5.อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองของอเมริกา: รากฐานสำคัญของประชาธิปไตย (นำออกเผยแพร่ วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562)

ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงหรือไม่ เพียงใด อยู่ที่รากฐานทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศนั้นว่า เอื้อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

            รากฐานทางด้านการเมืองการปกครองที่สำคัญคือ อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมือง

            ในทางตรงกันข้าม หากประเทศใดที่มีพื้นฐานทางด้านเมืองการปกครองหรืออุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองไม่เอื้อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย  มักจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นสะดุดหรือล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยครั้ง อย่างที่เรียกว่า ขาดเสถียรภาพทางการเมือง (Political  Instability) ทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่อยู่บ่อย ๆ

            ศาสตราจารย์ ดร.โทมัส อี. แพตเตอร์สัน  (Thomas E. Patterson) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า อุดมการณ์ คือความเชื่อโดยทั่วไปเกี่ยวกับบทบาทและจุดมุ่งหมายในการปกครอง  ( Patterson, 2015, p.570)  โดยคนอเมริกันได้สร้างความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาตั้งแต่ยุคที่ยังตกเป็นอาณานิคมของบริเตนจากรุ่นสู่รุ่น

            สำหรับความเชื่อทางการเมืองร่วมกันของคนอเมริกาได้แก่ เสรีภาพ ความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียม และการปกครองคนเอง (Liberty, Individualism, Equality and Self-Government)

            ความหมายของแต่ละคำ สรุปได้ดังนี้ (Patterson,pp.8-14)

            เสรีภาพ (Liberty) หมายถึง การที่ปัจเจกชนมีอิสระในการคิดและการกระทำตามความต้องการของเจ้าตัว แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อทางด้านการเมืองหรือด้านศาสนา

          ลัทธิปัจเจกชนนิยม (Individualism)  หมายถึง แนวคิดที่ว่าประชาชนควรจะสามารถริเริ่ม มีความเป็นตัวของตัวเอง และสามารถสะสมทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่ดีกินดีของตน

            ลัทธิปัจเจกชนนิยม ทำให้คนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีอิสระทางความคิดอย่างสร้างสรรค์

            ความเท่าเทียม (Equality) เป็นความเชื่อที่ว่า ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มีคุณค่าเท่ากัน และจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

            การปกครองตนเอง (Self-Government)  ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตนเอง ไม่ใช่เป็นผู้ถูกปกครอง โดยอาจเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน  แต่รัฐบาลที่เกิดขึ้นเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ผู้ปกครองประชาชน

            เพื่อให้ท่านมีความเข้าใจชัดเจนขึ้น ผมขออธิบายขยายความอีกเล็กน้อย

            หากจะเปรียบเทียบอุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าวของชาวอเมริกันที่มีอยู่ในเวลานั้นว่าแตกต่างไปจากอุดมกาณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนในประเทศอื่น ๆ ของโลกในเวลาเดียวกันอย่างไร ก็พอจะเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้

            ประการแรก ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องของการมีเสรีภาพ   เพราะประเทศต่าง ๆ ยังมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจยังรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ตลอดจนขุนนางข้าราชการ

            ประการที่สอง ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้มีความคิดในเรื่องความเท่าเทียม เพราะการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถือว่าพระมหากษัตริย์และขุนนางข้าราชการเป็นผู้ปกครอง ส่วนประชาชนถือผู้ถูกปกครอง ประชาชนยอมรับความไม่เท่าเทียมภายใต้ระบอบการปกครองประเทศที่เป็นอยู่ นอกจากนี้หลายประเทศก็ยังมีระบบทาสอยู่ด้วย

            ประการที่สาม ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้มีความคิดในเรื่องลัทธิปัจเจกชน เพราะภายใต้ระบอบการปกครองในยุคนั้น ประชาชนมักจะเชื่อฟังคนเป็นนาย ไม่เป็นตัวของตัวเอง

            ประการสุดท้าย ประชาชนในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้มีความคิดและประสบการณ์ในการปกครองตนเอง อย่างที่เรียกว่า การปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจของรัฐไปให้ประชาชนได้ปกครองตนเอง

            ประชาชนในยุคนั้น ยอมรับว่าตนเป็นผู้ถูกปกครอง  การดูแลทุกข์สุขให้แก่ประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ปกครอง

            นอกจากนี้ ในส่วนของวัฒนธรรมทางการเมือง ประชาชนในยุคนั้น เคยชินกับการเป็นผู้ถูกปกครอง ไม่ใช่เป็นผู้ปกครองตนเอง

            ดังนั้น การที่ชาวอเมริกันมีอุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองแตกต่างไปจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในเวลานั้น จึงถือว่า ชาวอเมริกันมีความคิดและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ก้าวหน้ากว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ยกเว้นบางประเทศที่อาจมีความเจริญก้าวหน้าด้านการปกครองท้องถิ่นอยู่ก่อนอเมริกา เนื่องจากเป็นประเทศเกิดก่อนอเมริกาอย่างเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส

            นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่มีการประกาศอิสรภาพไม่ยอมเป็นอาณานิคมของบริเตนต่อไป อเมริกาก็มีความเจริญมากตั้งแต่ตอนยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษหรือ บริเตนอยู่ เพราะได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายแห่งแล้ว

            เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์

            คำว่า รากฐานหรือพื้นฐาน คุณอมรินทร์ เข้าใจว่าอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไร” ผมชวนคุยในสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันก่อน

            “ผมคิดว่า รากฐานหรือพื้นฐาน หมายถึงสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ และจำเป็นต้องมีก่อนสิ่งอื่น ๆ เพราะถ้าขาดรากฐานหรือพื้นฐานหรือมีรากฐานหรือพื้นฐานที่ไม่ดี สิ่งที่เราจะทำต่อไป ก็ยากที่จะดีได้ อย่างเช่น คะแนนประเมินขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งมาก่อน

            เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพื้นฐานของสังคมไทย มิได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ภาษาราชการก็คือภาษาไทย ผิดกับหลายประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งมาก่อน ชีวิตประจำวันมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาประจำของชาติตนเอง และบางประเทศยังยอมรับภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาประจำชาติเป็นภาษาราชการด้วย เช่น สิงคโปร์มีภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการอย่างเดียว ฟิลิปปินส์มีภาษาตากาล็อค และภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการคู่กัน ส่วนมาเลเซียและเวียดนาม แม้มิได้กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาที่ใช้สื่อการกันโดยทั่วไปในประเทศทั้งสอง” คุณอมรินทร์ชี้แจงรายละเอียดให้ฟังอย่างน่าสนใจ

            “เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ โอกาสที่คนไทยจะมีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษจึงมีไม่มาก แม้อาจจะเคยเรียนมาหรือฝึกอบรมมา หากมิได้ทำงานในองค์กรที่ต้องติดกับชาวต่างชาติเป็นประจำ ไม่นานก็ลืม คนไทยที่เก่งหรือทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษจึงมีไม่มาก เว้นแต่คนที่มีความสนใจและฝึกฝนตนเองอย่างจริงจัง” คุณอมรินทร์แสดงความเห็นตอกย้ำ

            “ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์นะ อย่างเราสองคนนี้ก็สนใจพัฒนาตนเองในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษมาโดยตลอด แต่อาชีพของเราก็มิได้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติมากนัก เราจึงพัฒนาตนเองได้ในระดับหนึ่ง  คงไม่มีทางจะเก่งเทียบเท่ากับคนที่เขามีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันเป็นแน่” ผมแสดงความเห็นสอดคล้องและยอมรับความจริง

          ถ้าอย่างงั้น เราหันมาคุยกันเรื่องอุมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของคนอเมริกันดีกว่า คุณอมรินทร์คิดว่า อุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองหรือวัฒนธรรมทางการเมืองของคนอเมริกันจำนวน ๔ ประการ ตามที่ศาสตราจารย์ ดร.โทมัส อี. แพตเตอร์สัน ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีความสำคัญต่อระบบการเมืองการปกครองของอเมริกาอย่างไรบ้าง ”

            คุณอมรินทร์ให้ความเห็นว่า

            “เรื่องนี้คงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์อเมริกาว่า คนอเมริกาก็คือคนจากยุโรป ที่ต้องการอิสรภาพจากปกครองในประเทศยุโรปซึ่งในยุคนั้น ยังไม่ได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ยังเป็นการปกครองแบบโบราณ คือ การปกครองในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ ที่อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ หรือแม้อาจจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยก็เป็นเพียงขั้นเริ่มต้น ประชาชนทั่วไปยังไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพมากพอ

            ดังนั้น หลังจากทราบข่าวการค้นพบโลกใหม่ ชาวยุโรปคนใดที่ต้องการอิสรภาพหรือไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเดิม    จึงต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกา เพื่อแสวงหาโชคลาภความร่ำรวย และอิสรภาพ ”

            “ตามที่คุณอมรินทร์ว่ามา ผมก็เห็นด้วย แต่น่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นด้วยไหม” ผมกระตุ้นให้คุณอมรินทร์แสดงความเห็นเพิ่มเติม

            คุณอมรินทร์หยุดคิดนิดหนึ่งแล้วแสดงความเห็นว่า

            “ การที่คนจากยุโรปที่กล้าทิ้งบ้านเมืองตนเองเพื่อไปแสวงหาโชคลาภและความมั่งคั่งร่ำรวยที่โลกใหม่  ผมคิดว่า นี่อาจเป็นความคับแค้นทางจิตใจที่มีอยู่เดิมที่มีความรู้สึกว่า ในประเทศเดิมของตน ตนยังไม่มีสิทธิเสรีภาพเท่าที่ควร จึงอยากอพยพไปสู่ดินแดนที่เรียกว่าโลกใหม่เพื่อแสวงหาสิทธิเสรีภาพ 

            ยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่า ปัจจัยทางด้านกายภาพก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันมีอุดมการณ์หรือความเชื่อทางการเมืองทั้ง ๔ ประการดังกล่าว นั่นคือ ดินแดนโลกใหม่ เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล  ที่ยังรกร้างว่างเปล่า  มีชาวพื้นเมืองหรือพวกอินเดียแดงอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย จึงทำให้พวกเขาคิดถึงเสรีภาพอันไร้ขีดจำกัด คิดถึงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครคอยบังคับ  คิดถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่เกิดมา และคิดถึงการปกครองตนเอง ไม่อยู่ภายใต้อำนาจปกครองของใคร”

            ผมฟังเหตุผลของคุณอมรินทร์แล้ว อดชื่นชมไม่ได้

            “ผมคิดว่าเหตุผลของคุณอมรินทร์นับว่าเข้าทีนะ เพราะการที่ชาวยุโรปยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายลงเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกฝั่งยุโรปไปยังอีกฝั่งหนึ่งของมหาสมุทร ซึ่งในยุคนั้นต้องใช้เวลายาวนานหลายเดือน หากโชคร้ายก็อาจประสบพายุหรือคลื่นซัดพาเรือจมตายเสียก่อนจะไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า พวกเขาคงมีความคับแค้นใจในการดำรงชีวิตต่อไปในบ้านเกิดเมืองนอนของตนหรือไม่ก็เป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าพร้อมที่จะไปตายเอาดาบหน้า ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปแน่”

            “ใช่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนั้น การเดินทางจากข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากฝั่งยุโรปไปอเมริกา ทำได้ทางเดียวคือ ไปทางเรือเท่านั้น ไม่มีเครื่องบินเหมือนสมัยนี้” คุณอมรินทร์ตอกย้ำความเข้าใจให้ผมฟังอีกครั้งหนึ่ง

            คุณอมรินทร์ได้กล่าวยืนยันเพิ่มเติมว่า

            “ ส่วนการพบโลกใหม่หรืออเมริกาในเวลานั้น เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและรกร้างว่างเปล่า ยังไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ  หากมีก็เป็นเพียงพวกชาวพื้นเมืองคือพวกอินเดียแดงจำนวนเพียงเล็กน้อย  ก็ยิ่งทำให้เกิดความคิดแบบบรรเจิดจ้าไปในทางของการมีเสรีภาพในการจับจองที่ดินเป็นเจ้าของ การเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของใคร และมองเห็นความเท่าเทียมกันได้ชัดเจน และต้องการปกครองตนเอง ไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของใคร

            เรียกว่า เป็นความคิดแบบมองเห็นสวรรค์รออยู่ข้างหน้า ขอเพียงแต่ข้ามมหาสมุทรไปให้ได้ก็แล้วกัน”

            “ใช่ ผมคิดว่า ความเห็นในประการหลังนี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางกายภาพ คือ ความกว้างใหญ่ไพศาลของอเมริกา นับว่ามีส่วนสำคัญไม่แพ้ความคับแค้นทางจิตใจที่มีอยู่ในระบบการเมืองการปกครองในประเทศบ้านเกิดของตนเอง” ผมยืนยันความคิดของคุณอมรินทร์

            “ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า การที่อเมริกาสามารถสถาปนาระบอบการปกครองประเทศเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ทันทีและอย่างมั่นคงจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เพราะคนอเมริกามีความพร้อมที่จะปกครองตนเองได้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ยังตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หรือบริเตน เพราะในขณะนั้น  แต่ละอาณานิคมประชาชนได้มีโอกาสปกครองตนเองอยู่ก่อนแล้วในรูปแบบของการปกครองท้องถิ่นในระดับและรูปแบบต่าง ๆ

