาร่วม 9 ปี ระหว่างปีค.ศ.1775-1783 ยิ่งปลุกเร้าให้คนอเมริกันในยุคนั้นตื่นตัวและกระหายในเรื่องความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
นั่นคือ การมีเสรีภาพ (Liberty) ความเป็นปัจเจกชน (Individualism) ความเท่าเทียมกัน (Equality) และการปกครองตนเอง(Self-Government)
นอกจากความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าว คนอเมริกายังมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยผ่านทางการปกครองท้องถิ่นระดับและรูปแบบต่าง ๆ ในแต่ละอาณานิคมอย่างแพร่หลายก่อนจะมีการประกาศอิสรภาพเสียอีก