            พอได้มีโอกาสปกครองตนเองในระดับชาติ คนอเมริกาจึงเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้เหมือนอย่างในหลาย ๆ ประเทศ ที่ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจการปกครองตนเองได้ดีพอ จึงมักจะทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศ มีอาการสะดุด ไม่ราบรื่น และไม่ต่อเนื่อง “ คุณอมรินทร์ร่ายยาว

            “อีกอย่างผมเห็นว่า เมื่อตอนประกาศเอกราชหรืออิสรภาพไม่ขอเป็นอาณานิคมของบริเตนต่อไปเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 คือ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1775 อเมริกาถือได้ว่า มีความเจริญก้าวหน้ามากแล้ว ดังจะเห็นได้จากมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายแห่ง และหลายแห่งก็เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเราได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทางออนไลน์อยู่ในเวลานี้ไง เช่น

            มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด (Harvard University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1636

            มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1701

            มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1740

            มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1746 ”

               คุณอมรินทร์ยกข้อมูลด้านความเจริญทางการศึกษามา สนับสนุนความเห็นของตนเพิ่มเติม

            “ใช่ ถูกต้อง เพราะการปกครองท้องถิ่น คือรากฐานของการปกครองในระดับชาติ” ผมสรุปสั้น ๆ เพราะเห็นว่าคุณอมรินทร์กล่าวได้ชัดเจนแล้ว

            หลังจากนั้น คุณอมรินทร์ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

          “ผมขอตั้งข้อสังเกตอีกนิดหนึ่งว่า หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า การที่ชาวอาณานิคม 13 แห่ง ได้ต่อสู้กับริเตน ก็เพราะต้องการตั้งประเทศขึ้นใหม่ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบสาธารณรัฐ หมายความว่า

            ต้องการมีเสรีภาพ (liberty) เพราะถ้าเป็นอิสระจากการปกครองของบริเตน พวกเขาย่อมมีเสรีภาพ

            ต้องการความเป็นปัจเจกชน (individualism) เพราะถ้าไม่ได้เป็นอาณานิคมของบริเตน พวกเขาย่อมเป็นตัวของตัวเองได้อย่างที่ต้องการ ไม่มีใครคอยบังคับ

ต้องการความเท่าเทียม (equality) เพราะถ้าไม่ได้เป็นอาณานิคมของบริเตน พวกเขาย่อมมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เป็นพลเมืองชั้นสองของบริเตนอีกต่อไป

            ต้องการการปกครองตนเอง (self-government) เพราะถ้าไม่ได้เป็นอาณานิคมของบริเตน พวกเขาย่อมสามารถปกครองตนเองได้ ไม่ใช่เป็นผู้ถูกปกครองเหมือนเมื่อตอนตกเป็นอาณานิคมของบริเตน”

            “คุณอมรินทร์ตั้งข้อสังเกตได้ดีมาก เป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ชาวอเมริกันมีความพร้อมที่จะเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐได้ทันทีที่ได้รับอิสรภาพจากบริเตน เพราะเมื่อมีพื้นฐานเป็นประชาธิปไตยดีก่อนอยู่แล้ว การต่อยอดจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้เหมือนประเทศต่าง ๆ ” ผมสรุปตบท้ายอย่างมั่นใจ

            คนอเมริกันมีความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่ได้เริ่มอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาหรือโลกใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย  และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐได้ทันที หลังจากได้มีการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ หรือ บริเตนใหญ่

            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงของการทำสงครามปฏิวัติเป็นเวลาร่วม 9 ปี ระหว่างปีค.ศ.1775-1783 ยิ่งปลุกเร้าให้คนอเมริกันในยุคนั้นตื่นตัวและกระหายในเรื่องความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

            นั่นคือ  การมีเสรีภาพ (Liberty) ความเป็นปัจเจกชน (Individualism) ความเท่าเทียมกัน (Equality)  และการปกครองตนเอง(Self-Government)

            นอกจากความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าว คนอเมริกายังมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยผ่านทางการปกครองท้องถิ่นระดับและรูปแบบต่าง ๆ ในแต่ละอาณานิคมอย่างแพร่หลายก่อนจะมีการประกาศอิสรภาพเสียอีก

4/2 ผลของสงครามปฏิวัติอเมริกา

(นำออกเผยแพร่ประจำวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562)

สงครามปฏิวัติอเมริการะหว่างปีค.ศ.1775-1783 ได้สิ้นสุดลงด้วยการทำสนธิสัญญาสงบศึก ณ กรุงปารีส โดยมีการรบที่เมืองยอร์คทาวน์ เวอร์จิเนีย เป็นการรบชี้ขาดชัยชนะ ก่อนจะนำไปสู่การเจรจายุติสงคราม

            สงครามปฏิวัติอเมริกา ไม่ใช่สงครามธรรมดา แต่เป็นสงครามระหว่างอาณานิคม 13 แห่งและพันธมิตร กับบริเตนใหญ่และพันธมิตร ดังนั้น ผลของสงครามจึงส่งผลรุนแรงทั้งต่อประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และบริเตนใหญ่ ตลอดจนชาติพันธมิตรที่ร่วมรบ และประวัติศาสตร์โลกในเวลาต่อมา

            เพื่อให้สามารถมองเห็นผลดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอเล่าเป็นหัวข้อดังนี้

  • การรบที่ชี้ขาดแพ้ชนะที่เมืองยอร์คทาวน์
  • สาระสำคัญของสนธิสัญญาสันติภาพกรุงปารีส 1783
  • ผลของสงครามปฏิวัติอเมริกาที่มีต่อประวัติศาสตร์โลก

การรบที่ชี้ขาดชัยชนะที่เมืองยอร์คทาวน์

                หลังจากสงครามปฏิวัติได้ต่อสู้กันอย่างยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งได้มีการสู้รบกันที่เมืองยอร์คทาวน์ (Yorktown) เวอร์จิเนีย (Virginia) ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 19 ตุลาคม ค.ศ.1781 รวมระยะเวลา 22 วัน ซึ่งเป็นการรบครั้งสุดท้ายที่ชี้ขาดชัยชนะของฝ่ายอเมริกาและฝรั่งเศสที่มีต่อฝ่ายบริเตน (Decisive Franco- American Victory)  และเป็นผลทำให้สิ้นสุดการปฏิบัติการรบทางพื้นดินครั้งใหญ่ และนำไปสู่การเจรจาสงบศึก

            ในการรบดังกล่าว นายพล จอร์จ วอชิงตัน เป็นผู้บัญชาการรบของฝ่ายอเมริกา ส่วนฝ่ายบริเตนมีพลโท ลอร์ด  คอร์นวอลลิส (Lord Cornwallis) เป็นผู้บัญชาการรบ

            การสู้รบที่เมืองยอร์คทาวน์มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ “การสู้รบที่เมืองยอร์คทาวน์”  (The Battle of Yorktown) หรือ “การยอมจำนวนที่ เมืองยอร์คทาวน์” (The Surrender at Yorktown) หรือ “การสู้รบของชาวเยอรมัน” (German Battle) หรือ “การจับกุมที่เมืองยอร์คทาวน์ ” (The Siege of Yorktown)

            การสู้รบที่เมืองยอร์คทาวน์ เป็นการสู้รบระหว่างกองทัพของอเมริกาและฝรั่งเศสฝ่ายหนึ่ง กับกองทัพของบริเตนอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ทั้งสองฝ่ายมีทหารรับจ้างเยอรมันรวมอยู่ด้วย บางครั้งจึงเรียกว่า การสู้รบของชาวเยอรมัน (German Battle)  กล่าวคือในการรบดังกล่าว มีทหารรับจ้างชาวเยอรมันร่วมอยู่ในกองทัพบริเตนและฝรั่งเศสฝ่ายละ 2,500 นาย และอยู่ในกองทัพอเมริกา 3,000 นาย

            การรบดังกล่าวเป็นการรบทั้งทางเรือและทางบก

            กองกำลังของแต่ละฝ่าย

            กองทัพฝรั่งเศสมีกองทหารราว 7,800-8,800 นาย และเรือรบ 29 ลำ ฝ่ายอเมริกามีกองทหาร 8,000 นาย และกองกำลังอาสาสมัคร(militia) 3,100 นาย

            ส่วนบริเตนมีกองกำลังทหาร 9,000 นาย (รวมทหารเยอรมันด้วย)

            ความสูญเสียของแต่ละฝ่าย

          ฝ่ายอเมริกาและฝรั่งเศส ตาย 88 นาย และบาดเจ็บ 301 นาย

            ฝ่ายบริเตน ตาย 142-309 นาย บาดเจ็บ 325-595 นาย และถูกจับเป็นเชลยศึก 7,416-7,685 นาย

            นายพลโท ลอร์ด คอร์นวัลลิส (Lord Cornwallis) ผู้บัญชาการทหารของบริเตนซึ่งได้ถูกปิดล้อมด้วยกองทัพเรือและกองทัพบกของอเมริกาและฝรั่งเศส จึงได้ยอมจำนน และถูกจับเป็นเชลยศึก พร้อมกับได้ทำข้อตกลงยอมจำนน (The articles of capitulation)  เมื่อวันที่ 19  ตุลาคม ค.ศ.1781

            (Wikipedia, Siege of Yorktown)

          จะเห็นว่า กองทัพบริเตนได้พ่ายแพ้ในการสู้รบที่เมืองยอร์คทาวน์อย่างยับเยินและหมดทางสู้จนต้องยอมจำนวนดังกล่าว

สาระสำคัญของสนธิสัญญาปารีส 1783 (Treaty of Paris1783)

            สนธิสัญญาปารีส ได้มีการลงนามที่กรุงปารีส ระหว่างตัวแทนของพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งบริเตนใหญ่ และตัวแทนของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1783 อันเป็นการสิ้นสุดสงครามปฏิวัติอเมริกา  สนธิสัญญาดังกล่าวได้กำหนดเขตแดนระหว่างจักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน ในอเมริกาเหนือและสหรัฐอเมริกาในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกามาก (exceedingly generous)

            นอกเหนือไปจากสนธิสัญญาปารีสระหว่างบริเตนใหญ่กับสหรัฐอเมริกา ยังมีสนธิสัญญาฉบับอื่น ที่บริเตนใหญ่แยกทำต่างหากกับฝรั่งเศส สเปน และสาธารณดัชท์ (Dutch Republic) สนธิสัญญาเหล่านี้เรียกรวมกันว่า สนธิสัญญาสันติภาพแห่งกรุงปารีส (The Peace of Paris)

            ตัวแทนของสหรัฐอเมริกาในการลงนามในสนธิสัญญาปารีสได้แก่

            เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)

            จอห์น เจย์ (John Jay)

            เฮนรี ลอเรนส์ (Henry Laurens) และ

            จอห์น อดัม (John Adams)

            ส่วนตัวแทนของบริเตนใหญ่ในการลงนาม คือ

            เดวิด ฮาร์ตเลย์ (David Hartley) และ

            ริชาร์ด ออสวอลด์ (Richard Oswald)

            สาระสำคัญของสนธิสัญญาปารีส สรุปได้ดังนี้

            ข้อแรก บริเตนยอมรับว่า อาณานิคมทั้ง 13 แห่ง เป็นรัฐอิสระและมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง (Free, sovereign, and independent states)

            ข้อสอง กำหนดเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและอเมริกาเหนือของบริเตน นับจากแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi River) ลงไปยังอาณานิคมทางตอนใต้

            ข้อสาม อนุญาตให้ชาวประมงสหรัฐอเมริกาสามารถจับปลาได้ในเขตแกรนด์แบงคส์ (Grand Banks) บริเวณนอกชายฝั่งนิวเฟาด์แลนด์ (Newfoundland) และอ่าวเซนต์ ลอเรนซ์ (Gulf of Saint Lawrence)

            ข้อสี่ เชลยศึกของทั้งสองฝายจะได้รับการปล่อยตัว

            ข้อห้า บริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกาจะสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในแม่น้ำมิสซิสซิปปีตลอดไป

            ข้อหก ดินแดนที่ถูกยึดครองโดยแต่ละฝ่ายภายใต้สนธิสัญญานี้จะให้กลับคืนไปโดยไม่ต้องมีค่าชดใช้ความเสียหาย

            ข้อเจ็ด จะต้องมีการให้สัตยาบันสนธิสัญญานี้ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ได้ลงนาม

            สนธิสัญญาดังกล่าวได้รับการสัตยาบันจากสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.1784 และบริเตนได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1784   โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1784

            ด้วยผลของสนธิสัญญาปารีสดังกล่าว  ทำให้อเมริกาสามารถขยายดินแดนจากเดิมได้เป็นอันมากซึ่งจะทำให้ประชากรอเมริกาเพิ่มมากขึ้นด้วย และเป็นการสร้างตลาดที่มีกำไรอย่างงามของพ่อค้าบริเตนโดยไม่จำเป็นต้องมีกองทหารของบริเตนตั้งอยู่

            (Wikipedia, Treaty of Paris 1783)

แผนที่สหรัฐอเมริกาและดินแดนภายหลังสนธิสัญญาปารีส 1783
(Wikipedia, Treaty of Paris 1783, 21 th November 2019)

ผลของสงครามปฏิวัติอเมริกาที่มีต่อประวัติศาสตร์โลก

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สงครามปฏิวัติอเมริกาช่วงปีค.ศ.1775-1783 อาณานิคมทั้ง 13 แห่งมิได้ต่อสู้โดยลำพัง แต่มีพันธมิตรคือฝรั่งเศสและสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสได้ทุ่มสุดตัวในร่วมรบเพราะมีความโกรธแค้นบริเตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในฐานะเป็นผู้ปราชัยในการสู้รบชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนอาณานิคมในอเมริกาเหนือที่เรียกว่า สงครามเจ็ดปีระหว่างปีค.ศ.1756-1763  ซึ่งนอกจากจะทำให้ดินแดนอาณานิคมทั้ง 13 แห่งตกเป็นของบริเตนแล้ว ยังทำให้ฝรั่งเศสต้องเสียดินแดนแคนาดาให้บริเตนด้วย (Tim Lambert, American History Timeline)

            ในการสู้รบดังกล่าว ฝรั่งเศสได้ร่วมรบอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับอเมริกา ดังจะเห็นได้จากการสู้รบที่ชี้ขาดชัยชนะมี่ยอร์คทาวน์ระหว่างวันที่ 28 กันยายน-19 ตุลาคม 1781  หากอเมริกามิได้กองทัพของฝรั่งเศสเข้าร่วมสู้รบอย่างเต็มกำลังแล้ว ผลการสู้รบก็อาจจะกลับกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง

            การที่ฝรั่งเศสได้ร่วมรบกับอเมริกาอย่างเคียงบ่าเคียงตลอดระยะเวลาร่วม 9 ปีของสงครามปฏิวัติอเมริกาดังกล่าว แม้ฝรั่งเศสจะเป็นฝ่ายชนะสงคราม แต่ก็ได้ทำให้เศรษฐกิจของฝรั่งเศสทรุดลงเป็นอันมาก จนอาจเรียกว่าอยู่ในภาวะล้มละลาย (bankruptcy) และได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส (French Revolution) ระหว่างปี   ค.ศ.1788-1789 โดยคนชั้นกลางซึ่งเป็นพ่อค้านายทุนรุ่นใหม่เห็นว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไม่สนใจในการบริหารราชการบ้านเมือง จึงได้โค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พร้อมกับเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ (Republic)

            (BBC News, France Timeline)

            อย่างนี้เราอาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ชนะนอกบ้านอย่างยิ่งใหญ่ แต่แพ้ในบ้านอย่างยับเยิน

            เล่ามาถึงตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าได้เวลาสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์

          ผมเปิดฉากตั้งคำถามคุณอมรินทร์ก่อน

            “ เรื่องราวที่ได้เล่ามาในตอน4/2 นี้ คุณอมรินทร์คิดว่ามีประเด็นไหนที่น่าสนใจจะนำมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันสักหน่อยไหม”

          “ในความเห็นของผม อเมริกาในฐานะเป็นฝ่ายชนะสงครามปฏิวัติ ได้รับผลตอบแทนจากสนธิสัญญาปารีส ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสงบศึก ไปเกินคุ้ม เพราะนอกจากจะทำให้บริเตนยอมรับความเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยและมีอิสระของอเมริกาแล้ว บริเตนยังยอมรับอาณาเขตให้อเมริกาขยายกว้างออกไปจนถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปี จากเหนือจรดใต้ ซึ่งมีส่วนทำให้อเมริกาเติบโตได้เร็ว ” คุณอมรินทร์ตอบโดยสรุป

          “ ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณอมรินทร์นะ แต่บริเตนเขาก็มองเห็นประโยชน์ของเขาด้วยนะ กล่าวคือ ถ้าอเมริกาโตไว อเมริกาก็จะเป็นคู่ค้าที่สำคัญของบริเตน สามารถนำกำไรมหาศาลกลับสู่บริเตน โดยไม่ต้องลงทุนส่งกองทหารมาประจำอยู่เหมือนเมื่อก่อน ” ผมแสดงความเห็นเสริมตามสมควร

            “ แต่อีกประเทศคือฝรั่งเศส แม้จะเป็นฝ่ายชนะในฐานะเป็นพันธมิตรรบเคียงบ่าเคียงไหล่อเมริกา แต่คิดอีกที น่าจะเป็นเหมือนผู้แพ้มากกว่า  เพราะสงครามปฏิวัติอเมริกาครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสทรุดลงมากเนื่องจากได้ทุ่มเทงบประมาณค่าใช้จ่ายสนับสนุนอเมริกาเต็มที่เป็นเวลายาวนานร่วม 9 ปี จนตกอยู่ในภาวะล้มละลาย และได้กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนชั้นกลางลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไม่สนใจในการบริหารราชกิจบ้านเมืองคุณอมรินทร์แสดงความเห็นเพิ่มเติมอย่างแหลมคม
          “
ใช่ ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์ แต่ขอทราบอีกนิดหนึ่งว่า ฝ่ายคนชั้นกลางฝรั่งเศสหลังจากทำการปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เขาเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบอะไร และอยู่ได้นานไหม” ผมชวนคุณอมรินทร์คุยต่อเพื่อความกระจ่างชัด

            “ อ๋อ พวกที่ทำการปฏิวัติ เขาก็เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศฝรั่งเศสไปเป็นการปกครองในระบบอบสาธารณรัฐ ซึ่งน่าจะได้แนวคิดส่วนหนึ่งมาจากการปฏิวัติอเมริกา

            การปฏิวัติฝรั่งเศสดังกล่าว ได้เกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ.1789 แต่บ้านเมืองก็ไม่สงบ มีการยึดอำนาจรัฐประหารกัน จนกระทั่งปีค.ศ.1799 นโปเลียนก็ได้ทำการโค่นล้มยึดอำนาจและประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่  ต่อมาเมื่อปีค.ศ.1804 นโปเลียนจึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ เป็นการสร้างจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1 (First French Empire) ขึ้นมา

            ด้วยความสามารถในการทำสงคราม ทำให้นโปเลียน(Napoleon Bonaparte) รบชนะหลายครั้งจนเกือบจะสามารถครองทวีปยุโรปได้ทั้งหมด และได้รับการยกย่องให้เป็นสมเด็จพระนโปเลียนมหาราช หรือNapoleon the Great ” คุณอมรินทร์พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนในยุคสมัยนั้นด้วยความชื่นชม

            “ ผมขอเสริมสักนิดว่า แม้สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนมหาราช จะประสบความปราชัยในการทำสงครามช่วงหลัง แต่โลกก็ยังยอมรับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงสามารถสร้างจักรวรรดิฝรั่งเศสในยุคนั้นให้ยิ่งใหญ่ได้ ” ผมแสดงความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้ชัดเจนขึ้น

            “ถ้าเช่นนั้น ผมขอตั้งข้อสังเกตอีกสักนิดหนึ่งว่า เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกหรือประวัติศาสตร์ประเทศ มักเกิดขึ้นในช่วงผู้นำประเทศนั้น ขาดภาวะผู้นำหรือเป็นผู้นำที่อ่อนแอ อย่างเช่นกรณีพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสดังที่ได้คุยกันมาแล้ว

            อีกตัวอย่างหนึ่ง กรณีพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2  แห่งรัสเซีย พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อ่อนแอมาก  ไม่สนใจการบริหารราชกิจ ปล่อยให้ประชาชนยากไร้และอดอยาก จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดการปฏิวัติล้มล้างการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์โรมานอฟ แล้วสถาปนาการปกครองระบอบใหม่ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในโลก คือการปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมื่อปีค.ศ.1917 (Russian Revolution 1917) ก่อนที่จะแพร่ขยายไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก

            หรือถ้าเอาใกล้ตัว กรณีการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้แก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 พระเจ้าเอกทัศน์พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อ่อนแอมาก ไม่เคยทรงออกรบเลย เป็นเหตุทำให้กรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างยับเยิน กรุงศรีอยุธยาถูกเผาจนย่อยยับ อย่างที่คนไทยทุกคนน่าจะจดจำได้ดี” คุณอมรินทร์สาธยายด้วยความรู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย

            ใช่คุณอมรินทร์กล่าวได้ถูกต้อง ผมเห็นด้วย  บ้านเมืองจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ตัวผู้นำประเทศนับว่าสำคัญมาก ผมแสดงความเห็นตบท้ายการสนทนา

            ผลของสงครามปฏิวัติอเมริกา ระหว่างปีค.ศ.1775-1783 ได้ทำให้อเมริกาสามารถตั้งประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยได้สำเร็จ โดยบริเตนได้ยอมลงนามในสนธิสัญญาปารีสเมื่อปีค.ศ.1783

            แต่ในขณะเดียวกัน ผลของสงครามดังกล่าว กลับทำให้เศรษฐกิจของราชอาณาจักรฝรั่งเศสอยู่ในภาวะล้มละลาย และกลายเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสเมื่อปีค.ศ.1789 (French Revolution 1789) ซึ่งเป็นการปฏิวัติล้มล้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปลี่ยนไปเป็นการปกครองระบอบสาธารณรัฐ(Republic)

4/1. จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน (British Empire) อันยิ่งใหญ่ในอดีต

(กำหนดนำออกเผยแพร่วันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2562)

อาณานิคมทั้ง 13 แห่ง ต้องใช้เวลาทำสงครามปฏิวัติกับจักรวรรดิอังกฤษ หรือ            บริเตนเป็นสงครามยืดเยื้อกินเวลายาวนานร่วม 9 ปี ระหว่างปีค.ศ.1775-1783  ดังนั้น เพื่อให้ทราบถึงความลำบากยากเข็ญของอาณานิคมทั้ง 13 แห่งในการต่อสู้เอาชนะในสงครามดังกล่าว  จึงควรทราบถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตนในอดีตด้วย

            เมื่อได้เล่ามาถึงตอนที่ 4 สงครามปฏิวัติอเมริกาและการประกาศอิสรภาพของอเมริกาแล้ว  ผมเกิดความคิดแทรกขึ้นว่า หากไม่ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน ในอดีตด้วย ท่านก็จะไม่อาจมองเห็นภาพของความยากลำบากในการต่อสู้ของชาวอาณานิคมเพื่อเอาชนะกองทัพอังกฤษหรือ บริเตนได้ชัดเจน  โดยจะขอนำมาเล่าตามหัวข้อดังนี้

  • ความเข้าใจเบื้องต้นในความหมายของคำว่า สหราชอาณาจักรและคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน ในอดีต

ความเข้าใจเบื้องต้นในความหมายของคำว่า สหราชอาณาจักรและคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

            เวลาท่านได้ฟังข่าวคราวเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ คงจะมีความสับสนอยู่ไม่น้อย เพราะบางครั้งก็ได้ยินคำว่า ประเทศอังกฤษบ้าง ประเทศสก็อตแลนด์บ้าง บริเตนใหญ่บ้าง และแคว้นไอร์แลนด์เหนือบ้าง ทำให้เกิดความสงสัยว่า แต่ละคำมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร และจะใช้เมื่อใด

            ผมขอทำความเข้าใจอย่างนี้

            คำว่า สหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (United Kingdom of Great Britain and North Ireland) หมายถึง ดินแดนที่ประกอบด้วยดินแดนที่เคยราชอาณาจักรมีพระมหากษัตริย์ปกครองจำนวน 4 ราชอาณาจักรที่ได้รวมเข้ากันเป็นราชอาณาจักรเดียวกัน ได้แก่ (Wikipedia, United Kingdom)

            1.อังกฤษ (England) ซึ่งเป็นที่ตั้งกรุงลอนดอน มีประชากรราว 55.62 ล้านคน

            2.เวลส์ (Wales) โดยเวลส์ได้รวมเข้ากับอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1536 มีเมืองหลวงชื่อ กรุงคาร์ดิฟฟ์

(Cardiff) อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะบริเตนใหญ่ มีประชากรประมาณ 3.12 ล้านคน บางครั้งเรียกดินแดนส่วนนี้ว่า ประเทศหรือแคว้นเวลส์ก็มี

            3.สก็อตแลนด์ (Scotland) โดยสก็อตแลนด์ได้รวมเข้าอังกฤษเมื่อปีค.ศ.1707 มีพื้นที่ 1 ใน 3 ของเกาะบริเตนใหญ่ อยู่ทางตอนเหนือ มีเมืองหลวงชื่อ กรุงเอดินเบอระ (Edinburgh) มีประชากรประมาณ 5.24 ล้านคน บางครั้งเรียกดินแดนส่วนนี้ว่า ประเทศหรือแคว้นสก็อตแลนด์ก็มี

            เมื่อรวมดินแดนบนเกาะบริเตนใหญ่ทั้งสามส่วนเข้าด้วยกัน เรียกว่า บริเตนใหญ่ (Great Britain)

            4.ไอร์แลนด์เหนือ (North Ireland) ตั้งอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมืองหลวงขื่อ กรุงเบลฟาสต์ (Belfast) มีประชากรประมาณราว 1.87 ล้านคน บางครั้งเรียกดินแดนส่วนนี้ว่า ประเทศหรือแคว้นไอร์แลนด์เหนือก็มี

            เมื่อปีค.ศ.1801 รัฐสภาบริเตนและรัฐสภาไอร์แลนด์ได้ผ่านกฎหมายให้รวมไอร์แลนด์เข้ากับบริเตนใหญ่ แต่ต่อมาเมื่อปีค.ศ.1921 ชาวไอร์แลนด์ที่อยู่ทางตอนใต้ขอแยกตัวออกมาเป็นประเทศใหม่เป็นประเทศสาธารณรัฐ เรียกชื่อว่า สาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Republic of Ireland) ส่วนดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือยังคงรวมอยู่กับบริเตนใหญ่ต่อไป เรียกชื่อว่า ไอร์แลนด์เหนือ

            เมื่อรวมดินแดนที่เรียกว่าบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือเข้าด้วยกัน เรียกว่า

สหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (Kingdom of Great Britain and Northern Ireland)

สหราชอาณาจักรมีประชากรรวมกันทั้งหมดราว 67.614 ล้านคน (Worldmeter,2019 )               

       แต่คนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า คำว่า อังกฤษ และสหราชอาณาจักรคือคำเดียวกัน อาจเป็นเพราะเมืองหลวงของอังกฤษ และเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร คือกรุงลอนดอน เหมือนกัน 

            การที่เรียก เวลส์ หรือสก็อตแลนด์ หรือไอร์แลนด์เหนือ ว่าเป็นประเทศหรือแคว้นก็ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว อีกทั้งแต่ละแคว้นก็ยังมีสภาและรัฐบาลของตนเอง โดยมีอำนาจตามที่รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรมอบหมาย  และมีระบบกฎหมาย และระบบการปกครองท้องถิ่นของแต่ละแคว้นเอง ไม่ได้ใช้ระบบกฎหมายและระบบการปกครองท้องถิ่นเหมือนกันหมดทั้งประเทศเหมือนประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) โดยทั่วไป

จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตน (British Empire) ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน   

                คำว่า จักรวรรดิ (Empire) หมายถึง การที่ประเทศหนึ่งมีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ โดยอาจเรียกดินแดนเหล่านั้นว่า ดินแดนอาณานิคม ดินแดนในอาณัติ หรือประเทศราช

            ประเทศยุโรปที่เริ่มต้นออกสำรวจโลกเพื่อสร้างอาณานิคมก่อนประเทศอื่น ๆ  คือประเทศโปรตุเกสและสเปน โดยเริ่มมีการออกสำรวจแสวงหาดินแดนในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16  ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์เห็นว่า โปรตุเกสและสเปนมีความมั่งคั่งร่ำรวยจากดินแดนอาณานิคม เกิดความอิจฉาจึงได้เริ่มออกสำรวจโลกเพื่อแสวงหาอาณานิคมบ้างโดยออกสำรวจไปทางอเมริกาและเอเชีย

            เมื่อปีค.ศ.1588 กองทัพเรืออังกฤษรบเอาชนะกองทัพเรือสเปนซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลอยู่ในเวลานั้นในศึกอาร์มาดา (Spanish Armada) จึงทำให้อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลแทน

            ด้วยผลของสงครามหลายครั้งหลายหนระหว่างอังกฤษ กับฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ ในศตวรรษที่ 17 และ 18 ประกอบกับอังกฤษได้รวมตัวกับสก็อตแลนด์เป็นประเทศบริเตนใหญ่ (Great Britain) เมื่อปีค.ศ.1707 จึงทำให้บริเตนกลายมหาอำนาจเหนือดินแดนอาณานิคมในอเมริกาเหนือ  หลังจากนั้น ก็ได้มีอำนาจเหนืออนุทวีปอินเดีย (Indian Subcontinent) เมื่อปีค.ศ.1757

            หลังจากเสียดินแดนอาณานิคม 13 แห่งในอเมริกาเหนือเมื่อปีค.ศ.1783 บริเตนจึงมุ่งความสนใจไปสู่เอเชีย

            หลังจากประสบชัยชนะเหนือฝรั่งเศสในสงครามนโปเลียนและสงครามปฏิวัติ (Revolutionary and Napoleon Wars) ระหว่างปีค.ศ.1792-1815 โดยมีสงครามชี้ขาดชัยชนะคือ การรบเอาชนะทางเรือต่อกองทัพเรือฝรั่งเศส-สเปนที่ ทราฟัลการ์ (Trafalgar) เมื่อปีค.ศ.1805 ทำให้บริเตนได้กลายเป็นมหาอำนาจแทบจะไม่มีคู่แข่งในศตวรรษที่ 19  คงมีแต่รัสเซียในเอเชียกลางเท่านั้น

            ยิ่งกว่านั้น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในบริเตน จึงทำให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมและสังคมเมืองเกิดขึ้นในบริเตนเป็นจำนวนมาก บริเตนจึงเห็นว่าจำเป็นต้องแสวงหาดินแดนใหม่เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรที่จะนำเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานและในขณะเดียวกันก็จะได้เป็นตลาดรองรับสินค้าจากโรงงานด้วย  ดังนั้น บริเตนจึงต้องขยายดินแดนไปยังดินแดนส่วนอื่น ๆ ของโลก ไม่ว่าอัฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

            ยุคของจักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตนอยู่ในช่วงปีค.ศ.1815-1914

                ด้วยการมีชัยชนะเหนือสงครามนโปเลียนแห่งฝรั่งเศสเมื่อปีค.ศ.1815 ทำให้บริเตนไม่มีคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เป็นมหาอำนาจทางทะเล จึงทำให้บริเตนได้รับบทบาทเป็นตำรวจโลก (The role of global policeman)

                ในช่วงปีค.ศ.1815-1914  นับเป็นยุคของจักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตน (British Imperial’s Century) กล่าวคือ เมื่อปีค.ศ.1913 จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตนมีประชากรรวมกันราว 412 ล้านคน คิดเป็นราวร้อยละ 23 ของยอดประชากรทั้งโลก 

            ส่วนในดินแดนที่อยู่ในความครอบครองเมื่อปีค.ศ.1920 มีอยู่จำนวน 13,700,000 ตารางไมล์ หรือ 35,500,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 24 ของพื้นแผ่นดินโลก

            การที่จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตนมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชากรทั่วโลกเกือบ 1 ใน 4 ของจำนวนดินแดนและประชากรของทั้งโลกในยุคนั้น  จึงมีคำกล่าวว่า “เป็นจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่มีวันตกดิน” (The empire on which the sun never sets.)

            ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั่วโลกได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรม ภาษา กฎหมาย และการเมืองไปจากบริเตนตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

            เมื่อได้เล่ามาถึงตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าน่าจะได้คุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณอมรินทร์สักหน่อยเพื่อความชัดเจนและการผ่อนคลาย

          “คุณอมรินทร์คิดว่า จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตนนี้มีประวัติยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากน้อยเพียงใด ” ผมเปิดประเด็นชวนคุย

            “ในความเห็นของผม ศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตน อยู่ที่สหราชอาณาจักร ซึ่งมีกรุงลอนดอนเป็นเมืองหลวง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศไทย ถือว่ามีขนาดพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของไทย กล่าวคือ สหราชอาณาจักรมีขนาดพื้นที่เพียง 244,820 ตารางกิโลเมตร  ขณะที่ไทยเรามีพื้นที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร  ส่วนจำนวนประชากรของสหราชอาณาจักรมีราว 66 ล้านคน ไทยมีประชากรราว 66 ล้านคนเช่นกัน  ทั้งนี้ตามประกาศสำนักงานทะเบียนกลาง กรมการปกครองเมื่อสิ้นปีพ.ศ.2561

            ฉะนั้น ถ้าพิจารณาตามข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าจักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตนมีศักยภาพเกินตัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะด้วยพื้นฐานของประเทศที่มีขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรเพียงแค่นั้น แต่ในยุคหนึ่งก็เคยครองโลกมาแล้ว โดยมีพื้นที่และประชากรของจักรวรรดิมากเกือบเป็น 1 ใน 4 ของโลก นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ” คุณอมรินทร์แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา

            “ ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปีค.ศ.1815-1914 นับเป็นช่วงเวลารุ่งเรืองสูงสุดของจักรวรรดินี้ ” ผมแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

            “ คราวนี้ผมว่า เราลองมาคุยกันเกี่ยวกับสยามประเทศในยุครัชสมัยของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สักนิดหนึ่งว่า เป็นเพราะเหตุใดสยามประเทศของเราจึงเอาตัวรอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษ หรือบริเตนอันเกรียงไกรได้ ในขณะประเทศเพื่อนบ้านของเราล้วนแล้วแต่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตกด้วยกันทั้งนั้น ” ผมลองแหย่คุณอมรินทร์ให้แสดงภูมิออกมา

            “ ในความเห็นของผมนะ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ทั้งสองพระองค์ทรงรู้ดีว่า การคิดจะไปสู้รบกับมหาอำนาจอังกฤษ หรือฝรั่งเศสในยุคนั้น สยามประเทศคงไม่มีทางสู้ได้ ทั้งนี้ เพราะเขามีอาวุธยุทโธปรณ์ทันสมัยเหนือกว่าเรามาก อีกอย่างเขามีประสบการณ์ในการทำสงครามสมัยใหม่ข้ามน้ำข้ามทะเลและชนะมาแล้วหลายประเทศ หากเรามีแต่ความกล้า แต่ขาดความเฉลียวฉลาด ไม่รู้จักประเมินตนเองและสถานการณ์ให้ถูกต้องกับความเป็นจริง เราก็จะเสียท่าเขาเหมือนอย่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของเราที่เคยพลาดพลั้งมาแล้ว

            ดังนั้น ทั้งสองพระองค์จึงทรงเห็นว่า หนทางรอดมีอยู่ทางเดียวคือจะต้องปฏิรูปสยามประเทศให้เป็นประเทศสมัยใหม่ให้ทัดเทียมอารยประเทศ เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจยอมรับนับถือเราว่าไม่ใช่เมืองป่าเมืองเถื่อน แต่เป็นประเทศทันสมัยเช่นเดียวกัน ” คุณอมรินทร์แสดงความเห็นและความรู้สึกด้วยความซาบซึ้งในสายพระเนตรอันยาวไกลและพระปรีชาสามารถอันสูงส่งยิ่งของทั้งสองพระองค์

            “ คุณอมรินทร์แสดงความเห็นได้ถูกต้องและชัดเจนดีมาก แสดงว่า ทั้งสองพระองค์ใช้หลักพิชัยสงครามที่ว่า ในการรบต้องรู้เราและรู้เขา มิใช่รู้แต่เราแต่ไม่รู้เขาเหมือนอย่างหลาย ๆ ประเทศที่ได้ตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกไปก่อนแล้ว หากทั้งสองพระองค์ไม่ยึดถือตามหลักพิชัยสงครามดังกล่าว สยามประเทศคงไม่แคล้วตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตกเป็นแน่แท้ ” ผมเสริมด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับคุณอมรินทร์

            “ ผมขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมสักนิดหนึ่งว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเราทรงประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่  27  เมษายน พ.ศ.2127  ณ เมืองแครง จากการที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่ามาเป็นระยะเวลา 15 ปี พระองค์ก็ต้องใช้ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมาก เพราะในเวลานั้นกำลังไพร่พลที่จะไปสู้รบกับพม่ามีน้อยมาก นอกจากนี้ยังขาดขวัญและกำลังใจในการที่จะไปต่อสู้เอาชัยชนะข้าศึก เรียกว่ากลัวพม่าจนหัวหด แต่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และการทรงมีภาวะนำสูงยิ่งของพระองค์  จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาสามารถประกาศเอกราชได้อีกครั้งหนึ่งและรบชนะในสงครามหลังจากนั้นอีกหลายครั้ง

            ผมคิดว่า ในยามนั้น หากสยามประเทศไม่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในการรบหรือการทำสงครามสูงยิ่งอย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เราอาจจะต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าต่อไปอีกหลายปีก็ได้นะ ” คุณอมรินทร์กล่าวตอกย้ำด้วยความมั่นใจ

            “ ผมเห็นด้วย  เพราะถ้าฝ่ายเราเสียเปรียบศัตรูมาก เช่น มีกำลังน้อยกว่าหลายเท่า ขาดขวัญและกำลังในการต่อสู้ และขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ผู้ที่เป็นผู้นำต้องอาศัยความมีภาวะที่สูงยิ่งในการนำทัพไปสู้รบกับศัตรู เฉกเช่นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

            ผมคิดว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเรา พระองค์ท่านเป็นต้นแบบของยุทธวิธีสงครามด้วยการใช้กำลังพลน้อยเอาชนะกำลังพลมาก ” ผมแสดงความเห็นเสริมด้วยความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเช่นเดียวกัน

            การที่จักรวรรดิอังกฤษหรือ บริเตนมีความเข้มแข็งและยิ่งใหญ่เกรียงไกร จนได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา หากอาณานิคมทั้ง 13 แห่งของอเมริกาไม่มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ในการจะประกาศอิสรภาพ ไม่มีความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยว ตลอดจนไม่มีผู้นำที่เก่งกล้าสามารถ ย่อมไม่มีทางที่จะรบเอาชนะบริเตนได้เลย

4.สงครามปฎิวัติอเมริกา(American Revolutionary War)และการประกาศอิสรภาพของอเมริกา(United States Declaration of Independence)

                (นำออกเผยแพร่ประจำวันจันทร์ที่  23  กันยายน  2562)

                สงครามปฏิวัติอเมริกา เป็นสงครามระหว่างอาณานิคม 13 แห่งกับจักรวรรดิอังกฤษ      หรือ บริเตนใหญ่* ซึ่งในเวลานั้นนับเป็นจักรวรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก โดยอาณานิคม 13 แห่งได้ประกาศอิสรภาพไม่ยอมขึ้นต่อจักรวรรดิอังกฤษอีกต่อไปเมื่อวันที่  4 กรกฎาคม ค.ศ.1776  และหลังจากนั้นได้กลาย เป็นสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานร่วม 9 ปี

          *ในช่วงเวลาดังกล่าว  แคว้นไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ยังไม่ได้รวมเช้ากับบริเตนใหญ่ แต่ได้รวมเข้ากับบริเตนใหญ่เป็นสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เมื่อปีค.ศ.1801 ตามพระราชบัญญัติ Act of Union 1801 (Scott Michael Rank, Northern Ireland  Timeline, http://www.historynet.com)

          ในหัวข้อนี้ ผมจะเล่าให้ฟังว่า สงครามปฏิวัติอเมริกา เพื่อปลดแอกให้อาณานิคมทั้ง ๑๓ แห่ง เป็นอิสระจากการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษเกิดขึ้นได้อย่างไร จุดกำเนิดสงคราม

            ในช่วงหลังปีค.ศ.1750 อาณานิคมทั้ง 13 แห่งได้เริ่มรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในการติดต่อกับจักรวรรดิอังกฤษ (จักรวรรดิบริเตนใหญ่) แทนที่ต่างคนต่างจะติดต่อโดยตรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังสงครามเจ็ดปีระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้ชาวอาณานิคมเริ่มคิดว่า พวกเขาไม่ได้รับสิทธิของการเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด (Rights as freeborn Englishman) หมายความว่า พวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากรัฐบาลอังกฤษ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลอังกฤษกำหนดให้พวกเขาต้องจ่ายภาษีตัวใหม่เป็นค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม  ชาวอาณานิคมเห็นว่า ในเมื่อพวกเขาไม่ได้มีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งตัวแทนไปนั่งในรัฐสภาอังกฤษ ก็ไม่สมควรจะต้องให้พวกเขาต้องจ่ายภาษี อย่างที่มีคำกล่าวของชาวอาณานิคมว่า   “ No taxation without representation”

            สงครามนี้เกิดจากการต่อต้านการเก็บภาษีบางชนิดและพระราชบัญญัติซึ่งชาวอาณานิคมจำนวนมากซึ่งเรียกตัวเองว่า คณะผู้รักชาติ (Patriot) เห็นว่าไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงได้ทำการประท้วง และวันที่  16  ธันวาคม  ค.ศ.1773 พวกเขาได้ทำลายการขนส่งสินค้าชาในท่าเรือบอสตัน  รัฐบาลอังกฤษจึงตอบโต้ด้วยการปิดท่าเรือบอสตัน (วิกิพีเดีย, สงครามปฏิวัติอเมริกา)

            สงครามได้เริ่มต้นในเดือนเมษายน ค.ศ.1775 ด้วยการที่ทหารบริเตนซึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดง และกองกำลังของชาวอาณานิคม ได้ยิงปืนใส่กันที่เล็กซิงตัน (Lexinton) และคอนคอร์ด (Concord)   ในแมสซาจูเซตส์  เสียงปืนที่ดังขึ้นนี้ เรียกชื่อว่า “เสียงปืนที่ได้ยินไปทั่วโลก” ( The shot heard round the world)

            สภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปได้แต่งตั้งจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) เป็นผู้บัญชาการทหารในการสู้รบกับบริเตนใหญ่

การประกาศอิสรภาพของอเมริกา (United States Declaration of Independence)

            ในการต่อสู้กับบริเตนใหญ่  ฝ่ายอาณานิคม 13 แห่งได้รวมตัวกันเป็นสภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีป (Continental Congress)  โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างประกาศอิสรภาพขึ้นมาจำนวน 5 คน และคณะกรรมการได้มอบหมายให้โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) เป็นผู้ยกร่างประกาศอิสรภาพ เพื่อนำเสนอสภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปอนุมัติ   โดยสภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปได้อนุมัติคำประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่  4  กรกฎาคม ค.ศ.1776 อันเป็นผลทำให้อาณานิคมทั้ง 13 แห่งเป็นอิสระจากบริเตนใหญ่ในวันดังกล่าว และวันนี้จึงกลายเป็นวันชาติอเมริกา (Wikipedia, United States Declaration of Independence)

            หลังจากนั้น สงครามได้ต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานออกไปจนกระทั่งปีค.ศ.1783 จึงได้สงบศึกด้วยการทำสนธิสัญญากรุงปารีส  และบริเตนใหญ่ยอมรับรองเอกราชของสหรัฐอเมริกา

            สาระสำคัญในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา

                 โทมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา ได้นำแนวคิดของจอห์น ล็อค (John Locke) นักคิดชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในยุคนั้นมาเป็นหลัก  ได้แก่

            “ ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน (All men are created equal. )”   

            “รัฐบาลเป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจด้วยความยินยอมจากประชาชน                                                                                                                  

            (Governments derive their just powers from the consent of the governed)”

            “ ประชาชนย่อมมีสิทธิเปลี่ยนแปลงหรือโค่นล้มรัฐบาลที่ชั่วร้ายหรือทรราช

            (It is the right of the people to alter or abolish a tyrannical government.)

            จะเห็นได้ว่า เนื้อหาของคำประกาศอิสรภาพเป็นเรื่องของการปฏิวัติมากกว่าการวางโครงร่างหรือรูปแบบของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นใหม่  เพราะเนื้อหาของคำประกาศดังกล่าวมีแนวคิดในเรื่องของเสรีภาพ  ความเท่าเทียม  สิทธิของปัจเจกชน  การปกครองตนเอง และอำนาจตามกฎหมาย (liberty, equality, individual rights, self-government and lawful powers)  ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานในการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกาในเวลาอีก 11 ปีต่อมา (Thomas E. Patterson, We the People, 12th ed.,2015, p.30)

            เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผมได้สอบถามความคิดเห็นคุณอมรินทร์เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

            “ คุณอมรินทร์คิดว่า การที่ฝ่ายอาณานิคม 13 แห่ง กล้าประกาศอิสรภาพและสู้รบกับกองทัพบริเตนใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นถือว่า เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ถือว่า เป็นความกล้าบ้าบิ่นไหม ”

            คุณอมรินทร์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า

            “ หากเราพิจารณาเพียงผิวเผินก็น่าจะเป็นเช่นนั้น  แต่ถ้าเราทราบเบื้องหลังแล้ว  ก็จะเข้าใจ เพราะเบื้องหลังของสงคราม อาณานิคม 13 แห่งมิได้สู้รบกับกองทัพบริเตนใหญ่เพียงลำพัง แต่ชาวอาณานิคมได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธและเงินทองจำนวนมากรวมทั้งกองกำลังทหารส่วนหนึ่งจากฝรั่งเศสและสเปน ”

            ผมอดซักต่อไม่ได้ว่า

            “ ทำไมฝรั่งเศสและสเปนจึงต้องช่วยอาณานิคม 13 แห่งสู้รบกับบริเตนใหญ่”

            “ อ๋อ ก็เนื่องจากโดยพื้นฐานทั้งฝรั่งเศสและสเปนเป็นศัตรูกับอังกฤษหรือ บริเตนใหญ่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสงครามเจ็ดปีช่วงค.ศ.1756-1763 ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายปราชัยต่อบริเตนใหญ่  จึงทำให้ฝรั่งเศสโกรธแค้นมาก”

คำประกาศอิสรภาพของอเมริกาซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์จากสภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปเมื่อวันที่  4 กรกฎาคม  ค.ศ.1776  มีตัวแทนอาณานิคมจำนวน  13 แห่ง ๆ ละ 3-4 คน ลงชื่อรับรองไว้เป็นหลักฐาน โดยมีรายชื่ออาณานิคมทั้ง 13 แห่งดังนี้

New Hampshire, Connecticut, Massachusetts, New York,

Pennsylvania, Rhode Island, New Jersey, Delaware, Virginia, South Carolina, North Carolina, Maryland and Georgia

ผลของสงครามปฏิวัติอเมริการะหว่างวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1775  จนถึงวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1783 รวมระยเวลา 8 ปี 4 เดือน และ 15วันได้สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างมาก สรุปได้ดังนี้ (Wikipedia, American Revolutionary War)

ฝ่ายอเมริกาภายใต้การบัญชาการรบของจอร์จ  วอชิงตัน (George Washington) และพันธมิตร(ฝรั่งเสศ สเปน และเนเธอร์แลนด์)  ทหารเสียชีวิตประมาณ 37,000- 82,500นาย

ฝ่ายบริเตนใหญ่ภายใต้การบัญชาการรบของพระเจ้าจอร์จที่ 3 (King George III)และพันธมิตรคือเยอรมันมีทหารเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 87,200นาย

สงครามได้จบสิ้นลงด้วยการทำสนธิสัญญาสงบศึก ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 3 กันยายน 1783  โดยบริเตนใหญ่ยอมรับเอกราชของอเมริกา

(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันจันทร์ที่ 30  กันยายน  2562)

๓.อาณานิคม ๑๓ แห่งผู้ให้กำเนิดอเมริกา

(เผยแพร่ประจำวันจันท์ที่  ๑๖  กันยายน  ๒๕๖๒    )

The Thirteen Colonies (shown in red) in 1775
อาณานิคม 13 แห่ง ผู้ให้กำเนิดอเมริกา
(ส่วนที่เป็นสีแดง) (Wikipedia, Thirteen Colonies, 15 th October 2019)

                ภายหลังสงครามเจ็ดปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสเพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนอาณานิคม ระหว่างปีค.ศ.๑๗๕๖-๑๗๖๓  อังกฤษเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ดินแดนอาณานิคมแถบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทั้งหมดจำนวน ๑๓ แห่ง กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

                ผมได้เล่าให้ฟังในหัวข้อที่ ๒ แล้วว่า หลังจากโคลัมบัสได้สำรวจพบโลกใหม่หรือที่เรียกชื่อว่าอเมริกาเมื่อช่วงศตวรรษที่ ๑๕ หรือปีค.ศ.๑๔๙๒ ผู้คนจากยุโรปได้หลั่งไหลเดินทางไปตั้งถิ่นฐานเพื่อแสวงหาโชคลาภและความมั่งคั่งเป็นจำนวนมากจนกระทั่งช่วงศตวรรษที่ ๑๘ ดินแดนโลกใหม่อันกว้างใหญ่ไพศาลได้กลายเป็นดินแดนอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปหลายประเทศ

            มหาอำนาจดังกล่าวได้แก่ สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส รวมทั้ง เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน และสวีเดน  ตามวิกีพีเดีย (Wikipedia, History of the United States) ได้กล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานเป็นดินแดนอาณานิคมในอเมริกา สรุปได้ดังนี้

            อังกฤษ ชาวอังกฤษได้พยายามตั้งถิ่นฐานที่เราโนค ไอส์แลนด์ (Roanoke Island) เมื่อปีค.ศ.๑๕๘๕ แต่ตั้งอยู่ได้ไม่นาน จนกระทั่งปีค.ศ.๑๖๐๗ ชาวอังกฤษจึงสามารถตั้งถิ่นฐานได้อย่างมั่นคงที่เมืองเจมส์ทาวน์ เวอร์จิเนีย (Jamestown, Virginia) นำโดย จอห์น สมิธ (John Smith) และจอห์น  โรลฟ์ (John Rolfe)  เพื่อเสี่ยงโชคในการขุดทองและการผจญภัย  ผู้คนในเวอร์จิเนียได้ล้มตายลงเพราะโรคภัยไข้เจ็บและความอดอยากเป็นจำนวนมาก แต่การตั้งอาณานิคมในเวอร์จิเนียก็ยังสามารถตั้งอยู่ได้นานเพราะเป็นดินแดนที่มีรายได้จากการปลูกยาสูบ

            เมื่อปีค.ศ.๑๖๒๑ ชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งเรียกว่า พวกนิกายพิลกริม (Pilgrimes) ได้ตั้งถิ่นฐานที่พลายเมาท์ แมสซาจูเสตซ์ (Plymouth, Massachusetts)  และเมื่อปีค.ศ.๑๖๓๐ มีพวกนิกายเพียวริแตน (Puritans) ซึ่งมีจำนวนมากกว่า พวกนิกายพิลกริมได้ไปตั้งถิ่นฐานที่อ่าวแมสซาจูเสตส์

            พวกนิกายพิลกริมและพวกนิกายเพียวริแตน ไม่ได้สนใจในเรื่องของการแสวงหาทอง แต่สนใจในเรื่องของการทำสังคมให้ดีขึ้น 

            เมื่อปีค.ศ.๑๖๓๐ โรเจอร์ วิลเลียมส์ (Roger Williams) ซึ่งมีความขัดแย้งกับพวกนิกายเพียวริแตน ได้ยกพวกไปตั้งอาณานิคมชื่อโรดไอส์แลนด์ (Rode Island)

            สเปน ในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ สเปนได้ตั้งอาณานิคมที่ เซนต์ ออกกัสติน ฟลอริดา  (Augustine, Florida)  

            ฝรั่งเศสตั้งอาณานิคมที่หลุยส์เซียนา (Louisiana) และบริเวณทะเลสาบทั้งห้า ( The Great Lakes)  เนเธอร์แลนด์ตั้งอาณานิคมที่นิวยอร์ค โดยเรียกชื่อว่า นิวเนเธอร์แลนด์ (New Netherland)

            นอกจากนี้ ยังมีชาวสกอตแลนด์ ชาวไอริช ชาวเยอรมัน และชาวสวีเดน ได้เข้าไปตั้งอาณานิคมในดินแดนส่วนที่เหลือ

            สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน (The French and Indian War) ระหว่างปีค.ศ.๑๗๕๖-๑๗๖๓  เป็นสงครามระหว่างอังกฤษฝ่ายหนึ่ง กับฝรั่งเศสและอินเดียนแดงอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือดินแดนอาณานิคม ผลปรากฏว่า อังกฤษชนะ หลังจากชัยชนะดังกล่าว ทำให้ฝรั่งเศสต้องถอยออกจากดินแดนด้านตะวันตก อังกฤษได้มีประกาศมิให้ชาวอาณานิคมรุกเข้าไปอยู่อาศัยทางด้านตะวันตกของเทือกเขา อัพพาเลเชียน (Appalachian Mountains)

            ดังนั้น จึงทำให้อังกฤษมีอาณานิคมด้านชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกด้านเหนือในเวลานั้นจำนวน ๑๓ แห่งด้วยกัน คือ

            นิว แฮมเชียร์(New Hampshire)

            แมสซาจูเสตส์(Massachusetts)

            คอนเนคติกัต(Connecticut)

โรด ไอส์แลนด์(Rhode Island)

นิว ยอร์ค (New York)

นิว เจอร์ซี(New Jersey)

เพนซิลวาเนีย(Pennsylvania)

เดลาแวร์(Delaware)

แมรีแลนด์(Maryland)

เวอร์จิเนีย(Virginia)

นอร์ธ คาโรไลนา(North Carolina)

เซาธ์ คาโรดไลนา(South Carolina) และ

จอร์เจีย(Georgia)

            ในช่วงเวลา ๑๕๐ ปี ระหว่างปีค.ศ.๑๖๒๕-๑๗๗๕ ประชากรของอาณานิคมได้เติบโตจากจำนวน ๒,๐๐๐ คน ขึ้นเป็นจำนวน ๒.๔ ล้านคน เข้าแทนที่พวกคนอินเดียนพื้นเมือง

            ชาวอาณานิคมมีความต้องการปกครองตนเองและมีการปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง  และต่อต้านความต้องการของอังกฤษที่ต้องการควบคุมพวกเขามากขึ้น

            ช่วงสงครามฝรั่งเศสและอินเดียน ได้ทำให้เกิดความตรึงเครียดระหว่างอาณานิคมทั้ง ๑๓ แห่ง และอังกฤษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังปี ๑๗๕๐

            เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้แล้ว ผมอดถามคุณอมรินทร์ไม่ได้ว่า

            “ ในความเห็นของคุณอมรินทร์ คิดว่า อาณานิคมของอังกฤษทั้ง ๑๓ แห่ง มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์อเมริกามากน้อยเพียงใด”

            คุณอมรินทร์ตอบโดยไม่ชักช้าว่า

            “ ผมคิดว่า หากไม่มีอาณานิคมทั้ง ๑๓ แห่งดังกล่าว  ก็คงไม่มีผู้ใดมีความกล้าแข็งพอจะลุกขึ้นสู้จักรวรรดิอังกฤษอันแข็งแกร่งได้  นั่นคือ ประเทศอเมริกาอาจจะยังไม่เกิดขึ้นไปปีค.ศ.๑๗๗๖ แต่อาจจะเกิดล่าช้าออกไปอีกหลายปี ”

            “ ผมเห็นด้วยกับคุณอมรินทร์นะ เพราะเวลานั้นถือได้ว่า จักรวรรดิอังกฤษยิ่งใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพเรือของอังกฤษในยุคนั้นไม่มีชาติใดทัดเทียมได้ ” ผมกล่าวเสริมคุณอมรินทร์ด้วยความจริงใจ

            คุณอมรินทร์กล่าวทิ้งท้ายอีกทีว่า

            “ในยุคนั้น การต่อสู้ก็มีเพียงการต่อสู้ทางเรือ และการต่อสู้ทางบก ส่วนการต่อสู้ทางอากาศยังไม่มี  เพราะยุคนั้นยังไม่มีเครื่องบิน ”

            หลังการค้นพบโลกใหม่หรืออเมริกาโดยนักสำรวจชาวอิตาลีที่รับจ้างกษัตริย์สเปน คือโคลัมบัส เมื่อปีค.ศ.๑๔๙๒  แผ่นดินอเมริกาได้กลายเป็นอาณานิคมของชาติยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน

              ผลของสงครามเจ็ดปีระหว่างฝรั่งเศสและอินเดียนฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายหนึ่งคืออังกฤษในช่วงปีค.ศ.๑๗๕๖-๑๗๖๓  โดยอังกฤษเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ดินแดนอาณานิคมที่อยู่แถบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกด้านเหนือตกเป็นของอังกฤษ  รวมเป็นอาณานิคม ๑๓ แห่ง 

            อาณานิคมทั้ง ๑๓ แห่ง ได้รวมกันต่อต้านการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษในเวลาต่อมา

(โปรดคอยติดตามตอนต่อไปในวันจันทร์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๒

๒.ก่อนจะเกิดเป็นอเมริกา

(นำออกเผยแพร่ประจำวันจันทร์ที่ ๙  กันยายน  ๒๕๖๒   )

            ดินแดนที่เป็นประเทศอเมริกาในทุกวันนี้ เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของคนพื้นเมืองมาก่อนเป็นเวลาหลายพันปี  ตราบจนกระทั่งนักสำรวจชาวอิตาลีที่รับจ้างกษัตริย์สเปนได้เดินทางไปสำรวจพบดินแดนที่เรียกว่า โลกใหม่หรืออเมริกาเมื่อปีค.ศ.๑๔๙๒  ชาวยุโรปจึงได้หลั่งไหลอพยพไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนโลกใหม่  จนกระทั่งทำให้เกิดเป็นประเทศอเมริกาในเวลาต่อมา

          ดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้  เดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของคนพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนเป็นเวลาหลายพันปี  ต่อมาชาวยุโรปจึงได้มีการสำรวจจนได้พบดินแดนที่เรียกว่า โลกใหม่ และได้ค่อย ๆ อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่เพื่อเสี่ยงโชคและแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวย

            ในหัวข้อนี้ ผมจะเล่าให้ท่านฟังว่า

  • ทำไมจึงเรียกว่าโลกใหม่ และทำไมจึงเรียกว่าอเมริกา
  • ใครเป็นคนแรกทีค้นพบโลกใหม่
  • คนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เดิมมาก่อน
  • ข้อตกลงระหว่างสเปนและปอร์ตุเกส

ทำไมจึงเรียกว่าโลกใหม่  และทำไมจึงเรียกว่า อเมริกา

             เดิมแผ่นดินที่เรียกว่า ทวีปอเมริกาในปัจจุบันนี้ เรียกกันว่า โลกใหม่ (New World)  โดยนักเดินเรือชาวอิตาลีชื่อ อเมริโก เวสปุชชี (Amerigo Vespucci,1454-1512) ผู้ซึ่งรับจ้างกษัตริย์สเปนเข้าไปสำรวจโลกใหม่ในช่วงปีค.ศ. ๑๔๙๙-๑๕๐๒ เป็นผู้ประกาศว่า แผ่นดินที่ตนเข้าไปสำรวจใหม่นี้ ไม่ใช่เอเชีย แต่เป็น โลกใหม่ (New World) และยังได้อ้างด้วยว่า ตนเคยเดินทางมาสำรวจแผ่นดินดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปีค.ศ. ๑๔๘๗

            ต่อมานักทำแผนที่ชาวเยอรมันชื่อ มาร์ติน วอลด์ซีมูลเลอร์ (Martin Waldseemuller) ได้เขียนแผนที่แผนดินใหม่ขึ้นพร้อมกับตั้งชื่อแผ่นดินใหม่ว่า ทวีปอเมริกา เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติแก่             อเมริโก  เวสปุชชี    ( อนันตชัย จินดาวัฒน์ , ๒๕๕๖, ๒๑-๒๕)

 ใครเป็นคนแรกที่ค้นพบโลกใหม่

          แม้จะเรียกชื่อแผ่นดินโลกใหม่ว่า ทวีปอเมริกา  ตามชื่ออเมริโก เวสปุชชี  แต่ผู้ได้รับการยอมรับว่า เป็นบุคคลแรกที่สำรวจพบโลกใหม่ที่แท้จริงคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Cristopher Columbus)  

            คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส (อนันตชัย, ๓๕-๔๐) นักเดินเรือชาวอิตาลีจากเมืองเจนัว ได้รับจ้างกษัตริย์สเปน คือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ ๕ และพระนางอิซาเบลลา พระราชินี เพื่อสำรวจเส้นทางไปสู่เอเชีย แต่ไม่ต้องการเดินทางไปทางทิศตะวันออก เพราะไม่อยากจะซ้ำรอยกับนักสำรวจของโปรตุเกสได้เดินทางไปก่อนแล้ว  จึงเดินทางไปทางทิศตะวันตกด้วยความเชื่อว่าโลกกลม แม้จะเดินทางไปทางทิศตะวันตกในที่สุดก็จะทำให้เดินทางถึงเอเชียได้เช่นกัน

            เขาออกเดินทางเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๒ ใช้เวลา ๓ เดือนในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จนได้พบหมู่เกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเข้าใจว่า  เป็นส่วนหนึ่งของฝั่งตะวันตกของอินเดีย จึงเรียกดินแดนที่พบว่า หมู่เกาะอินเดียตะวันตก* และเรียกคนพื้นเมืองที่มีผิวสีน้ำตาลแดงว่า อินเดียน  เขาได้ประกาศและยึดเอาดินแดนนั้นเพื่อถวายแด่พระราชินีอิซาเบลลา หลังจากนั้น เขาได้เดินกลับสเปนถวายรายงานต่อกษัตริย์สเปนและพระราชินีว่า ตนได้พบหมู่เกาะอินดีสแล้ว และได้เดินทางกลับไปยังดินแดนดังกล่าวอีกสามครั้งเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๓,๑๔๙๘ และ ๑๕๐๒    

                *ตามวิกิพีเดีย(Wikipedia, West Indies) คำว่า อินดีสตะวันตก  หมายถึงบริเวณในทะเลแคริบเบียน (Caribbean) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Ocean) โดยมีหมู่เกาะที่สำคัญได้แก่ หมู่เกาะแอนติลลิสใหญ่ (Greater Antillis) หมู่เกาะแอนติลลิสน้อย (Lesser Antillis) และหมู่เกาะลูคายัน (Lucayan)

        โคลัมบัสนับเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางมาถึงหมู่เกาะดังกล่าวเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๒  นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เขาได้เหยียบย่างก้าวแรกลงบนหมู่เกาะบาฮามาส  หลังจากนั้น คนยุโรปจึงนิยมเรียกหมู่เกาะดังกล่าวว่า  อินดีสตะวันตก เพื่อให้แตกต่างกับคำว่า อินดีสตะวันออก ซึ่งอยู่ในบริเวณเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

            ดินแดนที่โคลัมบัสได้พบนั้น แท้ที่จริงยังไม่ใช่ดินแดนโลกใหม่โดยตรง แต่เป็นหมู่เกาะที่อยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่ของโลกใหม่ คือ หมู่เกาะบาฮามาส หมู่เกาะแอนติเลส (Antilles) และคิวบา (Cuba) ซึ่งอยู่ในทะเลแคริบเบียน (Caribbean)

            ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน กษัตริย์อังกฤษ คือ พระเจ้าเฮนรีที่ ๗ ก็ได้จ้างสองพี่น้องตระกูล  คาบอท จากเมืองเจนัว อิตาลี ให้เดินเรือไปยังทวีปใหม่นี้เมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๗  ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับ วาสโกดา กามา แห่งโปรตุเกสกำลังเดินทางไปแหลมกู๊ดโฮปเพื่อพยายามเดินทางไปยังอินเดีย  ต่อมาเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๘  จอห์น คาบอท บุตรชายของเซบาสเตียน คาบอท ได้เป็นกัปตันในการเดินเรือไปยังอเมริกาเหนือในนามอังกฤษ และได้ยึดแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาเหนือมาเป็นของอังกฤษในเวลาต่อมา

*เพื่อให้เข้าใจชัดเจน ควรทราบความหมายของคำว่า หมู่เกาะอินดีสตะวันออกด้วย 

ตามวิกีพีเดีย (Wikipedia, East Indies)ได้อธิบายความหมายของคำว่า อินเดียตะวันออก (East Indies) หมายถึงหมู่เกาะทางตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียโดยเฉพาะหมู่เกาะมลายู ตลอดจนอินโดนีเซีย

 คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่มาก่อน

            ดินแดนที่เรียกว่า โลกใหม่หรือทวีปอเมริกา มิใช่เป็นดินแดนที่ไม่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่มาก่อน  แต่เป็นดินแดนที่มีคนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่มาก่อนนับเป็นเวลาหลายพันปี เรียกพวกนี้ว่า พวกอินเดียน รูปร่างหน้าตาคล้ายคนในเอเชียใต้ แถบอินเดีย อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ  กล่าวคือ มีผิวสีน้ำตาล ผมดำและเหยียดตรง โหนกแก้มสูง มีขนตามตัวเล็กน้อย จมูกงองุ้ม ดวงตาค่อนข้างกลมโต   สันนิษฐานว่า เป็นพวกที่ได้อพยพจากทวีปเอเชีย  ชาวยุโรปเมื่อแรกเห็นเข้าใจว่าคือชาวอินเดีย หรือบางทีก็เรียกว่า คนผิวแดง (Redman or Redskins) เพราะพวกนี้ชอบทาตัวด้วยสีแดง จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเดียแดง

            นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ชาวอินเดียนนี้น่าจะเป็นชนชาวเอเชียที่อพยพเข้าไปอยู่อเมริกาเป็นกลุ่มแรกในฐานะนักล่าสัตว์  โดยเข้ามาทางอเมริกาเหนือในยุคหินเก่าเมื่อประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ผ่านทางช่องแคบแบริง (Baring Strait) ซึ่งในยุคนั้นน่าจะเชื่อมทวีปอเมริกาและทวีปเอเชียเป็นแผ่นดินเดียวกัน (อนันตชัย, หน้า ๒๓)

            เราอาจแบ่งพวกอินเดียนที่อาศัยอยู่ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่สามารถสร้างอารยธรรมชั้นสูงได้ ดังนี้ (อนันตชัย, หน้า ๒๕-๓๐)

            ๓.๑เผ่ามายา (Maya)  เผ่านี้สร้างอารยธรรมของตนเองขึ้นแถบอเมริกากลาง

            ๓.๒ เผ่าแอชเท็ค (Aztec) มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเตโนชิติตลัน (Tenochitilan) ปัจจุบันคือเมืองเม็กซิโกซิตี  เป็นพวกที่เฉลียวฉลาดและชำนาญในการรบ

            ๓.๓ เผ่าอินคา (Inca)  มีเมืองหลวงคือ เมืองคัชโก ปัจจุบันอยู่ในเปรู

            ส่วนคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบอเมริกาเหนือมีอยู่หลายเผ่า แต่ที่สำคัญมีอยู่ ๕ กลุ่ม คือ           (อนันตชัย,๒๗-๓๐)

  • อินเดียนกลุ่มเขตป่าตะวันออก (Eastern Woodland Indians)
  • อินเดียนบริเวณที่ราบ (The Plain of Tribes)
  • อินเดียนตะวันตก (The Seed Gatherers or The California  Intermountain)
  • อินเดียตะวันตกเฉียงใต้ (The Southwest Indians)
  • อินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ (The Northwest Fisherman)

ข้อตกลงระหว่างสเปนและโปรตุเกส

           ในขณะนั้นมีสองประเทศที่ทำการแข่งขันกันสำรวจหาดินแดนใหม่คือ โปรตุเกส ได้ส่งบาร์โธโลมิว ไดแอซ (Bartholomew Dias)  นำเรือเดินทางไปถึงแหลมกู๊ดโฮปเมื่อปีค.ศ. ๑๔๘๘  และมีแนวโน้มว่าจะสามารถย้อนขึ้นไปยังอินเดียไม่ยาก  ส่วนสเปนก็ประสบความสำเร็จเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๒ ในการค้นพบโลกใหม่โดยการเดินเรือสำรวจของโคลัมบัส ทำให้ทั้งสองชาติเกิดความระแวงกันเพราะต่างก็จะอ้างสิทธิในดินแดนโพ้นทะเลว่าเป็นของตน  กษัตริย์ของทั้งสองประเทศจึงได้เจรจาทำความตกลงกันเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๔ เรียกสนธิสัญญานี้ว่า สัญญาทอร์ดิซิลลาส (Treaty of Tordicellas) โดยการกำหนดเขตอิทธิพลของสองประเทศในรูปของวงรอบตามแนวเส้นแวง (Circle of Longitude)  และให้สเปนได้สิทธิทางด้านตะวันตกของเส้นแบ่ง ส่วนโปรตุเกสได้สิทธิทางด้านตะวันออก ผลของสนธิสัญญาดังกล่าว ทำให้สเปนไม่ได้สิทธิเหนือดินแดนทั้งหมดที่โคลัมบัสเพิ่งค้นพบ โดยโปรตุเกสได้สิทธิเหนือดินแดนส่วนใหญ่ของบราซิล เพราะสเปนเข้าใจผิดคิดว่า ดินแดนที่โคลัมบัสเพิ่งค้นพบนั้นเป็นหมู่เกาะอินดีสตะวันออก ซึ่งตั้งอยู่นอกฝั่งของทวีปเอเชีย  ทั้ง ๆ ที่ความจริงคือ หมู่เกาะดังกล่าว คือ หมู่เกาะอินดีสตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปใหม่     (อนันตชัย,๓๖-๓๗)

            ผลของข้อตกลงดังกล่าว ทำให้สเปนได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกานับจากบริเวณประเทศเม็กซิโกลงไป ยกเว้นดินแดนส่วนใหญ่ของบราซิลที่ตกอยู่ในความครอบครองของปอร์ตุเกส

          เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้ ผมได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณอมรินทร์ว่า

          “ คุณอมรินทร์คิดว่า ทำไม โคลัมบัส จึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้คนพบโลกใหม่” ผมชวนคุณสุรินทร์แก้ง่วง

            คุณอมรินทร์รีบตอบผมอย่างไม่ชักช้า

            ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ค้นพบโลกใหม่หรือทวีปอเมริกาคือ คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส นักสำรวจชาวอิตาลี  ซึ่งเป็นผู้รับจ้างกษัตริย์สเปนในการเดินทางสำรวจทวีปเอเชียด้วยการเดินเรือไปทางทิศตะวันตก ไม่ต้องการเดินทางไปทางทิศตะวันออก เพราะเส้นทางทิศตะวันออกมีนักสำรวจที่รับจ้างกษัตริย์สปอร์ตุเกสได้เดินทางไปก่อนแล้ว  โดยเขาเชื่อว่า เมื่อโลกกลม แม้เดินทางไปทางตะวันตกก็สามารถเดินทางไปถึงทวีปเอเชียซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกได้ ”

            ผมซักต่อเพื่อความชัดเจนว่า

            “ โคลัมบัสได้ออกเดินทางไปสำรวจเมื่อใด และผลเป็นอย่างไร”

            คุณอมรินทร์กล่าวว่า

            “ เขาได้เดินเรือไปสำรวจเมื่อปีค.ศ. ๑๔๙๒ จนได้พบดินแดนที่เขาเรียกว่า หมู่เกาะอินดีสตะวันตก  แต่เขาเข้าใจว่า บริเวณดังกล่าวที่เขาค้นพบ คือ ชายฝั่งด้านตะวันตกของอินเดีย  และเขาได้กลับไปถวายรายงานกษัตริย์สเปนว่า เขาได้ค้นพบหมู่เกาะอินดีสตะวันตก

            ในเวลาต่อมา เรียกดินแดนทีโคลัมบัสไปสำรวจพบว่า โลกใหม่หรืออเมริกาตามชื่อของอเมริโก              เวสปุสชี ซึ่งเป็นนักสำรวจชาวอิตาลีอีกคนหนึ่ง ”

            คุณอมรินทร์กล่าวเสริมเพื่อความชัดเจนว่า

            “ ส่วนหมู่เกาะอินเดียตะวันออกนี้ แท้ที่จริง หมายถึงหมู่เกาะทางเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างหมู่เกาะมลายู หมู่เกาะอินโดนีเซีย ”

            ผมอดถามความเห็นสุดท้ายไม่ได้ว่า

            “ หากโคลัมบัสไม่ได้เดินทางไปสำรวจในครั้งนั้น ประเทศอเมริกาจะเกิดขึ้นไหม ”

            คุณอมรินทร์ตอบตบท้ายว่า

            “ ผมคิดว่า หากโคลัมบัสไม่ได้ออกเดินทางไปสำรวจจนได้พบดินแดนที่เรียกว่า โลกใหม่หรืออเมริกา ก็อาจจะมีนักสำรวจรุ่นหลัง เดินทางไปสำรวจพบจนได้แหละ เพียงแต่ระยะเวลาอาจจะล่าช้าออกไป ”

การค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัสที่เรียกว่า อเมริกา เมื่อปีค.ศ.๑๔๙๒ นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะแท้ที่จริงแล้ว โคลัมบัสต้องการจะสำรวจเส้นทางไปสู่อินเดีย แต่แทนที่จะเลือกเดินทางไปทางทิศตะวันออก กลับเลือกเดินทางไปทางทิศตะวันตก  เพราะเชื่อว่าโลกกลม เมื่อเดินทางไปทางด้านทิศตะวันตก อย่างไรเสียก็จะสามารถเดินทางไปถึงอินเดียได้อยู่ดี

ดังนั้น เมื่อเดินทางไปพบหมู่เกาะแห่งหนึ่ง นอกจากฝั่งทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติก เขาเข้าใจว่า เป็นด้านทิศตะวันตกของอินเดีย จึงเรียกหมู่เกาะเหล่านั้นว่า หมู่เกาะอินเดียตะวันตก

หลังจากการค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัสในครั้งนั้น เป็นเหตุทำให้ผู้คนจากยุโรปมุ่งหน้าเดินทางไปแสวงโชคความมั่งคั่งร่ำรวยบนแผ่นดินโลกใหม่เป็นจำนวนมาก  จนทำให้เกิดชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นดินแดนอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในยุโรปหลายประเทศในเวลาต่อมา

*(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันจันทร์ที่  ๑๖  กันยายน  ๒๕๖๒)

อารัมภบท

เล่าเรื่อง                             รัฐธรรมนูญอเมริกา

ดร.ชาตรี  ดิเรกศรี

(นำออกเผยแพร่เป็นตอน ๆ ทางบล็อก https://drchar.home.blog )  

            อารัมภบท (นำออกเผยแพร่เมื่อวันที่  ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๖๒  )

            ก่อนจะเล่าเรื่องรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา  ผมขอเล่าก่อนว่า เพราะเหตุใดผมจึงมีโอกาสศึกษาทางออนไลน์เกี่ยวกับการเมืองการปกครองและรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา  โดยได้ศึกษากับศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) มหาวิทยาลัยเยล(Yale University)  มหาวิททยาลัยเพนซิลวาเนีย (Pennsylvania University) และมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน(Princeton University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

            เรื่องนี้ผมต้องยกความดีให้คุณสุรินทร์  สรงสระแก้ว 

            คุณสุรินทร์ เป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันการศึกษากับผมจำนวน ๓ แห่ง คือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พญาไท) โดยคุณสุรินทร์ เรียนสายศิลปะ ภาษา  ส่วนผมเรียนสายวิทยาศาสตร์  คุณสุรินทร์ เป็นรุ่นน้องของผมปีหนึ่ง

            ผมได้เข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาการปกครอง ในขณะคุณสุรินทร์ ได้เข้าเรียนภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปีถัดมา  ต่อจากนั้น ผมได้สอบแข่งขันเข้ารับราชการในกรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย  และได้ลาเรียนศึกษาต่อปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือ NIDA

            ส่วนคุณสุรินทร์ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า ด้านการทูตแล้ว  ได้เลือกสอบเข้ารับราชการกรมการปกครองเช่นเดียวกับผม เพียงแต่เป็นการสอบเข้ารับราชการคนละรุ่น  หลังจากนั้น คุณสุรินทร์ก็ได้สอบเข้าเรียน NIDA เช่นเดียวกับผม เพียงแต่สอบเข้าเรียนรุ่นหลังผม

            เป็นอันว่า คุณสุรินทร์ เป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกับผมเป็นจำนวน  ๓  แห่งด้วยกัน  แต่คุณสุรินทร์กลับกลายเป็นรุ่นพี่ผมในการศึกษาทางออนไลน์ กล่าวคือ  มีวันหนึ่งหลังจากได้เกษียณอายุราชการแล้ว คุณสุรินทร์ ได้เล่าให้ผมฟังว่า ตัวเขาได้ใช้เวลาว่างเรียนหลักสูตรออนไลน์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างเช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด เป็นต้น และได้รับใบประกาศนียบัตรมาแล้วร่วม  ๒๐ ใบ  ทำให้ผมเกิดความสนใจอยากจะสมัครเรียนขึ้นมาทันทีทันใด

            ผมได้เริ่มต้นด้วยการเลือกเรียนวิชา American Government, Harvard University บรรยายโดย ศาสตราจารย์ โทมัส อี. แพตเตอร์สัน (Thomas E. Patterson) ผ่านทาง Edx.

            ต่อมาได้เรียนวิชา America’s Written Constitution และวิชา America’s Unwritten Constitution, Yale University  บรรยายโดย ศาสตราจารย์ อคิล รีด อมาร์ (Akhil Reed Amar) ผ่านทาง Coursera

            นอกจากนี้ยังได้เรียนวิชา Introduction to Key Constitutional Concepts and Supreme Court Cases, Pennsylvania  University บรรยายโดย ศาสตราจารย์ เคอร์มิตต์ รูสเวลต์ ๓ (Kermitt Roosevelt, III) ผ่านทาง Coursera

            และล่าสุดได้เรียนวิชา Constitutional Interpretation, Princeton University บรรยายโดยศาสตราจารย์ โรเบิร์ต พี.จอร์จ (Robert P. George) ผ่านทาง Edx.

            การที่ผมได้มีโอกาสศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาจำนวน ๕  วิชา ภายในช่วงเวลา ๒ ปีดังกล่าว ได้ทำให้ผมมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองของสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจนและลึกซึ้งกว่าเดิมเป็นอันมาก  จึงคิดว่าน่าจะมาเล่าให้ท่านฟังในบางแง่บางมุม

            หัวข้อในการเล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา

            ในการเล่าเรื่องดังกล่าว ผมจะขอแบ่งการเล่าออกเป็น ๕ ส่วน คือ

                ส่วนที่หนึ่ง กำเนิดอเมริกา รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา

                ส่วนที่สอง รัฐธรรมนูญอเมริกา

                ส่วนที่สาม  รัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับแก้ไขเพิ่มเติมและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

                ส่วนที่สี่ รัฐธรรมนูญอเมริกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

                 ส่วนที่ห้า คำพิพากษาศาลสูงเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอเมริกาที่น่าสนใจ

                 ส่วนที่หก รัฐธรรมนูญอเมริกากับบทบาทและภาวะผู้นำในเวทีโลก ข้อสรุปและข้อคิดเห็น

            โดยมีหัวข้อย่อยที่จะนำมาเล่าในชั้นต้นดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง กำเนิดอเมริกา และรัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา

๑.ความนำ                                                                             ๒.ก่อนจะเป็นประเทศอเมริกา

๓.อาณานิคม ๑๓ แห่งผู้ให้กำเนิดอเมริกา

๔.สงครามปฏิวัติอเมริกาและการประกาศอิสรภาพอเมริกา

๕.อุดมการณ์และวัฒนธรรมทางการเมืองของอเมริกา : รากฐานสำคัญของประชาธิปไตย

๖.รัฐบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐอเมริกา (The Articles of Confederation)

ส่วนที่สอง รัฐธรรมนูญอเมริกา

๗.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาและการให้สัตยาบัน

๘.แนวคิดและหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญอเมริกา

๙.สภาคองเกรส:สภาใดมีอำนาจมากกว่ากัน

๑๐.ประธานาธิบดี : ผู้กุมชะตาโลก

๑๑.ศาลสูง : ศาลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

๑๒.การถ่วงดุลอำนาจ : เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต

๑๓.ระบบราชการ : เครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ

๑๔.มลรัฐ: ระบบอำนาจอธิปไตยคู่ (Dual Sovereignty)

ส่วนที่สาม รัฐธรรมนูญอเมริกาฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (อาจปรับหัวข้อย่อยใหม่ตามความเหมาะสม)

๑๕..สงครามกลางเมืองกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

๑๖.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ :แก้ไขตามความจำเป็น

ส่วนที่สี่ รัฐธรรมนูญอเมริกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ส่วนที่ห้า คำพากษาศาลสูงเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอเมริกาที่น่าสนใจ

ส่วนที่หก รัฐธรรมนูญอเมริกากับบทบาทและภาวะผู้นำของอเมริกาในเวทีโลก ข้อสรุปและข้อคิดเห็น

แนวทางในการเล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกา

ในการเล่าเรื่องรัฐธรรมนูญอเมริกาแต่ละหัวข้อนั้น ผมจะนำประเด็นสำคัญมาเล่า  โดยอาจมีบทสนทนาระหว่างผมกับตัวละครสมมุติคนหนึ่ง คือคุณอมรินทร์ สอดแทรกในแต่ละเรื่องบ้าง เพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้ผู้อ่าน ให้รู้สึกผ่อนคลาย

คุณอมรินทร์ เป็นชายไทย รูปร่างสันทัด ผิวสองสี คือ ผิวขาวแดง เวลานี้อายุอานามราว  ๖๘ ปีเห็นจะได้

คุณอมรินทร์ เรียนจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนชั้นเลิศของประเทศไทยเช่นเดียวกับผม คือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท  โดยเรียนจบแผนกศิลปะ ด้านภาษา ส่วนตัวผม เรียนจบสายวิทยาศาสตร์  หลังจากนั้น คุณอมรินทร์ได้สอบเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยในเรื่องความรู้ความสามารถในด้านภาษาอังกฤษว่า เก่งหรือไม่  ดังจะเห็นได้จาก คุณอมรินทร์สามารถสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่NIDA ได้เปอร์เซนไตล์ที่ ๑๐๐ (Percentile 100) เช่นเดียวกับผม เพียงแต่เป็นการสอบคนละปี หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สอบได้คะแนนสูงสุดในวิชาภาษาอังกฤษในการสอบครั้งนั้นนั่นเอง

หากพิจารณาจากสาขาที่เรียนมา คุณอมรินทร์ น่าจะสอบเข้ารับราชการกระทรวงการต่างประเทศ  และน่าจะเจริญก้าวหน้าถึงตำแหน่งเอกอัครราชทูต 

เหตุที่กล้ากล่าวเช่นนี้  เพราะผมสังเกตดูเพื่อน ๆ ของผมที่สอบเข้ารับราชการกระทรวงการต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เกษียณอายุราชการในตำแหน่งเอกอัครราชทูตทั้งสิ้น เว้นแต่จะอายุสั้นเสียชีวิตก่อนเท่านั้นเอง

แต่ชีวิตคนก็ไม่แน่นอนว่าใครจะเลือกเดินทางไปในเส้นทางที่ควรจะเป็นเสมอไป  บางคนเรียนจบอย่างหนึ่ง อาจเลือกไปประกอบอาชีพอีกอย่างหนึ่ง

เหมือนอย่างกรณีคุณอมรินทร์ได้เลือกสอบเข้ารับราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเช่นเดียวกับผม  แต่ผมตั้งใจจะสอบเข้ารับราชการเป็นนักปกครองมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว จึงเลือกเรียนภาควิชาการปกครอง

อย่างไรก็ตาม คุณอมรินทร์ก็ประสบความสำเร็จในการรับราชการ มีผลงานยอดเยี่ยม จนกระทั่งกระทรวงมหาดไทย ได้มอบรางวัลนายอำเภอแหวนเพชรหรือนายอำเภอของประชาชนประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึงสองครั้งสองคราติดต่อกัน  นับว่าไม่ธรรมดาเลย

ยิ่งกว่านั้น คุณอมรินทร์ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนนายอำเภอ  จึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหา เป็นใหญ่เป็นโตในกระทรวงมหาดไทยเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันคุณอมรินทร์เป็นอาจารย์พิเศษของวิทยาลัยการปกครอง

ผมเห็นว่า คุณอมรินทร์มีความเป็นนักวิชการเต็มตัว ดังจะเห็นได้จากเขาได้สมัครหลักสูตรออนไลน์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกจนได้รับใบประกาศนียบัตรเป็นหลักประกันความรู้เป็นจำนวนมากร่วม ๒๐ ใบ

ดังนั้น เราจึงมักจะพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองในเชิงวิชาการเกี่ยวกับเรื่องการเมือง การปกครอง และการบริหารกันบ่อย ๆ อย่างถูกคอกันเสมอมา

เหมือนอย่างการแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องเล่ารัฐธรรมนูญอเมริกา ที่ท่านทั้งหลายกำลังจะได้อ่านตามลำดับต่อไปนี้

๑.ความนำ

๑.ความนำ

(ได้นำออกเผยแพร่ประจำวันจันทร์ที่ ๒  กันยายน  ๒๕๖๒  )

ในบรรดาประเทศมหาอำนาจของโลกด้วยกัน  หากพิจารณาด้านขนาดพื้นที่ ประเทศ  สหรัฐอเมริกามีขนาดพื้นใหญ่เป็นอันดับสามของโลก  รองลงมาจากรัสเซีย และแคนาดา โดยมีขนาดใหญ่กว่าจีนเล็กน้อย กล่าวคือ รัสเซียมีขนาดพื้นที่ ๑๗.๐๙๘  ล้านตารางกิโลเมตร แคนาดามีพื้นที่ ๙.๙๘๔ ล้านตารางกิโลเมตร ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ ๙.๖๒๙ ล้านตางรางกิโลเมตร  ส่วนจีนมีพื้นที่ ๙.๕๙๖ ล้านตารางกิโลเมตร

แต่เมื่อพิจารณาด้านประชากรเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๒ ตามการประมาณการขององค์การสหประชาชาติ กลับปรากฏว่า จีนมีประชากรมากกว่าสหรัฐอเมริกาเกินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน กล่าวคือ จีนมีประชากรประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านคน ส่วนสหรัฐอเมริกามีประชากรเพียงประมาณ ๓๒๗ ล้านคนเท่านั้น (Worldometers, Population by Country 2019)

แต่ ในด้านขนาดเศรษฐกิจนั้น แม้ในเวลานี้ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund/IMF) ปรากฏว่า ขนาดจีดีพี (GDP) ของสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๑ แม้จะยังมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ขนาดจีดีพีของจีนก็กำลังเติบใหญ่และไล่ตามติดอยู่ไม่ห่างอย่างที่เรียกว่า หายใจจมูกแทบจะรดต้นคอพร้อมที่จะแซงได้ทุกเมื่อ  กล่าวคือ ขนาดจีดีพีของสหรัฐอเมริกา จำนวน ๒๐.๔๙๔ ล้านดอลลาร์  ส่วนจีนมีขนาดจีดีพี ๑๓.๔๐๗ ล้านดอลลาร์ (Wikipedia, List of Countries by GDP, 2019)

อย่างไรก็ตาม พวกเราต้องไม่ลืมว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศทีมีระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี ส่วนจีนเป็นประเทศทีมีระบอบการปกครองเป็นระบอบที่ตรงกันข้ามกันคือระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทีได้หันมา ยอมรับเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่เป็นทุนนิยมที่ผูกขาดโดยรัฐ มิใช่ทุนนิยมเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมเปิด ในขณะที่จีนเป็นสังคมปิด ดังนั้น หากเราต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา จึงสามารถค้นคว้าได้ไม่ยาก ในขณะที่ข้อมูลใดที่เกี่ยวกับจีน หากทางการจีนไม่ต้องการให้สังคมภายนอกทราบ เราก็จะไม่อาจค้นคว้าหาข้อมูลได้

          ในบรรดาประเทศมหาอำนาจด้วยกันไม่ว่า จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น รวมทั้งอินเดียที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่อีกประเทศหนี่ง ประเทศสหรัฐอเมริกานับว่าเป็นประเทศที่เกิดใหม่และมีอายุน้อยที่สุด  กล่าวคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่งเกิดเป็นประเทศเมื่อวันที่  ๔  กรกฎาคม  ค.ศ.๑๗๗๖ หรือปีพ.ศ.๒๓๑๙ ด้วยการประกาศเป็นเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ นับอายุประเทศจนถึงปัจจุบันเพียง  ๒๔๓ ปี หรือมีอายุมากกว่ากรุงรัตนโกสินทร์ของราชอาณาจักรไทยเพียง ๖ ปี โดยกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๓๒๕  หรือค.ศ.๑๗๘๒

ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศเก่าแก่ มีอายุหลายพันปี เช่น จีน มีอายุประเทศไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ปี เป็นต้น

            แต่ก็เป็นที่ประหลาดใจว่า เป็นเพราะเหตุใดประเทศนี้ ซึ่งมีอายุเพียง ๒๔๓ ปี จึงสามารถก้าวกระโดดขึ้นสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ภายในระยะเวลาไม่นานนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงก่อนจะสิ้นสุดศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อปีค.ศ.๑๙๙๑   ก็ยิ่งทำให้ประเทศนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของโลก

            แน่นอนการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจได้นั้นย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ  จะต้องมีเหตุปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เอื้ออำนวยด้วย  อย่างเช่น กรณีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีทำเลที่ตั้งเหมาะสม มีอาณาเขตกว้างใหญ่มหาศาลโดยมีพรมแดนด้านทิศตะวันออกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก และมีพรมแดนด้านทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก  และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นต้น

            แต่ลำพังการมีทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศนี้ก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้  รูปแบบการปกครองประเทศที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศย่อมเป็นโครงสร้างหลักในการที่จะทำให้ประเทศนี้สามารถขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้

            ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ให้ความสนใจในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอเมริกาว่า มีหลักการและกลไกอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปกครองและบริหารประเทศอย่างใดบ้าง  จึงสามารถทำให้ประเทศนี้มีความเจริญรุ่งเรืองและกลายเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหรือระยะเวลาไม่นานนัก แม้ว่าขณะนี้จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีการปกครองด้วยระบอบการปกครองแบบเผด็จการสังคมนิยมคอมมูนิสต์กำลังเป็นคู่แข่งสำคัญในการก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกก็ตาม

           

           

           

     

 

      

   

Introduce Yourself (Example Post)

This is an example post, originally published as part of Blogging University. Enroll in one of our ten programs, and start your blog right.

You’re going to publish a post today. Don’t worry about how your blog looks. Don’t worry if you haven’t given it a name yet, or you’re feeling overwhelmed. Just click the “New Post” button, and tell us why you’re here.

Why do this?

  • Because it gives new readers context. What are you about? Why should they read your blog?
  • Because it will help you focus you own ideas about your blog and what you’d like to do with it.

The post can be short or long, a personal intro to your life or a bloggy mission statement, a manifesto for the future or a simple outline of your the types of things you hope to publish.

To help you get started, here are a few questions:

  • Why are you blogging publicly, rather than keeping a personal journal?
  • What topics do you think you’ll write about?
  • Who would you love to connect with via your blog?
  • If you blog successfully throughout the next year, what would you hope to have accomplished?

You’re not locked into any of this; one of the wonderful things about blogs is how they constantly evolve as we learn, grow, and interact with one another — but it’s good to know where and why you started, and articulating your goals may just give you a few other post ideas.

Can’t think how to get started? Just write the first thing that pops into your head. Anne Lamott, author of a book on writing we love, says that you need to give yourself permission to write a “crappy first draft”. Anne makes a great point — just start writing, and worry about editing it later.

When you’re ready to publish, give your post three to five tags that describe your blog’s focus — writing, photography, fiction, parenting, food, cars, movies, sports, whatever. These tags will help others who care about your topics find you in the Reader. Make sure one of the tags is “zerotohero,” so other new bloggers can find you, too.